คาทาริน่าเดินไปหาเด็กผู้หญิงคนนั้นพบว่าเธอมีท่าทีตื่นกลัวกังวลตอนแรกเหมือนทำท่าจะเดินหนี แต่สุดท้ายก็ฝืนใจที่จะยืนอยู่ที่เดิมแต่มือขวาของเธอก็กำเสื้อที่หน้าอกเธอแน่น คาทาริน่ายิ้มให้เธอด้วยความอ่อนโยนก่อนจะถามเธอว่า
“นี่เธอน่ะเห็นจ้องพี่สาวมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ”
เด็กผู้หญิงคนนั้นหน้าแดงปากของเธออ้าออกเหมือนพยายามจะพูดอะไร แต่สุดท้ายเธอก็ไม่เกิดอะไรออกมาแล้วก็เอาแต่ก้มหน้านิ่ง กลับเป็นสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังเธอพูดว่า
“พอดีคุณหนูไม่เคยเห็นผู้หญิงที่สวยแบบคนมาก่อนน่ะค่ะก็เลยเสียมารยาทจ้องคุณนั้นไป ต้องขออภัยด้วยนะคะ”
คาทาริน่าเหลือบมองสาวใช้แว๊บนึงก่อนจะลงไปนั่งยองๆ เจ้ามองในผู้หญิงถามเธอพร้อมพวกรอยยิ้มที่อ่อนโยนว่า
“นี่พี่สาวสวยขนาดนั้นเลยเหรอ”
เด็กผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะตอบด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
“สวยมากค่ะ”
คาทาริน่าทำหน้าหยอกล้อ
“แต่พี่สาวว่าหนูเองก็สวยเหมือนกันนะแฟนพี่สาวก็มั่นใจว่าเมื่อหนูโตขึ้นจะต้องสวยกว่านี้แน่”
เด็กผู้หญิงเงยหน้าดวงตาของเธอจ้องมองคาทาริน่า
“คุณพูดจริงเหรอคะ?”
“พูดจริงสิพี่สาวมั่นใจในว่าเมื่อหนูโตขึ้นจะต้องมีผู้ชายมากหน้าหลายตาพากันมารุมจีบแน่”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้นเด็กผู้หญิงก็นึกถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เธอพึ่งได้รู้จักเมื่อไม่นานมานี้ ผมสีดำกับนัยน์ตาสีแดงเพลิงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา ซึ่งตัวเขามักไปไหนมาไหนกับสาวใช้ผมสั้นสีดำตาสีม่วงคนนั้น ทั้งยังเป็นคนที่ชอบแมวมากจนถึงขนาดที่เธอเคยเห็นเขากอดแมวไว้กับหน้าอกแล้วกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้น ทันทีที่เธอได้ถึงเด็กผู้ชายคนนั้น เด็กผู้หญิงก็เผลอยิ้มออกมาจนคาทาริน่าสังเกตเห็น
คาทาริน่าพบว่าเมื่อเด็กคนนี้ยิ้มเธอกลับดูน่ารักและสดใสขึ้นเป็นกอง จนเผลอแซวว่า
“เอ ยิ้มแบบนี้หรือว่าหนูจะมีคนที่ชอบอยู่แล้วกันนะ”
เด็กผู้หญิงหน้าแดงทันทีอ้าปากคล้ายต้องการจะพูดอะไรแต่เธอก็หุบปากก้มหน้าลงแล้วไม่พูดอะไรออกมา คาทาริน่าจึงพูดกับเธอว่า
“นี่พี่สาวจะแนะนำอะไรหนูอย่างนึงนะว่าแค่ความสวยของเรามันไม่พอหรอก ตราบใดที่เรายังไม่กล้าพูดความในใจของเราออกมาเขาคนนั้นก็ไม่มีทางรู้ความในใจของเราหรอกนะ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะใช้เวทย์มนต์อ่านใจเราได้แต่กับผู้ชายที่อ่านใจเราได้แบบนั้นพี่สาวว่าหนีให้ห่างจะดีกว่า”
เด็กผู้หญิงที่ได้ยินคำแนะนำจึงเงยหน้าสบตากับคาทาริน่าแล้วพูดกับเธอว่า
“เขาคนนั้นใช้เวทย์ใจไม่ได้หรอกค่ะ”
คาทาริน่าทำหน้าแปลกใจก่อนจะแซวว่า
“รีบแก้ตัวให้เขาคนนั้นมากเลยนะคงจะแอบชอบเขามากล่ะสิ”
เด็กผู้หญิงที่ถูกเธอแซวก็รีบก้มหน้าลงทันที สาวใช้ที่อยู่ด้านหลังเธอก็มองคุณหนูพร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู เด็กผู้หญิงพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า
“พี่สาวสวยมากเลยค่ะ ถะถ้าหนูสวยเหมือนพี่สาวก็คงดี เพราะว่าหนูอาจจะกล้าพูดกับเขาคนนั้นมากกว่านี้”
คาทาริน่าเห็นท่าทีกุ้มใจปนเอียงอายของเธอก็ก็รู้สึกเอ็นดูพูดกับเธอว่า
“ถ้าอย่างนั้นหนูก็ควรจะมั่นใจกว่านี้นะเพราะไม่ว่าจะเด็กผู้ชายคนไหนที่มีเด็กน่ารักหนูมาแอบชอบได้เขาจะต้องเป็นคนที่โชคดีมากๆ”
เด็กผู้หญิงมองคาทาริน่าด้วยดวงตาที่กลมโตของเธอก่อนจะถามเพื่อความแน่ใจ
“พี่สาวพูดจริงๆ เหรอคะ”
คาทาริน่าพยักหน้า
“จริงสิไม่ว่าเด็กผู้ชายคนไหนถ้ามีเด็กผู้หญิงที่น่ารักอย่างหนูมาแอบชอบเขาจะต้องดีใจมากแน่ๆ”
เด็กผู้หญิงทำหน้าตาดีใจมือของเธอกำเสื้อบริเวณหน้าอกแน่น ก่อนที่แววตาของเธอจะหมองลงเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า
“บางทีอาจจะไม่ใช่ทุกคนก็ได้นะคะเพราะเขาคนนั้นเป็นเจ้าชาย…” เด็กผู้หญิงรีบหยุดพูดเพราะนึกได้ว่าเธอเผลอหลุดมาพูดออกมา ในใจของเธอก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะคล้ายกับคนที่ทำความผิดแล้วถูกจับได้ สาวใช้ที่อยู่ด้านหลังเธอก็ยกมือขึ้นปิดปากด้วยท่าทางตกใจ
คาทาริน่ามองเด็กผู้หญิงด้วยดวงตากลมโต
“เจ้าชาย?”
เด็กผู้หญิงที่ใจเต้นไม่เป็นจังหวะรีบก้มหน้าให้อีกฝ่าย
“หนะหนูขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบเธอก็หมุนตัวเตรียมจะจากไป แต่ก็ต้องหยุดฝีเท้าเมื่อได้ยินคาทาริน่าก็พูดว่า
“หรือว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเจ้าชายเออร์วิน”
เด็กผู้หญิงชะงักฝีเท้าทันทีก่อนจะหันมามองคาทาริน่าด้วยความแปลกใจ
“คุณรู้จักเจ้าชายเออร์วินด้วยหรอคะ”
คาทาริน่านึกไม่ถึงว่าเด็กผู้ชายที่เด็กผู้หญิงคนนี้แอบชอบจะเป็นเจ้าชายเออร์วินที่เธอแอบตามสืบเรื่องของเขาอยู่ แม้ว่าตอนนี้เธอจะพุ่งเป้าไปที่ของที่ได้รับมอบหมายจากศาสนจักรให้มานำกลับไป แต่การที่ได้มาเห็นเผ่ามารอยู่ในเมืองของมนุษย์จึงทำให้เธออดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ และที่สำคัญเผ่ามารเหล่านั้นล้วนเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชายในเมืองนี้ นี่ยังไม่นับรวมที่มีเผ่ามารเป็นอัศวินฝึกหัดอีกซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน แม้เธอจะคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระแต่เธอก็ไม่อาจละทิ้งข้อสันนิษฐานที่ว่าเมืองนี้อาจจะสมคบคิดกับเผ่ามารอยู่ก็เป็นได้
แต่ผลจากการสืบในหลายวันมานี้เธอกลับไม่พบเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเมืองไพร์ล็อกกับเผ่ามารเลย กลับกันแล้วที่น่าสงสัยเป็นที่สุดคือตัวเด็กผู้ชายที่ดูใสซื่อซึ่งเธอได้พบเห็นเขาในวันแรกที่เธอได้เข้ามาที่เมืองนี้ เด็กผู้ชายผู้มีพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยแต่กลับใช้อาวุธรูปร่างคล้ายปืนไฟของพวกคนแคระจัดการกับผู้ใช้เวทย์จำแลงอสูร มันทำให้เธอนึกถึงคนแคระนักล่าค่าหัวในคืนนั้น และมีคำๆ นึงที่เธอได้ยินจากการแอบฟังคำสนทนาระหว่างมาร์ควิสราฟาเอลกับนายหญิงแห่งหอห้วงฝัน ซึ่งมันเป็นคำที่ฝังใจเธอไม่ลืมและคาใจเธออยู่เสมอ เพราะเธอได้ยินทั้งสองคนเรียกคนแคระนักล่าค่าหัวว่า เด็กคนนั้น
ข้อสันนิษฐานที่บ้าบิ่นและดูเพ้อเจ้อเหลวไหลปรากฏขึ้นในหัวเธอ เจ้าชายอายุ 10 ขวบที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยแอบออกไปเป็นนะล่าค่าหัวยามราตรี ใช้อาวุธที่ใกล้เคียงกับปืนไฟของพวกคนแคระ สามารถต่อกรกับคนของกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นแบบ 2 ต่อ 1 ได้อย่างสูสี ไม่สิไม่เรียกว่าสูสีถ้าพูดให้ถูกก็คือเขาคนนั้นเป็นฝ่ายเล่น 2 คนนะซะยับ ทุกครั้งที่ข้อสันนิษฐานนี้ปรากฏขึ้นในหัวเธอเธอก็จะรีบสลัดมันไปอย่างรวดเร็ว เพราะไม่ว่าจะคิดยังไงเธอก็มองไม่เห็นความเป็นไปได้ ที่เด็ก 10 ขวบซึ่งมีพลังเวทย์อ่อนด้อยจะมีศักยภาพและความสามารถได้ถึงขนาดนั้น
ถึงแม้ว่าจากการสืบทราบของเธอจะทำให้พอรู้เรื่องที่เขาเคยใช้เรเปียร์จัดการพวกแก๊งอันธพาล ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะคนพวกนั้นเป็นผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยเช่นเดียวกับเขา และอีกส่วนหนึ่งแม้ว่าเธอจะไม่ได้เห็นกับตาแต่เธอก็คิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีองครักษ์คอยให้ความช่วยเหลือเขา แม้ว่าเด็กคนนี้จะเป็นผู้มีพลังเวทอ่อนด้อยแต่การที่พระราชายังเลี้ยงดูเขาก็เห็นได้ชัดถึงความรักและเอ็นดูในตัวตนเจ้าชายคนนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงเป็นไปได้สูงที่จะมีองครักษ์คอยดูแลเขาอยู่ห่างๆ
และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญเลยก็คืออาวุธอีกอย่างที่คนแคระนักล่าค่าหัวใช้ในคืนนั้น ไม่ใช่เรเปียร์แต่กลับเป็นดาบรูปร่างประหลาดที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน แม้ว่าเธอจะไม่ได้สังเกตและจับตาการต่อสู้ของเขาตลอด แต่รูปแบบอาวุธที่ใช้ระหว่างเรเปียร์กับดาบรูปร่างประหลาดที่เขาใช้นั้นเรียกได้ว่าไปคนละทาง การที่คนๆ หนึ่งจะฝึกอาวุธที่ไปคนละทางได้นั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าเจ้าชายเออร์วินนั้นยังเป็นแค่เด็ก 10 ขวบ ถ้าไม่ใช่เขาเริ่มฝึกตั้งแต่อยู่ในท้องแม่คาทาริน่าจึงไม่เชื่อเด็ดขาด ว่าด้วยวัยเพียงเท่านี้จะมีเวลาฝึกฝนมากพอที่จะฝึกฝนอาวุธสองชนิดที่ลักษณะการใช้งานแตกต่างกัน
คาทาริน่ามองเด็กผู้หญิงถึงแม้ว่าเธอจะคิดว่าข้อสันนิษฐานนี้เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ แต่เธอก็อยากลองตรวจสอบดูเพื่อความมั่นใจ ถึงถามเธอไปว่า
“พอดีฉันเคยเจอเขาตั้งแต่วันแรกที่มาเมืองนี้ ตอนแรกฉันก็แปลกใจอยู่พอดีเพราะเห็นเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวเหมือนคนมีฐานะ แต่กลับกอดแมวแล้วกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้น”
เด็กผู้หญิงคนนั้นได้ก็ยิ้มออกมาเพราะเธอนึกถึงวันนั้นที่เธอได้เจอเขา ซึ่งตอนแรกเธอได้เห็นเขาจากทางหน้าต่างตอนที่เขาเดินผ่านเขตขุนนาง ตั้งแต่ครั้งนั้นเธอก็รู้สึกเหมือนกับโดนมนต์สะกดจึงได้ชวนสาวใช้ออกไปเดินเล่นในเมืองทั้งที่ปกติเธอซึ่งเป็นคนขี้อายแล้วไม่ค่อยมั่นใจตัวเองไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ซึ่งเธอก็ได้พบเห็นเขาอีกครั้งในตอนที่เขากอดแมวแล้วกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้นต่อหน้าผู้คนมากมาย
“ใช่แล้วค่ะดูเหมือนว่าเขาเอ่อเจ้าชายจะทรงชอบแมวมากเลยนะคะ เพราะฉันเองก็เคยเห็นเขาทำแบบนั้นเหมือนกัน”
คาทาริน่าทำหน้าแปลกใจ
“เอ๋! แสดงว่าเขาทำแบบนี้บ่อยสิท่า”
เด็กผู้หญิงยิ้มแล้วก็ส่ายหน้า
“หนูเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับเพียงแต่หนูรู้แค่ว่าเจ้าชายเออร์วินท่านทรงเป็นคนที่ใจดีมาก บ่อยครั้งที่หนูได้คบกับท่านไม่เคยเห็นเขาจะใช้อำนาจของตัวเองกดขี่คนที่อยู่ต่ำกว่าไว้สักครั้ง ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นสามัญชนคนธรรมดาขนาดไหนก็ตาม”
แต่ผู้หญิงนึกถึงตอนที่เธออาสาไปขอแมวคือจากหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง ที่อยากได้แมวของตนคืนแต่ก็รู้สึกว่าหวาดกลัว แม้ว่าจะไม่รู้ฐานะของเขาแต่เพราะสังเกตได้จากการแต่งกายของเออร์วินก็พอเดาได้ว่ามีฐานะไม่ธรรมดา ซึ่งเมื่อเออร์วินได้คุยกับหญิงชาวบ้านคนนั้นก็ไม่มีการวางท่าหรือวางอำนาจแต่อย่างใด หรือตอนที่เขาพาเธอเดทเขาก็พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าราวกับว่าเขาไม่ใช่เจ้าชายแต่เป็นเพียงแค่เด็กคนนึงที่ออกเดินเล่นเท่านั้น ซึ่งแตกต่างกับพวกลูกหลานขุนนางที่เธอเคยพบเคยเห็น และมันทำให้ทุกครั้งที่เธอได้อยู่กับเขาเธอจึงรู้สึกผ่อนคลายไปด้วย
คาทาริน่ามองเด็กผู้หญิงแล้วก็คิดในใจ
‘บอกว่าเด็กคนนั้นใจดีงั้นเหรอ? แสดงว่าไม่ใช่ชอบแค่เฉพาะหน้าตาสินะ?’ แล้วเธอก็นึกถึงวันแรกที่เธอได้พบกับเจ้าชายเออร์วินก็ตรงตามที่เด็กผู้หญิงคนนี้บอก เจ้าชายน้อยผู้นี้ไม่มีที่ท่าของการวางอำนาจในฐานะลูกชายของพระราชาเลยแม้แต่น้อย และยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอคิดว่าเจ้าชายพวกนี้ไม่น่าจะเป็นคนเดียวกับคนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้น ก็เพราะว่าทันทีที่เด็กคนนี้ได้ไหมเห็นเธอเขากลับไม่มีท่าทีตกใจหรือตื่นกลัว สู้เขาทำหน้าเหมือนได้เจอเธอเป็นครั้งแรก แต่เพื่อความมั่นใจคาทาริน่าก็ยังคิดจะถามอะไรบางอย่างกับเด็กคนนี้
“งั้นหนูคงชอบเจ้าชายคนนี้มากเลยสินะ”
เด็กผู้หญิงคนนั้นหน้าแดงพูดอะไรไม่ออกคาทาริน่าก็หัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
“หุหุหุ อย่างที่คิดเลยว่าเจ้าชายคนนี้เป็นคนที่โชคดีจริงๆ ที่มีเด็กผู้หญิงน่ารักแบบหนูมาชอบ”
เด็กผู้หญิงคนนั้นรีบพูดแก้ตัว
“มะมะมะไม่ใช่นะคะ คะคะคะคือว่าเขาคนนี้เป็นเจ้าชายคงจะ…”
พูดได้เพียงเท่านี้เด็กผู้หญิงก็มีสีหน้าหมองลงคาทาริน่าจึงจับไหล่ของเธออย่างแผ่วเบาแล้วปลอบโยนเธอว่า
“เอ…นี่หนูคิดว่าเขาจะเป็นคนแบบนั้นเองเหรอ ทั้งที่เมื่อกี้หนูก็พูดไม่ใช่เหรอว่าเขาเป็นคนใจดีที่ไม่เคยวางอำนาจกับคนที่อยู่ต่ำกว่า หรือว่าที่หนูพูดเมื่อกี้ไม่ได้จะเป็นเรื่องโกหก”
เด็กผู้หญิงรีบเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเธอทันที
“ไม่ได้โกหกนะเจ้าชายเป็นคนที่ใจดีมากจริงๆ”
คาทาริน่ายิ้มให้เธอแล้วก็พูดว่า
“เห็นไหมล่ะถ้าหนูอยากพูดสิ่งที่อยู่ในใจหนูก็พูดได้”
เด็กผู้หญิงดูแปลกใจและไม่เข้าใจว่าทำไมเมื่อกี้เธอถึงกล้าพูดแบบนั้นออกไป ก่อนจะได้ยินคาทาริน่าถามเธอว่า
“นี่จริงสิฉันเคยเห็นคนเขาพูดกันว่าเจ้าชายมีอาวุธที่รูปร่างคล้ายปืนอยู่เธอพอจะรู้บ้างไหม”
เด็กผู้หญิงที่อยู่ๆ ก็ถูกถามจึงมีสีหน้าแปลกใจตั้งตัวไม่ทัน
“อาวุธที่รูปร่างคล้ายปืนเหรอคะ?”
คาทาริน่าพยักหน้า
“ใช่แล้วเป็นอาวุธที่ลักษณะคล้ายปืนไฟของพวกคนแคระน่ะเพื่อความรู้จักไหม”
เด็กผู้หญิงพยักหน้าทันที
“รู้จักค่ะเพราะว่านั่นเป็นของที่พ่อหนูถวายให้เขาเองเป็นของขวัญแรกพบหน้า”
คาทาริน่าที่ได้ฟังก็ทำหน้าแปลกใจ
“พ่อหนูเป็นคนถวาย?”
เด็กผู้หญิงพยักหน้าอีกครั้ง
“ใช่ค่ะพ่อของหนูเป็นพ่อค้าที่เดินทางไปทั่วซึ่งตอนนี้ท่านได้เดินทางมาที่เมืองนี้ และได้นำของไปขายให้กับเราเชื้อพระวงศ์ซึ่งคนที่ออกมารับหน้าก็คือเจ้าชายเออร์วินค่ะ”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นคาทาริน่าก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจเพราะเธอคิดไม่ออกว่าราชวงศ์ของเมืองๆ หนึ่งจะทำเรื่องเสียสติอย่างการให้เด็กอายุ 10 ขวบมาคุยเรื่องการซื้อขายจึงถามเธอไปว่า
“เอ่อ…ในครั้งนั้นได้มีคนอื่นมากับเขาด้วยใช่ไหม”
เด็กผู้หญิงพยักหน้า คาทาริน่าก็ไม่รู้สึกแปลกใจจนเมื่อเธอได้ยินเด็กผู้หญิงพูดว่า
“มีน้องสาวของเขามาด้วยค่ะนอกจากนั้นก็มีสาวใช้อีกสองคน”
คาทาริน่าแทบจะนิ่งเป็นรูปปั้น
‘ให้เด็กอายุ 10 ขวบมาคุยเรื่องการซื้อขายเนี่ยนะคนพวกนี้ใช่สติดีอยู่หรือเปล่านี่’ คาทาริน่าเริ่มชักรู้สึกว่าไม่ใช่มีแค่เด็กคนนี้ที่แปลกแล้วแม้แต่พระราชาก็เริ่มดูแปลกไม่ต่างกัน คาทาริน่าลองถามไปอีกว่า
“แล้วคนที่ตัดสินเรื่องการซื้อขายในวันนั้นเป็นเจ้าชายหรือว่าสาวใช้ที่มาด้วยล่ะ”
เด็กผู้หญิงกลับมองหน้าเธอแปลกๆ ก่อนจะตอบว่า
“พี่สาวนี่ถามอะไรพิลึกคนตัดสินก็ต้องเป็นเจ้าชายอยู่แล้วนี่คะ”
คาทาริน่ารู้สึกไม่อยากจะเชื่อหูตนเองหันไปมองสาวใช้ที่อยู่ข้างหลังเด็กผู้หญิง เพราะคิดว่าเธอคนนี้อาจจะอยู่ด้วยในวันนั้น สาวใช้คนนั้นก็พนักหน้ายืนยันว่าสิ่งที่เป็นผู้หญิงพูดเป็นความจริง คาทาริน่าจึงถามด้วยความสงสัยว่า
“แล้วเอ่อเจ้าชายท่านได้ซื้ออะไรบ้างหรอดาบหรือของเล่นอะไรพวกนี้ใช่หรือเปล่า”
เด็กผู้หญิงทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า
“ไม่นะคะมีหลายครั้งที่พ่อเสนอของที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจ แม้แต่เจ้าหญิงที่เป็นน้องสาวเองก็แสดงท่าทีสนใจแต่เจ้าชายกลับไปรีบบอกปัดของเหล่านั้นไปแทบจะทันทีเลยค่ะ”
เด็กผู้หญิงไม่รู้เลยว่าไม่อยากให้เธอพูดถึงเจ้าชายเออร์วินนั้นดูเธอจะมีชีวิตชีวาและพูดจาได้คล่องแคล่วกว่าทุกที แต่สาวใช้ที่อยู่ด้านหลังเธอกลับสังเกตเรื่องนี้ของเธอมาโดยตลอด จึงยืนมองคุณหนูของเธอแล้วก็ยิ้มเล็กน้อย คาทาริน่าที่ได้ยินก็สงสัยจึงถามว่า
“แล้วเจ้าชายให้ทรงซื้ออะไรบ้างเหรอ”
เด็กผู้หญิงทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า
“ในวันนั้นเจ้าชายทรงซื้ออาร์ติแฟกต์สองชิ้นน่ะค่ะ”
“ซื้ออาร์แฟกต์?”
เด็กผู้หญิงพยักหน้าก่อนจะพูดอีกว่า
“ใช่ค่ะเจ้าชายทรงซื้ออาร์ติแฟกต์ที่มีรูปร่างเหมือนเครื่องประดับซึ่งชิ้นหนึ่งทั้งมอบให้น้องสาว ส่วนอีกชิ้นหนึ่งมอบให้พี่สาวค่ะ”
คาทาริน่านิ่งค้างไปทันทีเธอนึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าชายคนนี้ ในวันนั้นที่เธอได้พบกับเขาครั้งแรกเขาก็มีสาวใช้ส่วนตัวถึงสามคน แล้วตอนนี้เธอก็ได้มารู้ว่าเขาได้ตัดสินใจซื้อเครื่องประดับให้พี่สาวกับน้องสาว เด็ก 10 ขวบซื้อของให้พี่สาวและน้องสาวเธอไม่แปลกใจ แต่ที่เธอแปลกใจคือการที่เด็กคนนี้รู้ว่าผู้หญิงนั้นชอบเครื่องประดับขนาดไหนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าเธอกำลังจะได้เห็นว่าที่เสือผู้หญิงตัวน้อย
“เป็นเจ้าชายที่ใส่ใจคนในครอบครัวจังเลยนะ”
เด็กผู้หญิงที่ได้ฟังก็ยิ้มแล้วพยักหน้า คาทาริน่าก็ถามเธอดีกว่า
“แล้วเจ้าชายท่านได้ซื้ออะไรอีกไหมหรือมีเพียงแค่อาร์ติแฟกต์สองชิ้นนี้”
เด็กผู้หญิงก็นึกถึงสิ่งที่เธอเห็นในวันนั้นก่อนจะตอบว่า
“มีค่ะก็นอกจากชิ้นส่วนของสัตว์อสูรบางชิ้นแล้วก็มีลูกแก้วความทรงจำกับผลึกเวทย์มนต์ซึ่ง 2 อย่างหลังนี้ เจ้าชายท่านทรงซื้อเยอะมากเลยค่ะ”
คาทาริน่าที่ได้ยินคำตอบก็ถึงกับนิ่งค้างไปอีกรอบ