1
ไฟสุมขอน
เสียงพระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุลดังผ่านเครื่องขยายเสียงของทางวัด ทำให้แเื่ที่มาร่วมงานรู้โดยอัตโนมัติว่า ร่างอันไร้ิญญาในศาลาใดกำลังจะถูกฌาปนกิจ ณ เวลา 16:00 น. ของวันนี้ เนื่องจากวัดในสมัยใหม่นิยมสร้างศาลาสวดศพให้อยู่รายรอบเมรุ เพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนย้ายร่างไร้ิญญาขึ้นสู่สถานที่อันจะทำให้ร่างนั้นกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างแท้จริง
ดังนั้นการตั้งศพเพื่อสวดพระอภิธรรมจึงอาจมีมากกว่าหนึ่งร่างในแต่ละค่ำคืน ทว่าจะมีเพียงร่างเดียวเท่านั้นที่จะทำการฌาปนกิจในแต่ละวัน เพราะพิธีการแต่ละขั้นตอนต้องใช้เวลาและต้องทำให้ถูกต้อง กว่าจะส่งร่างนั้นไปสู่เส้นทางอันสุคติได้สำเร็จ ย่อมกินเวลาั้แ่่เช้าไปจนถึงค่อนดึก
ผ้าลูกไม้สีขาวผืนบางคลุมทับโลงไม้ไว้อีกชั้นนั้น เพื่อให้ลวดลายอ่อนหวานช่วยลดทอนความโศกเศร้าจากผู้พบเห็น และเพื่อแสดงออกว่าผู้วายชนม์เดินทางไปสู่สถานที่ที่มีความสุขแล้ว ทว่าเมื่อมาอยู่รวมกับดอกไม้ช่อยาวสีขาวที่นำมาประดับโดยรอบแล้วนั้น กลิ่นหอมจัดจนฉุนกลับทำให้บรรยากาศอวมงคลเด่นชัดมากขึ้น เพราะนั่นคือ ‘ซ่อนกลิ่น’ ดอกไม้ที่ใช้ซ่อนร่างไร้ิญญา
ท่วงทำนองจากเครื่องดนตรีไทยบรรเลงเพลงโศกคลอไปกับเสียงบทสวดภาษาบาลีที่คุ้นเคย เพราะได้ฟังมามากหนเมื่อครั้งเคยมาร่วมแสดงความเสียใจแก่ญาติพี่น้องของผู้วายชนม์ ทว่าในครั้งนี้เมื่อเธออยู่ในสถานะนั้นเสียเอง จึงไม่อาจเก็บกลั้นหยาดน้ำตาเอาไว้ได้
น้ำตาที่พยายามฝืนกลั้นเอาไว้ปิ่มจะไหลลงมาเสียให้ได้ แต่ก็จำต้องสะกดไว้เพราะไม่อยากให้คนที่จากไปเป็ห่วง เพราะสิ่งสุดท้ายที่เธอจะทำให้แม่ได้ก็คือ ‘ต้องเข้มแข็ง’
ดวงตาบอบช้ำมีวาวน้ำตาฉ่ำชื้นอยู่ตลอดเวลาทอดมองไปยังโลงไม้ที่ตั้งสงบนิ่งอยู่บนตั่งด้านในศาลา ดั่งจะบอกกับคนที่นอนนิ่งอยู่ในนั้นว่าเธอคิดถึงเหลือเกิน
‘จันทร์...อย่าเสียใจให้นานนักนะลูก ทุกคนต้องตายทั้งนั้น ไม่ใช่แค่แม่หรอก หนูต้องอยู่ให้ได้ รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี จะทำอะไรก็ให้คิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน แล้วสิ่งที่หนูตัดสินใจก็จะดีที่สุด’
น้ำตาท่วมท้นเมื่อช้อนมองใบหน้าสวยงามของผู้เป็แม่ที่ปรากฏอยู่ในกรอบรูปหน้าศพ รอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นแม่มีให้เธอเสมอมา เธอรู้และเข้าใจในสิ่งที่แม่บอกว่าทุกคนล้วนต้องตาย แค่ช้าหรือเร็วกว่ากันเท่านั้น เพียงแต่เธออยากให้แม่อยู่ได้นานกว่านี้ อย่างน้อยก็ให้เธอได้มีงานทำเสียก่อน ให้เธอได้เลี้ยงดูตอบแทนบุญคุณของแม่บ้าง ไม่ใช่เพียงเธอเรียนจบแม่ก็จากไป
“เสร็จหรือยังล่ะจันทร์ พระท่านสวดเสร็จแล้วนะ”
พรบุหลัน กัษษากร ตื่นจากภวังค์ หันมองรอบกายแล้วก็พบว่าพระท่านสวดเสร็จแล้วจริงๆ และเมื่อหันมาพบกับสายตาเอื้ออารีของคนข้างๆ ก็ฝืนหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไม่ได้ แต่เ้าตัวก็รีบปาดทิ้งเสียเร็วไว ก่อนจะส่งรอยยิ้มเนือยๆ พร้อมตอบคำถามนั้น
“ค่ะพี่กร เสร็จแล้วค่ะ”
พรบุหลันเลื่อนถาดใส่ดอกไม้ธูปเทียนพร้อมทั้งพุ่มเครื่องไทยธรรมมาตรงหน้าเพื่อเตรียมส่งมอบให้ ภากร เพื่อนบ้านที่มีอาชีพเป็คุณครูในโรงเรียนประถมใกล้บ้าน ซึ่งเป็โรงเรียนเดียวกับที่แม่ของเธอสอนอยู่ และก็ได้ภากรนี่ละที่ช่วยจัดการทุกอย่างให้เมื่อแม่ตาย ั้แ่พาแม่ออกจากโรงพยาบาลมาที่วัด ดูแลประสานงานกับทางวัด ทั้งการสวดพระอภิธรรม ตลอดจนถึงงานฌาปนกิจในวันนี้ เพราะเธอเองไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีก ชีวิตนี้มีแต่แม่เท่านั้นที่เป็ญาติสนิทเพียงคนเดียว ทั้งคนมาร่วมงานก็เป็เพื่อนบ้านที่มีน้ำใจคอยช่วยกันดูแลยามเจ็บป่วย คุณครู และนักเรียนที่แม่เคยสอนมา
“จันทร์ เข้มแข็งนะ จันทร์ต้องส่งแม่ให้ถึงฝั่ง”
“ค่ะพี่กร จันทร์จะทำให้ดีที่สุด”
ภากรมองตามร่างงามระหงที่เดินถือถาดดอกไม้ธูปเทียนไปให้แขกที่มาร่วมงานได้ ‘จบของ’ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้วายชนม์ เห็นใบหน้าของหญิงสาวที่พยายามเก็บกลั้นน้ำตาไว้อย่างที่สุดแล้วทำให้ภากรสงสารเธอจับใจ เพราะความรู้สึกยามขาดร่มโพธิ์ร่มไทรนั้นเขาผ่านมาแล้ว แต่เขายังดีที่มีญาติพี่น้องอยู่รายล้อม ขณะที่พรบุหลันไม่มีใครเลย
เขารู้เพียงว่า ครูรัชนีกร แม่ของเธอก็เป็คนในหมู่บ้านนี้เช่นกัน แต่ได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ั้แ่ยังรุ่นสาว ญาติพี่น้องที่มีอยู่ก็ทยอยตายจาก หรือไม่ก็ย้ายไปตั้งรกรากที่อื่น ดังนั้นคนที่จะนับได้ว่าเป็ญาติสนิทกันจริงๆ และอยู่ในละแวกใกล้จึงไม่มีเลย
และเมื่อครูรัชนีกรขอย้ายกลับมาสอนที่โรงเรียนในบ้านเกิด เธอก็มีลูกสาวที่ชื่อว่าพรบุหลันกลับมาด้วย เนื่องจากบ้านของเขาและบ้านของครูรัชนีกรอยู่ติดกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลจึงไม่ต่างจากญาติพี่น้อง และทั้งหมดที่เขาทำลงไปนั้นเขาก็เต็มใจ และก็หวังอย่างที่สุดว่า สักวันหนึ่งพรบุหลันจะมองเห็นหัวใจของเขาบ้าง
...
เสียงเครื่องดนตรีไทยบรรเลงท่วงทำนองแสนเศร้า ดังชัดเจนออกมาจากเครื่องขยายเสียงของทางวัด จนแทรกเข้ามาภายในรถยุโรปคันหรูที่จอดนิ่งอยู่นอกศาลา แต่คนที่นั่งนิ่งตีสีหน้าเรียบเฉยอยู่นี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะก้าวลงไป
ดวงตาคมเข้มมองตรงไปข้างหน้าเพื่อมองภาพบรรยากาศของงาน ‘ขาว-ดำ’ แม้เขาจะไม่เคยไปงานศพใครในเมืองไทยมาก่อน แต่เท่าที่มองดูก็เห็นความหดหู่และเศร้าใจไม่ต่างจากงานฝังศพของญาติทางฝ่ายบิดาที่อังกฤษสักเท่าไร และที่ต้องมาในวันนี้ก็เพราะคำร้องขอของแม่
‘ไปอโหสิกรรมให้เขานะลูก จะได้ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก’
สายตาของแขกที่อยู่ร่วมในงานคล้ายจะสนใจการมาของเขา ั้แ่รถเลี้ยวเข้ามาจอดด้านข้างศาลา เพราะคงไม่มีใครคาดคิดว่าผู้วายชนม์หรือเ้าภาพของงานจะมีผู้มาร่วมงานในฐานะเทียบเท่ากับเขา ก็แน่ละ เพราะั้แ่รถเขาเคลื่อนเข้ามาในอำเภอแห่งนี้ ทั้งบ้านเรือนสองฝั่งข้างทาง ทั้งชีวิตความเป็อยู่ของคนในพื้นนี้ และทั้งสิ่งที่แม่บอก ก็พอคาดเดาได้ว่าบั้นปลายชีวิตของเธอคนนั้นคงไม่ได้สบายสักเท่าไร แต่นั่นก็เป็สิ่งที่เธอเลือกเอง เมื่อเลือกผิดก็ต้องยอมรับผลจนตัวตาย
“เอ่อ...บอสจะลงไปเลยมั้ยครับ” เลขาฯ คู่ใจที่ควบตำแหน่งคนขับรถจำเป็หันไปถามเ้านายที่นั่งหน้านิ่ง ไม่พูดอะไรเลยั้แ่เดินทางออกมาจากกรุงเทพฯ และเขาก็ไม่ถามด้วย เพราะนายหญิงสั่งไว้ว่าถ้าฝ่ายนั้นไม่พูดออกมาก่อน เขาก็อย่าได้สะเออะเอ่ยปากก่อนเด็ดขาด ถ้ายังอยากมีอวัยวะครบอาการ 32 กลับไปกรุงเทพฯ แต่ครั้งนี้เขาจำเป็ต้องฝืนคำสั่ง เพราะภาพบรรยากาศตรงหน้าแสดงให้เห็นว่าพิธีกรรมกำลังเริ่มขึ้นแล้ว
อารัญ แอนโทนี แฟรงเกนส์ ตวัดดวงตาคมเข้มที่สะท้อนลูกแก้วสีน้ำตาลขึ้นมอง ใช้สายตาปราม ‘กาย’ เลขาฯ ส่วนตัวผ่านกระจกมองหลัง ย้ำเตือนว่าอย่าตั้งคำถามกับเขาในขณะที่อารมณ์ไม่ปกติ เพราะไม่อย่างนั้นคำเตือนจากแม่อาจเป็จริง
ดวงตาคมเข้มกร้าวขึ้นอีกเมื่อเสียงจากเครื่องขยายเสียงดังชัด ชายไทยสูงวัยกำลังบอกวาระของพิธีการ สิ่งที่มองเห็น เสียงที่ได้ยิน ล้วนตอกย้ำว่าสิ่งที่เขากำลังจะเผชิญหน้าอยู่นี้คือความจริง ‘ลูกหนี้’ ของเขาชิงตายไปเสียก่อนที่เขาจะได้ชำระความ แล้วหนี้แค้นที่เขารอคอยให้พรหมลิขิตนำทางมาพบล่ะ ใครจะเป็คนชดใช้ เขาต้องอโหสิกรรมให้เธอตามที่แม่บอกจริงๆ ใช่ไหม
แรกเริ่มเขาบอกตัวเองว่าหากแม่ไม่ขอให้มาเพื่ออโหสิกรรมต่อกันเป็ครั้งสุดท้าย ก็อย่าหวังเลยว่าเขาจะมา เพราะความคาดหวังว่าจะได้รับการชำระหนี้แค้นในวันใดวันหนึ่งสลายไปในทันทีที่รู้ว่าเธอไม่อยู่แล้ว ทั้งที่หัวใจเขายังฝังแน่นกับสิ่งนั้น
แต่ที่ตัดสินใจมาในครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายได้อย่างไรเหมือนกัน หรือเขาแค่อยากมาเห็นหน้าคนที่ทิ้งเขาไปกระมัง อยากเห็นความแร้นแค้นของเธอตามคำบอกเล่าของแม่ และเขาก็ไม่คิดว่าแม่จะรู้ทุกความเป็ไปของเธอด้วย เื่เ่าั้อาจเป็แค่มารยาที่เธอใช้มาร้องขอความเห็นใจ
แต่ในยามนี้เมื่อได้เห็นโลงไม้ที่คลุมผ้าขาวเคลื่อนออกจากศาลาด้านข้าง ก่อนจะถูกนำมาวางไว้บนรถเข็นที่ประดับประดาด้วยดอกไม้สีขาวอยู่รายรอบ เขากลับเกิดอีกหนึ่งความคิด ไม่ใช่ ‘สงสาร’ แต่มันคือ ‘สะใจ’ เขาควรจะเกิดความคิดนั้นกับคนที่ไร้ลมหายใจไปแล้วเหรอ นั่นคือคำถามที่ถามตัวเอง แต่แล้วเขาก็ได้คำตอบ
อารัญแค่นยิ้มอย่างไม่ยี่หระความคิดของตนเอง เขาเองก็ไม่ได้เต็มใจจะมาั้แ่แรก ความแค้นที่สุมลึกอยู่ในใจั้แ่วันนั้นจนถึงวันนี้ไม่ได้ลดทอนลงเลย และไม่มีทางที่เขาจะอโหสิกรรมให้เธอดั่งที่แม่ขอ เพราะเขาไม่รู้หรอกว่าตัว ‘อโหสิกรรม’ เป็อย่างไร มีหน้าตาแบบไหน รู้แต่ว่าสุดสายตาที่มองเห็นใบหน้ายิ้มละไมจากกรอบรูปที่ใครบางคนถือไว้แนบอกนั้น ‘ความโกรธ’ ‘ความเกลียด’ และ ‘ความคั่งแค้น’ จากหัวใจ ไม่ได้ลดน้อยลง เพราะภาพที่เห็นคือเธอยังคงยิ้มได้อย่างไม่สลด
ภาพรอยยิ้มพิมพ์ใจที่เห็นฉุดดึงเขาให้ดำดิ่งไปในอดีตอีกครั้ง ในยามที่ได้เห็นรอยยิ้มนั้นเป็ครั้งแรกช่างเป็วันเวลาที่มีความสุขมากที่สุด เพราะเธอเป็ผู้หญิงคนแรกที่ทำให้หัวใจเด็กหนุ่มอย่างเขาเต้นระรัว ด้วยจังหวะแห่งความประหม่า จังหวะแห่งความเก้อเขิน และจังหวะแห่งความเบิกบานราวกับเขายืนอยู่กลางทุ่งหญ้าเขียวสด ที่มีดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งอยู่เต็มทุ่ง