ตอนที่ 12
“หากจะเรียนรู้วิชาลมปราณ...
ก็จงโขกศีรษะคำนับ เหล่าซือ อีกครั้ง...”
วาจาของชายชราแน่นหนักดุจหินผา กำชับหนักบ่งบอกว่า ซุนควรพิจารณาให้ถี่ถ้วน มิใช่เพียงแค่ใช้อารมณ์ชั่ววูบตัดสินใจทำสิ่งใด... เด็กหนุ่มย่อมเข้าใจดีถึงความหมายที่ เหล่าซือ พยายามจะสื่อ เกี่ยวกับมิตรและศัตรูของเหยาิ นั้นมิใช่ระดับสามัญ หาไม่แล้วก็คงไม่มาเป็ เหล่าซือในดินแดนรกร้างห่างไกลเช่นนี้เพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย
แววตาของ ซุน เปล่งประกาย ก่อนจะลุกยืนสืบเท้าเข้ามา ทิ้งเข่าลงแนบพื้นเบื้องหน้าเหยาิ...
“เหล่าซือ... ท่านเป็ทั้งผู้มีพระคุณ เป็ทั้งอาจารย์เปรียบเสมือนบิดาของข้า... สิ่งที่ข้าจะเรียนรู้จากท่านนั้นจะมิใช้เพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตนแต่ข้าจะเรียนรู้เพื่อปกป้องคนรอบข้าง ปกป้องผู้อ่อนแอและปกป้องผู้ที่ควรได้รับการปกป้อง...
โปรดรับการคำนับครั้งที่สอง...”
ซุน โขกศีรษะลงสามครั้งหน้าผากแนบพื้นตามธรรมเนียมปฏิบัติอย่างถูกต้อง... ชายชราเผยรอยยิ้มเจือจางก่อนจะแตะลูบแ่เบาลงบนศีรษะของ ซุน ในการโขกศีรษะครั้งที่สาม...
“ในเมื่อเ้าเห็นข้าเสมือนบิดาเช่นนั้นข้าก็จะเห็นเ้าเป็เสมือนบุตรเช่นกัน...เ้าคงรู้สึกถึงความต้อยต่ำของตนเอง ที่ถูกเรียกว่า คนเถื่อนมาตลอดสองปีที่ผ่านมา... แต่หลังจากนี้ เหล่าซือ จะทำทุกอย่างให้เ้าได้รับป้ายสำมะโนครัว เฉกเช่นผู้อื่นเขา...”
ซุน เบิกตากว้าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น...
“ทำได้งั้นหรือ เหล่าซือ?!”
ชายชราพยักหน้าตอบรับ...
“การจะได้รับป้ายสำมะโนครัว หรือการเปลี่ยนแปลงชนชั้นของตระกูลนั้นมีอยู่หลายวิธี หนึ่งในนั้นคือการสร้างความดีความชอบให้กับแผ่นดิน... เหล่าซือเคยทิ้งนามเดิมไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้ เหล่าซือ ก็มีสถานะเป็ คนเถื่อนมิต่างกับเ้า...
ตัว เหล่าซือเป็ผู้สอนสั่งคนในชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงมานานหลายสิบปีพอจะมีความดีความชอบให้เป็ที่ประจักษ์อยู่บ้าง การจะเสนอต่อทางการเพื่อขอรับป้ายสำมะโนครัว ให้กับตระกูลตนเอง ไม่นับเป็เื่ยากเย็น...
เหล่าซือ จะชี้แจ้งต่อทางการว่าเ้าเป็ บุตรบุญธรรมเพียงเท่านี้เราทั้งคู่ก็จะไม่ได้อยู่ในสถานะของ คนเถื่อน อีกต่อไป...”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็จิตใจสั่นสะท้าน พร้อมน้ำตาที่หลั่งรินอดไม่ได้ที่จะโผกอดชายชรา ความรู้สึกเสมอบิดาอีกคนที่เลี้ยงดู...
“เอาล่ะ ถึงเวลาแล้ว... ตั้งสมาธิให้มั่น เหล่าซือจะทะลวงจุดชีพจรให้กับเ้า”
ได้ยินเช่นนั้น ซุนก็นั่งในท่าขัดสมาธิพร้อมหลับตาลงตามการชี้นำ... เหยาิดวงตาเจิดจ้าขึ้นชั่ววูบหนึ่ง เพียงพลิกฝ่ามือเบา ๆ ร่างของซุน ก็พลันหมุนวนเนืองช้าตามกระแสลมปราณที่ครอบคลุม...
ซุน ััได้ถึงความรู้สึกของพลังบางอย่างที่อบอุ่นแทรกซึมไปทั่วร่างเปิดจุดชีพจรในตำแหน่งต่าง ๆ นับไม่ถ้วน... จากนั้น ซุนก็เริ่มรู้สึกถึงพลังชีวิตภายในที่เอ่อล้นออกมาจากแกนกลาง เป็เหมือนกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่พร้อมจะไหลทะลักออกจากร่าง มันเปี่ยมไปด้วยพลังที่เพิ่มพูนขึ้นในชั่วพริบตา...
“รู้สึกหรือไม่?!” ชายชรา เอ่ยถาม
ซุน พยักหน้าตอบรับ...
“จงจดจำไว้ นี่คือรูปแบบการแผ่พลังลมปราณจากร่าง มันจะเสริมส่งร่างกายของเ้าให้ถึงขีดสุดตามแต่ความแข็งแกร่งของลมปราณที่ฝึกฝน... เหล่าซือได้เปิดจุดชีพจรของเ้าทั้งหมดแล้ว เพื่อให้ เส้นลมปราณ ในร่างเริ่มต้นกระบวนการทำงานของมันดุจดั่งท่อไหลเวียนขนานเคียงคู่ไปกับเส้นโลหิต
เวลานี้สิ่งที่เ้าต้องทำ ก็คือการควบคุมพลังที่แผ่ล้นออกมาเ่าั้ให้เ้าสามารถเปิดปิดจุดชีพจรได้อย่างอิสระ เพราะหากปล่อยให้มันเปิดไว้ตลอด พลังลมปราณของเ้าจะหมดสิ้นลงจากบ่อพลังอันน้อยนิดในเวลานี้...สภาวะลมปราณเหือดแห้งนั้น มีผลกระทบต่อพลังชีวิตอย่างมหาศาลจงพึงระวังเื่นี้ไว้ให้ดี...”เหยาิ เค้นเสียงกล่าวขึ้น แน่นอนว่าชายชราคอยเฝ้าจับตาดูอยู่ตลอดเวลา หากเกิดอันตรายย่อมสามารถแก้ไข
แต่แล้ว เหยาิ กลับต้องเป็ฝ่ายตกตะลึง!! เมื่อ ซุน ได้ทำการปิดจุดชีพจนแทบจะในทันทีที่สิ้นประโยคเป็ความเร็วในการเรียนรู้ตามสัญชาตญาณที่น่าใยิ่ง... ชายชราเผยรอยยิ้มเมื่อจดจ้องไปยังศิษย์สืบทอดของตน ชัดเจนถึงพร์อันน่ากลัว...
“หึหึ... ยอดเยี่ยมมาก หากเป็คนธรรมดา การเปิดจุดชีพจรทั่วร่างในครั้งแรกเช่นนี้จำเป็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือในการปิดจุดชีพจรกลับคืน...แต่เ้ากลับทำมันได้ด้วยตนเองเพียงแค่รับฟังคำแนะนำเท่านั้น...”
ซุน ใช้เวลาอีกไม่กี่อึดใจในการกลับสู่สภาวะปกติ
ก่อนจะลืมตาขึ้นมาช้า ๆััได้ถึงพลังที่เพิ่มพูนขึ้นเล็กน้อย...
“เหล่าซือ... หรือว่าตัวข้าในตอนนี้?!”
เหยาิ พยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“อย่างที่เ้าเข้าใจนั่นแหละ ทันทีที่ชีพจรในร่างเ้าได้เปิดขึ้นและมีเส้นชีพจรทั่วร่างครบถ้วนเ้าก็ได้บรรลุชนชั้นลมปราณสีม่วง ขั้นที่ 1 เป็ที่เรียบร้อยแล้ว... นี่ถือเป็ขั้นแรกเริ่มของการฝึกฝนลมปราณ
เ้าน่าที่จะััได้ถึงบ่อพลังในจุดชีพจรบริเวณท้องน้อยใต้สะดือนั่นคือ [จุดตันเถียน] จงระวังชีพจรในจุดนี้ไว้ให้ดีหากจุดตันเถียนเกิดการรั่วไหล หรือถูกทำลาย นั่นคือจุดจบของ ผู้ฝึกฝนวิชาลมปราณ...”
ซุน เคยอ่านตำรามาบ้างเช่นกัน จึงเข้าใจได้ในทันทีว่า จุดตันเถียนคือบ่อพลังลมปราณทั้งหมดของบุคคลหนึ่งนับเป็จุดชีพจรสำคัญที่ไม่ต่างจากจุดตายของเหล่าชาวยุทธผู้ใช้ลมปราณ... หากเสียหายหรือถูกทำลายคนผู้นั้นจะสูญเสียพลังลมปราณที่เคยฝึกฝนมาไปจนหมด มิต่างอะไรกับคนพิการ...
ชายชรา วางมือบนไหล่ของศิษย์ตนเองเบา ๆ
“เวลานี้ เ้าได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไม่อาจย้อนกลับแล้ว...”
ซุน เผยดวงตาที่เปล่งประกายขึ้นทันที...
ก่อนจะโขกศีรษะลงเบื้องหน้าชายชราอีกครั้ง...
“ขอบพระคุณ เหล่าซือ ที่สอนสั่ง”
ชายชรา เผยรอยยิ้มด้วยความปิติ...
“พวกเรากลับกันเถอะ... เ้า กังเฉิงป่านนี้มันคงร้อนรนใจเสียเต็มประดา เ้านั่นเป็ห่วงเ้าไม่น้อยไปกว่าข้าเลยสมเป็สหายรักกันจริง ๆ ด้านพร์เ้าเด็กนั่นก็นับว่าไม่เลว น่าเสียดายที่มันเกียจคร้านและดื้อรั้นไปบ้างมิอย่างนั้น กังเฉิง มันคงนับเป็ผู้เยาว์อัจฉริยะคนหนึ่งใน มณฑลเฮยแห่งนี้ไปแล้ว...”
ทั้งคู่ออกจากห้องลับแห่งนี้ โดย เหยาิไม่ได้แตะต้องสิ่งใดมากไปกว่า สุรา สองไหที่หยิบออกมาเพื่อรักษา ซุน... สายตาของเหยาิ เต็มไปด้วยความเศร้าสลด เมื่อเห็นถึงวัตถุต่าง ๆ ภายในห้องลับนี้ไม่อยากที่จะอยู่ด้านในยาวนานนัก...
ซุน รู้สึกตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงขอวร่างกาย อดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตนเองในจิตสำนึก...
‘รูปแบบของ พลังลมปราณ และการ ทรงร่าง แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหนึ่งเป็รูปแบบพลังกาย สองเป็รูปแบบพลังิญญานั่นแปลว่าข้าสามารถผสานทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกันในการต่อสู้งั้นสินะ...’
ระหว่างที่เดินกลับไปยังสถานศึกษา... เหยาิ ได้ค่อย ๆอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนและหลักการโคจรลมปราณแบบคร่าว ๆ รวมไปถึงการบ่มเพาะที่จะช่วยยกระดับลมปราณให้แข็งแกร่งขึ้นซึ่งใน่แรก ๆ อาจจะทำได้รวดเร็ว แต่ยิ่งระดับชั้นลมปราณสูงขึ้นก็จะยิ่งพบเจอกับกำแพงที่ต้องใช้พร์และความพยายามในระดับสูงล้ำ เพื่อที่จะก้าวผ่านในแต่ละขั้น...
ผู้ชราบางคนฝึกฝนลมปราณมาหลายสิบปี แต่กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับผู้เยาว์ที่ฝึกฝนลมปราณเพียง1-2 ปี ก็มิใช่เื่แปลกเนื่องด้วยพร์และความพยายามของแต่ละคนล้วนมีความแตกต่าง...
“เหล่าซือ... เมื่อกลับไปถึงสถานศึกษา พวกเราจะเริ่มฝึกลมปราณกันต่อเลยใช่หรือไม่?!” ซุน กล่าวขึ้นด้วยความตื่นเต้นที่มี... หากแต่ เหยาิ กลับยกกำปั้น เขกลงบนศีรษะเด็กหนุ่มถนัดมือ...
“เ้าเด็กบ้า!!การเร่งรีบฝึกฝนลมปราณไม่นับเป็เื่ดี ควรจะก้าวข้ามในทุก ๆระดับขั้นพลังอย่างมั่นคง ตัวเ้าเพิ่งจะเปิดจุดชีพจร ควรพักฟื้นให้ตนเองคุ้นชินกับลมปราณในร่างเวลานี้เสียก่อน...เอาไว้คืนนี้ เหล่าซือ จะเคี่ยวกรำเ้าทั้งคืน เพื่อให้พื้นฐานเ้ามั่งคง...”ชายชรา เค้นเสียงขึ้น
“คืนนี้งั้นสินะ เหล่าซือ ท่านรับปากกับข้าแล้วนะ!!”
“อืม...” เหยาิ รับปากเป็มั่นเหมาะ
..................................................
ณ สถานศึกษาศาสตร์อักษร...
แน่นอนว่าเวลานี้ไม่มีเด็ก ๆ มาเล่าเรียน เพราะ กังเฉิงได้แจ้งไปยังทุกคนที่มาั้แ่วันแรก... แต่สิ่งหนึ่งที่น่าใก็คือ กังเฉิง ยังคงเฝ้ารออยู่เบื้องหน้าสถานศึกษามาตลอด2 วัน ยังไม่ยอมกลับไปที่เรือนของตนเอง แม้จะมีสาวใช้จากที่เรือนมาตามกลับ เด็กหนุ่มก็ยังปฏิเสธเสียงแข็งทั้งหมดเพราะความเป็ห่วงที่มีต่อสหาย...
ดังนั้นเมื่อ กังเฉิง เห็น ซุน และ เหล่าซือก้าวเดินออกมาจากป่าด้านหลัง เด็กหนุ่มผู้นี้แทบจะหลั่งน้ำตาแห่งความปิติยินดีกระโจนวิ่งเข้ามาไม่รอช้า...
“ซุน!! ปลอดภัยดีแล้วงั้นหรือ”
“อืม... อันที่จริงก็เกือบตายไปแล้วเช่นกัน โชคดีที่ เหล่าซือได้ช่วยข้าไว้...” ซุน กล่าวพลางยิ้มแห้งออกมา ก่อนที่ กังเฉิงจะเริ่มมองเห็นออร่าเจือจาง ที่แผ่ล้นออกมาจากร่างของ ซุน ทำให้ กังเฉิงเบิกตากว้างเล็กน้อย
“นี่เ้าเปิดจุดชีพจรแล้วงั้นหรือ... ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! แบบนี้ก็เป็คู่มือให้ข้าฝึกเพลงทวนได้แล้วสิ!!” กังเฉิง เปลี่ยนอารมณ์และใบหน้าจากที่เคยเศร้าสลดเป็ยิ้มเยาะ ผิดจากหน้ามือเป็หลังมือสมกับอุปนิสัยเริงร่า ที่เด็กหนุ่มผู้นี้มีติดตัว
เหล่าซือ ยกกำปั้นเขกลงบนศีรษะของ กังเฉิง เบา ๆ
“เ้านี่ก็อีกคน ใยจึงเร่งร้อนฝึกฝนกันนัก...ยังอีกหลายเดือนกว่าที่ ซุน จะสามารถเป็คู่ฝึกซ้อมให้กับเ้าได้...เ้าเองก็ระวังไว้เถอะ!! หากยังเกียจคร้านไม่ฝึกฝนบ่มเพาะลมปราณเพิ่มเติมอีกไม่นานระวังจะถูก ซุน มันก้าวข้ามไป...”
กังเฉิง เบ้ปากสูงทันที...
“เป็เช่นนั้นก็ดีสิ เหล่าซือ... หาก ซุน มันเก่งขึ้นกว่านี้ข้าก็จะได้ไม่ต้องหวั่นเกรงผู้ใดยามมีเื่วิวาทในชุมชน!!”
สองเด็กหนุ่ม หัวเราะออกมาพร้อมกันทันที...
“พวกเ้านี่มัน!!” ชายชราแทบจะกุมขมับด้วยความเอือมระอา...
ก่อนที่ ซุน จะเริ่มนึกเื่บางอย่างขึ้นมาได้...
“จริงสิ!!ป่านนี้เศษซากอสรพิษที่พวกเราอุตส่าห์ลำบากชำแหละทั้งคืน มิเน่าเสียหมดแล้วหรือ!!รีบกลับไปจัดการขายมันก่อนจะเสียราคาจะดีกว่า... กังเฉิง ไปกันเถอะ!!”
เมื่อนึกได้เช่นนั้น ทั้งคู่ก็เริ่มกลับมาร่าเริงอีกครั้ง...
“เหล่าซือ... อย่าลืมนัดหมายของเราคืนนี้นะ!!ข้าจะรีบคุ้นชินกับลมปราณในร่าง ภายในหนึ่งวัน!!” ซุน กล่าวย้ำอีกครั้ง เฝ้ารอให้ถึงคืนนี้อย่างใจจดใจจ่อ
ชายชรา หัวเราะ หึหึ ในลำคอ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ... สองเด็กหนุ่มจึงรีบมุ่งหน้าสู่ชายหาด ที่แอบซ่อนซากร่างของ อสรพิษทะเล ทั้งสองตนเอาไว้...
หากกล่าวว่า ซุน แสดงความตื่นเต้นออกมาชัดเจนนั้น...แน่นอนว่าตัวของ เหยาิ ก็ตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่ากัน เพียงแต่ต้องควบคุมอากัปกิริยาให้สม่วัยเท่านั้นเพราะตัวของ เหยาิ เอง ก็ไม่เคยรับใครเป็ศิษย์สืบทอดมาก่อนมีเพียงแค่ตนเองและภรรยาเท่านั้นเมื่อครั้งอดีต...
“ช่วยไม่ได้...คงต้องจัดเตรียมตำราพื้นฐานลมปราณให้เ้าเด็กนั่นแล้ว...”
เนื่องด้วยสถานศึกษาแห่งนี้ ห่างจากเขตชุมชนหมู่บ้านทั้ง 7ค่อนข้างมาก ติดกับแนวป่าทึบที่ไม่มีผู้ใดสัญจรเข้าไปดังนั้นเมื่อไม่มีเหล่าผู้เยาว์มาร่ำเรียน จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เงียบเชียบ...ในขณะที่ เหยาิ กำลังเลือกสรรตำราอยู่นั้นเอง จู่ ๆ ก็มี มีดบินที่ห่อหุ้มพลังลมปราณอันมหาศาลพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง!!
หากเป็มีดบินทั่วไป เหยาิ ยังพอที่จะแสร้งกลบเกลือน หลบเลี่ยงให้คมมีดปาดเฉือนจุดที่ไม่อันตรายมากนักบนร่างกายแกล้งได้รับาเ็เพื่อปกปิดพลังฝีมือได้... แต่น่าเสียดายที่ มีดบินเล่มนี้เปี่ยมไปด้วยพลังลมปราณอันมหาศาลที่ห่อหุ้มไว้ ถึงจะมีขนาดใบมีดยาวเพียงคืบเดียวแต่มันยังสามารถทำลายศิลาขนาดใหญ่ให้แตกเป็เสี่ยง ๆ ได้อย่างง่ายดาย
ชัดเจนว่ามีดเล่มนี้ ้าเอาชีวิตของ เหยาิ!!
เมื่อจวนตัว ย่อมไม่อาจปิดบังพลังฝีมือต่อไปได้อีก... เหยาิะเิพลังลมปราณมหาศาลออกมา จำต้องใช้ถึงสองมือเข้าประกบเพื่อหยุด มีดบินเล่มนี้เอาไว้ตรงหน้าตน!!
ตูม!!
แรงปะทะ ทำให้ เหยาหนิง ถอยร่นไปกว่าสามก้าว...
ดวงตาของชายชราแปรเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวทันที...
“มีดบินไร้เทียมทาน... เทพปรมาจารย์แห่งทวีปพยัคฆ์ขาว ลู่เหรินฮ่าว!!”
....................................................