บทที่03
สิ่งที่ต้องเก็บซ่อน
วันเวลาล่วงเลยผ่านจากวันเป็เดือน จากเดือนเป็ปี มาลารินเติบโตพร้อมกับความสุขที่มากขึ้น ั้แ่ก้าวเข้ามาที่นี่เธอก็รู้สึกเหมือนได้พบกับโลกใบใหม่ เพราะทุกคนที่นี่ใจดีกับเธอ แม้จะมีชลธิชาคอยแกล้งบ้างแต่ก็ไม่มากเท่าเมื่อก่อน เพราะอีกฝ่ายก็เติบโตและนิ่งขึ้นพร้อมกับความสนใจที่เปลี่ยนไปทำให้มาลารินไม่ต้องคอยหลบหลีกหรืออดทนเหมือนในวันแรก ๆ
บ่ายวันหนึ่งหลังจากทำการบ้านเสร็จ มาลารินเปิดประตูเข้าไปในบ้านพักเธอก็ได้ยินเสียงไอแห้ง ๆ ตามด้วยเสียงอาเจียน หัวใจของเธอเต้นแรง ก่อนจะรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ
ขวัญเรือนนั่งฟุบอยู่ข้างชักโครกใบหน้าซีดเผือด มือยันพื้นอย่างอ่อนแรง
“แม่! แม่เป็อะไร!” มาลารินถลาเข้ามาประคองแม่ ดวงตาเธอเบิกกว้างด้วยความใกลัวว่าแม่จะเป็อะไรไป
“ไม่เป็ไรลาริน แม่แค่เวียนหัวมาช่วยพยุงแม่หน่อย” ขวัญเรือนพยายามฝืนยิ้มให้ดูเหมือนไม่มีอะไร
มาลารินค่อย ๆพยุงแม่ของเธอมานั่งที่โต๊ะ “แม่เป็ไงบ้าง?”
“พักแป๊บนึงก็ดีขึ้นแล้ว”ขวัญเรือนยังฝืนยิ้มออกมา
“เดี๋ยวหนูจะไปขอยายายจิตรมาให้” มาลารินบอกอย่างร้อนรน
“แม่กินยาแล้ว นี่ดีขึ้นแล้วเนี่ยเดี๋ยวจะไปช่วยในครัวเตรียมมื้อเย็น วันนี้วันอาทิตย์ คุณ ๆเข้าไปทานข้าวที่เรือนใหญ่กับคุณท่านกัน”
“แม่พักดีกว่านะ หนูไปช่วยในครัวเองจ้ะ”
ขวัญเรือนมีท่าทีลังเลเล็กน้อยแต่มาลารินก็พูดซ้ำ ๆ ด้วยความเป็ห่วงว่าอยากให้แม่ได้พักผ่อน
เธอมองลูกสาวที่เดินออกมาก่อนจะซบหน้ากับท่อนแขนของตัวเอง หัวใจเต้นรัวไม่เป็จังหวะ ขวัญเรือนรู้ดีว่าความวิงเวียนและคลื่นไส้ที่โถมเข้ามาก่อนหน้านี้ไม่ใช่แค่อาการป่วยธรรมดา เพราะเธอจำได้ดีว่ามันคือความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนตอนที่เธออุ้มท้องมาลาริน
เธอยกมือขึ้นแตะหน้าท้องของตัวเองแววตาเต็มไปด้วยความกังวลแบะหวาดหวั่นระคนกัน ถ้าหากเป็อย่างที่เธอคิดจริง ๆขวัญเรือนก็ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องทำอย่างไรกับเื่นี้ต่อไป...
สองสามวันมานี้ขวัญเรือนขอลาป่วยกับสมจิตร ดังนั้นหลังจากที่เลิกเรียนมาลารินมักจะเข้าช่วยงานที่เรือนใหญ่แทนแม่ เธอทำทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่วเพราะมักจะช่วยงานคนที่เรือนใหญ่เป็ประจำเสมอ
กลางดึกคืนหนึ่งท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องพัก มาลารินสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเธอพลิกตัวหาความอบอุ่นจากแม่ตามความเคยชิน ทว่าพื้นที่ข้างกายกลับว่างเปล่า
มาลารินลุกขึ้นท่ามกลางความมืดใจหายวาบด้วยความเป็ห่วงแม่ เธอเปิดประตูออกไปนอกห้อง เดินไปยังสวนเล็ก ๆข้างบ้านพักที่มักจะมีแสงไฟสลัวจากโคมไฟสนาม
ลมเย็นพัดเบา ๆ ผ่านใบไม้เสียงจิ้งหรีดแ่เบาอยู่ไกล ๆ เด็กหญิงหยุดชะงัก เมื่อเห็นแม่ของเธอกับอิฐพ่อของชวลิตดังเคียงคู่กัน
หัวใจของมาลารินเต้นถี่เธอยืนหลบมุมอยู่หลังพุ่มไม้มองพวกเขาอย่างสงสัยในความสัมพันธ์
“ฉันได้ยินคนงานในบ้านคุยกันว่าเธอไม่สบายเป็อะไร?” อิฐถามขวัญเรือนอย่างห่วงใย
“ฉันท้องค่ะ...”
อิฐนิ่งเงียบไปชั่วขณะขณะที่มาลารินยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเสียงใบไม้ไหวกลายเป็สิ่งเดียวที่ดังอยู่ในขณะนี้
“แน่ใจนะ?”น้ำเสียงของอิฐเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ค่ะ” ขวัญเรือนพยักหน้า
“ยืนทำอะไรตรงนี้ลาริน?”
เสียงหนึ่งที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้มาลารินสะดุ้งเล็กน้อยเธอหันไปมองสมจิตรที่โผล่มาจากข้างหลัง
“ดึกแล้วทำไมยังไม่นอน”สมจิตรมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบนิ่ง
มาลารินกลืนน้ำลายลงคอ ดวงตาสะท้อนความสั่นไหวออกมาเธอรู้สึกมึนงงไปหมดกับสิ่งที่ตัวเองได้ยิน และโตพอที่จะคาดเดาได้ว่าอะไรเป็อะไร
“ฟังยายนะลาริน”สมจิตรวางมือบนบ่าเล็กของเธอ “ถ้าเอ็งไม่อยากให้แม่เอ็งเดือดร้อนก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เข้าใจที่ยายพูดมั้ย?”
มาลารินเม้มปากแน่น น้ำตาคลอเดินหันหลังกลับบ้านพักไปเงียบ ๆพร้อมกับความรู้สึกอันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับเอาไว้ในใจ รู้สึกเสียใจและผิดหวังในตัวของแม่อย่างบอกไม่ถูก
สมจิตรหันไปมองที่สวนเล็ก ๆด้วยความหนักใจ ขณะที่บทสนทนาของพวกเขานั้นดังขึ้นอีก
“ขวัญฉันบอกตามตรงว่าเราจะเก็บเด็กไว้ไม่ได้”
“คุณอิฐ!”ขวัญเรือนใกับคำพูดของเขา เธอลุกขึ้นผละจากเขาทันที
“ขวัญ” อิฐเอื้อมมากุมมือเธอไว้“ฉันไม่ได้จะทอดทิ้งเธอ แต่เราจะให้เด็กคนนี้เกิดมาได้ยังไงคุณแม่และตรีไม่มีทางยอมแน่ ๆ”
ขวัญเรือนพูดไม่ออก เธอค่อย ๆ ดึงมือออกเขามองเธอตาละห้อย
“ไว้เราค่อยคุยกันเื่นี้นะคะฉันจะหาทางออกสำหรับเื่นี้เอง ไม่ให้คุณเดือดร้อนแน่นอน”
ขวัญเรือนเดินหันหลังกลับไปยังห้องของตัวเองความผิดหวังและความเสียใจถาโถมเข้ามาในจิตใจของเธอไม่คิดว่าอิฐจะเอ่ยคำพูดไร้หัวใจแบบนั้นออกมาได้ ถึงแม้บอกเขาไปว่าเธอจะหาทางออกสำหรับเื่นี้เองแต่ตอนนี้ขวัญเรือนก็ยังมืดแปดด้าน ไม่รู้จะจัดการเื่นี้อย่างไร
วันต่อมา
มาลารินตื่นแต่เช้าเฉกเช่นทุกวันเธอเตรียมตัวไปโรงเรียน แต่ไม่ยอมกินข้าวที่ขวัญเรือนนำมาให้อีกทั้งก็ไม่ยอมมองหน้า ไม่ยอมสบตา ขวัญเรือนมองออกว่าลูกมีเื่ราวในใจแต่ก็ยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรกัน
สมจิตรมาหาขวัญเรือนที่บ้านพักสีหน้าเคร่งเครียด ขวัญเรือนเองก็ไม่ค่อยสบายใจนักเพราะเมื่อคืนเธอคิดมากจนนอนไม่หลับ
“เมื่อคืนคุณอิฐมาหาเอ็งสินะ”
ขวัญเรือนก้มหน้าลงรู้สึกละอายใจต่อสมจิตร
“ไหนเอ็งรับปากว่าจะหยุดเื่นี้ไงทำไมถึงปล่อยให้เื่ลุกลามบานปลายขนาดนี้กัน” สมจิตรเอ่ยเสียงเครียด“เมื่อคืนป้าได้ยินที่เอ็งคุยกับคุณอิฐแล้วนะ”
ขวัญเรือนหน้าซีดเผือดเงยหน้ามองสมจิตรด้วยความใ
“ไม่ใช่แค่ป้าหรอกนะเมื่อคืนลารินก็อยู่ที่นั่น”
หัวใจของขวัญเรือนหล่นวูบ มือเธอสั่นน้อยๆ เข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อเช้า มาลารินถึงได้มีท่าทีแปลก ๆ
“ป้าเห็นด้วยกับคุณอิฐนะเอ็งไม่ควรเก็บเด็กคนนี้ไว้ แล้วเอ็งกับคุณอิฐก็ขาดกันจริง ๆ สักที”สมจิตรเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ป้า นี่ลูกฉันนะ”
เพียะ!
สมจิตรฟาดฝ่ามือบนใบหน้าของขวัญเรือนจนอีกฝ่ายหน้าหัน
“เอ็งจะให้เด็กคนนี้เกิดมาประจานความชั่วของเอ็งหรือไง!” สมจิตรกัดฟันกรอด “ป้าจะต้องทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นไปอีกนานแค่ไหนป้ารู้สึกผิดต่อคุณท่านจริง ๆ เอ็งไม่ละอายใจบ้างหรือไงคุณท่านดีกับเอ็งแล้วก็ลูกขนาดนี้ เอ็งยังทรยศความไว้ใจของคุณท่านได้ลง”
ขวัญเรือนก้มหน้านิ่ง น้ำตาไหลรินออกมาสิ่งที่เธอกระทำนั้นไม่ต่างจากคนกินบนเรือน ขี้บนหลังคา หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอบอกกับตัวเองว่าจะไม่ทำเื่ผิดบาปเช่นนี้อีก
สองปีก่อน...
ห้องอาหารที่เรือนใหญ่เย็นวันอาทิตย์เป็ที่ที่ลูกหลานของอนงค์มารวมตัวกันเพื่อรับประทานอาหารกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาขวัญเรือนที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็เข้ามาช่วยสมจิตรที่ห้องอาหาร
วันนั้นอิฐเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดโดยไม่ได้บอกล่วงหน้ารถยนต์สีดำคันหรูแล่นมาจอดหน้าบ้าน เขาก้าวเข้าไปในบ้านอย่างเงียบ ๆและเห็นหญิงสาวร่างแบบบางเดินมาทางห้องกินข้าว ท่าทางเธอดูเงียบ ๆและสุภาพอ่อนน้อม
ขณะที่เขากำลังจะเดินผ่านไปสายตาก็สังเกตเห็นใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นชัด ๆพลันความรู้สึกบางอย่างก็พุ่งวาบขึ้นมาในอีกเหมือนดึงเขาย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน...
ค่ำคืนหนึ่งของเดือนลอยกระทงอิฐไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่ต่างจังหวัดเดินเล่นในงานเทศกาลที่จัดขึ้นริมแม่น้ำของจังหวัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
“คืนนี้มีประกวดนางนพมาศนะเว้ย ไปดูปะ?”เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยชวน อิฐพยักหน้าโดยไม่คิดอะไร แค่อยากจะเปิดหูเปิดตาเท่านั้น
คนมารวมตัวกันที่หน้าเวทีกลางลานวัดแน่นขนัดแสงไฟสาดส่องบนเวทีให้เห็นหญิงสาวแต่งกายด้วยชุดไทยงดงาม พวกหล่อนเดินช้า ๆพร้อมกับรอยยิ้มหวานให้กับคณะกรรมการและผู้ชาย อิฐมองผ่านไปเรื่อย ๆจนกระทั่งหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมา
ขวัญเรือนในวัยสาวแรกรุ่นสวมชุดไทยสีอ่อนผมเกล้ามวยอย่างประณีต รอยยิ้มเธอนั้นเรียบง่าย ทว่ากลับอบอุ่นอย่างน่าประหลาด หัวใจของอิฐกระตุกเบาๆ นี่เหมือนจะเป็รักแรกพบของเขาเลยก็ว่าได้
“คนนั้นใครวะ สวยเป็บ้าเลย” เพื่อนข้างๆ พูดขึ้น
ขณะนั้นพิธีกรดำเนินการประกวดก็ประกาศชื่อของเธอ‘นางสาวขวัญเรือน รักษ์แดนดิน’
อิฐพึมพำชื่อของเธอจ้องมองหญิงสาวบนเวทีโดยไม่ละสายตา แม้ในคืนนั้นเธอจะไม่ได้รับตำแหน่งชนะเลิศแต่ในสายตาของเขา เธอชนะไปหมดแล้ว
เขายืนรอจนการประกวดจบลงเพราะอยากจะเข้าไปทำความรู้จักกับเธอ แต่เมื่อเดินตามไปหลังเวทีเขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นเธออยู่กับชายหนุ่มคนหนึ่งผู้ชายคนนั้นยกมือเช็ดเหงื่อให้กับเธออย่างแ่เบา แล้วก้มพูดอะไรบางอย่างข้างหูเธอหัวเราะเบา ๆ อย่างมีความสุข
อิฐหันกลับไปพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่วูบโหวงอยู่ในอกเหมือนกับว่าเขากำลังอกหัก และั้แ่วันนั้นก็คิดว่าคงไม่ได้พบเจอกันอีกแต่วันนี้หญิงสาวกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขา
หัวใจที่เคยนิ่งเฉยเหมือนจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งทำให้อิฐได้รู้ว่าความรู้สึกในตอนนั้นมันไม่เคยหายไปไหนเลย แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ต้องเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นเอาไว้ในใจ เพราะเขามีครอบครัวแล้ว
ตรีอัปสรคือภรรยาที่เพียบพร้อม ทว่าลึกลงในใจเขารู้ดีว่าตนไม่เคยรักตรีอัปสรอย่างแท้จริงการแต่งงานของเขากับเธอไม่ได้เกิดจากความรู้สึก มันเกิดจากการตัดสินใจของผู้ใหญ่ที่เห็นว่าพวกเขาเหมาะสมกัน
ชีวิตคู่จึงดำเนินไปอย่างเรียบเรียงในใจของอิฐขาดความรู้สึกบางอย่างที่มันเคยเกิดขึ้นกับใครบางคนเป็ความรู้สึกที่นอนเนื่องอยู่ในจิตใจและมันก็ถูกปลุกขึ้นมาเมื่อเขาได้พบกับขวัญเรือนอีกครั้ง
บ่ายวันหนึ่ง ขวัญเรือนเดินกลับจากตลาดในมือเธอถุงผักสดเต็มสองมือ แมน คนขับวินมอเตอร์ไซค์ขี่รถมาจอดักหน้าเขานั้นตามจีบขวัญเรือนอยู่เป็ปีแล้ว
“ขวัญ ให้พี่ไปส่งมั้ย?” แมนถามพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
“ไม่เป็ไร” ขวัญเรือนตอบเสียงเรียบก่อนจะรีบจ้ำอ้าวด้วยความรู้สึกรำคาญ เพราะตนเคยปฏิเสธไปอย่างชัดเจนแล้วแต่แมนก็ยังตามตื้อไม่เลิก
แมนก้าวลงจากมอเตอร์ไซค์แล้ววิ่งตามขวัญเรือนอย่างไม่ยอมแพ้ เขาคว้าข้อมือของเธอเอาไว้แน่น
“ปล่อย!”ขวัญเรือนใ พยายามสะบัดมือออก เธอกลัวจนเกือบจะร้องไห้
“จะเล่นตัวอะไรนักหนาเนี่ยพี่รู้นะว่าขวัญก็ชอบพี่เหมือนกัน ไม่งั้นตอนนั้นจะยิ้มให้พี่ทำไม” แมนพูดไปยิ้มไป
“ฉันยิ้มตามมารยาทต่างหาก!” ขวัญเรือนตอบกลับ และพยายามที่จะดึงมือออก แต่แมนกลับจับมือเธอไว้แน่น
“ปล่อยมือเธอเดี๋ยวนี้”
แมนชะงัก หันไปมองชายผู้มาใหม่อิฐยืนอยู่ตรงนั้น แววตาของเขาดุดันกว่าทุกวัน
“ยุ่งไรด้วยวะ?” แมนนิ่วหน้า ปล่อยมือจากขวัญเรือนและเดินมามองอิฐอย่างหาเื่
ไม่ทันที่แมนจะได้ตั้งตัวอิฐคว้ามืออีกฝ่ายแน่น และบิดแขนจนอีกฝ่ายร้องลั่น
“โอ๊ย!ปล่อยนะเว้ย”
“ไปให้พ้น แล้วอย่ามายุ่งกับเธออีกไม่งั้นฉันไม่เอานายไว้แน่” อิฐปล่อยให้แมนขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์แล้วขับออกไป
ขวัญเรือนยืนนิ่งน้ำตาคลอ อิฐหันมามองเธอสีหน้าเขาอ่อนลง “ไปเถอะ ฉันจะไปส่ง”
เขาหยิบของจากมือเธอเดินนำมายังรถสีดำที่จอดอยู่ไม่ไกล ภายในรถนั้นเงียบอยู่นาน ขวัญเรือนนั่งนิ่งเธอพยายามสูดหายใจลึก เพราะยังคงรู้สึกใจหายกับการกระทำของแมนหากอิฐไม่มาช่วยก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ
อิฐเหลือบมองเธอแววตาของเขามีความลังเลบางอย่าง ก่อนจะตัดสินใจเอื้อมไปแตะหลังมือเธอเบา ๆ
“โอเคหรือเปล่า?”
ขวัญเรือนใ เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ
“วางใจเถอะฉันจะไม่ให้ผู้ชายคนนั้นมาวุ่นวายกับเธอได้อีก”
เธอกลืนน้ำลายลงคอขณะสบตากับเขานั่นเป็ครั้งแรกที่หัวใจของขวัญเรือนสั่นไหวต่อเขา และอิฐนั้นก็คิดว่าั้แ่นี้ต่อไป เขาคงไม่สามารถวางเฉยต่อผู้หญิงคนนี้ได้อีกต่อไป
ั้แ่นั้นความสัมพันธ์ระหว่างอิฐกับขวัญเรือนก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ และลึกซึ้ง เป็ความสัมพันธ์ลับที่ต้องเก็บซ่อน รู้กันเพียงสองคนกระทั่งในคืนหนึ่ง...
ที่หน้าบ้านพักของขวัญเรือนอิฐก้าวเข้ามา ขณะที่เพิ่งเก็บผ้าจากราวตากมา เงยหน้ามองเขาด้วยความใ
“มาได้ยังไงคะ?” ขวัญเรือนถามเสียงแ่มองซ้ายขวากลัวว่าจะมาใครมาเห็น
“เพราะคิดถึงเธอน่ะสิ” อิฐเข้ามาสวมกอดสูดกลิ่นหอมจากกายบาง เขาคิดถึงเธอจนแทบจะทานทนไม่ไหว
“ฉันก็คิดถึงคุณค่ะ”ขวัญเรือนกอดตอบเขาด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างกัน
ระหว่างนั้น สมจิตรเพิ่งกลับจากเรือนใหญ่เธอยังไม่ได้กลับห้องพักของตน ตั้งใจจะขนมที่เหลือไว้มาให้กับมาลารินแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นภาพชายหญิงยืนกอดกันเมื่อทั้งสองเห็นเธอก็รีบผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ขวัญเรือนรีบก้มหน้าลงทันที
“ทำไมทำแบบนี้”สมจิตรส่ายหน้าไปมาด้วยความผิดหวังในตัวขวัญเรือน
“ผมเป็คนเริ่มเองครับป้าจิตร”อิฐเอ่ยขึ้นน้ำเสียงหนักแน่น เขาจับมือขวัญเรือนขึ้นมา พยายามปกป้องเธอ
สมจิตรมองชายหนุ่มด้วยความตื่นตะลึงพูดไม่ออก ไม่คิดว่าลูกชายที่แสนดีของอนงค์จะกล้าทำเื่ผิดศีลธรรมเช่นนี้
“ผมขอร้องนะครับป้าจิตรอย่าบอกเื่นี้กับใคร” เขาเอ่ยอย่างขอร้อง แววตาเว้าวอน
สมจิตรนิ่งไปชั่วครู่อยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากไม่พูดเื่นี้ก็จะผิดต่อคุณอนงค์แต่หากพูดออกไป ขวัญเรือนกับมาลารินจะต้องถูกไล่ออกจากที่นี่
“ค่ะคุณคุณอิฐป้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้นค่ะ”
สมจิตรกล่าวออกมาอย่างจำใจ เธอหันกลับไปทิ้งทั้งสองไว้ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืนกับความสัมพันธ์ที่ไม่อาจย้อนคืน...