TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 68 ผู้คนแตกตื่น

    ตอนที่ 68 ผู้คนแตกตื่น


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****




    ไม่มีใครสามารถมองเห็นความสามารพิเศษของเฟิร์สได้ 


    นอกจากจะมีการเคลื่อนไหวที่เยี่ยมยอดแล้ว เขายังมีความสามารถในการโจมตีที่ล้ำลึก


    เพียงแค่กระโดดลงมาก็สามารถจัดการมอนสเตอร์ได้แล้ว แม้ว่ามอนสเตอร์ตัวนี้จะเป็นแค่ระดับต่ำก็ตาม


    หากเป็นบุรุษอย่างเวเกอร์ต่อยออกไปหมัดเดียวแล้วทำลายมอนสเตอร์ระดับต่ำได้ นั่นก็ไม่นับว่าเป็นอะไร เพราะเขาคือเวเนเตอร์ดาราขาวเก้าแฉกอยู่แล้ว


    แต่วอชเชอร์คนหนึ่งสามารถจัดการมอนสเตอร์ตัวหนึ่งได้เพียงแค่การเตะเพียงครั้งเดียวนั่นเป็นอะไรที่น่าตกใจเกินไป


    “ข่าวที่ว่าเขาเคยประมือกับภาวินนั้นน่าจะเป็นความจริง”


    “นิวโฮปไปขุดเจ้าเด็กนี่มาจากไหนกัน?”


    สองเวเนเตอร์ดาราแดงลอบคุยกันอย่างลับๆ


    เหล่าผู้คนไม่ได้ตกใจได้นานนัก เพราะเบื้องหน้าของพวกเขายังคงมีกองทัพมอนสเตอร์ที่ดาหน้าเข้ามา แต่พวกเขาก็สนใจเฟิร์สมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง


    การที่เด็กหนุ่มร่างผอมบางท่าทางอ่อนแอคนหนึ่ง ที่มีพลังรบตรงข้ามกับภาพลักษณ์นั่นทำให้ผู้คนต่างรู้สึกสะพรึงในการมีอยู่ของเขา


    ด้วยความสามารถของทีมกวาดล้าง การจะจัดการกับกองทัพมอนสเตอร์เหล่านี้แล้วล่าถอยไปยังเขตเซฟโซนนั้นง่ายยิ่ง


    อีกหนึ่งวันผ่านไปอย่างราบรื่น ไม่มีใครได้รับอันตรายจากกองทัพมอนสเตอร์กลุ่มนี้เลยแม้แต่คนเดียว


    ยิ่งพวกเขาต่อสู้ ประสบการณ์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น การจัดการมอนสเตอร์กลุ่มนี้ก็ยิ่งง่ายมากขึ้นกว่าเดิม


    เวเกอร์รายงานมอนสเตอร์ที่พวกเขากำจัดได้ แล้วได้รับการอนุญาตจากเฟิร์สที่เป็นวอชเชอร์ทุกครั้ง


    กำหนดภารกิจของพวกเขาคือเจ็ดวัน


    ยิ่งนานวันมอนสเตอร์ที่กรูเข้ามาก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ จนพวกเขาต้องออกไปตามหามาใหม่


    พริบตาเจ็ดวันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว


    มอนสเตอร์ภายในอบิสแห่งนั้นเริ่มเบาบางลงมาก แม้พวกเขาจะออกตามหา แต่ก็พบในแต่ละกลุ่มในจำนวนที่ไม่ถึงสิบตัวทั้งนั้น 


    การลดลงของจำนวนมอนสเตอร์ขนาดนี้นับว่าเพียงพอที่จะเรียกทีมกวาดล้างระลอกสองมาจัดการได้แล้ว


    ภารกิจกวาดล้างระลอกแรกกับระลอกสองนั้นต่างกันออกไป 


    ทีมกวาดล้างระลอกแรกเน้นที่การกวาดล้างจำนวนมาก หลอกล่อและลดจำนวนมอนสเตอร์ให้ได้มากที่สุด


    ส่วนทีมกวาดล้างระลอกที่สองนั้นเน้นไปที่การออกตามหามอนสเตอร์ที่หลงเหลือโดยเฉพาะ ซึ่งทีมกวาดล้างระลอกสองนี้สามารถแบ่งกลุ่มกันออกไปทำหน้าที่ได้


    ทั้งนี้การกวาดล้างขึ้นอยู่กับอบิสแต่ละแห่งด้วย 


    หากทำการกวาดล้างสองระลอกไม่พอ ก็ต้องทำการกวาดล้างระลอกต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะส่งทีมสำรวจและทีมเก็บเกี่ยวเข้ามาได้


    จนในที่สุดภารกิจกวาดล้างระลอกแรกก็สำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ 


    ไม่มีใครตายตกไปกับการทำภารกิจนี้ แม้ว่าจะมีคนที่ได้รับบาดเจ็บบ้างก็ตาม


    แต่เด็กหนุ่มวอชเชอร์ที่เย็นชา ยังคงเป็นบุคคลลึกลับที่ผู้คนพูดถึงเขามาตลอดทั้งเจ็ดวันนี้


    “ฉันบอกไม่ได้ว่าเขาแข็งแกร่งหรือไม่ แต่ที่รู้คือเขาลึกลับเกินไป”


    “ไม่มีใครสามารถมองเห็นความร้ายกาจของเขาได้ เห็นทีว่ากลับไปครั้งนี้ฉันคงต้องสืบข้อมูลเขาหน่อยแล้ว”


    “เขามีพลังระดับใดกันแน่ นิวโฮปทำการปิดบังการบ่มเพาะของเขาอย่างมิดชิดเลย”


    “คนคนนี้ไม่อาจประมาทได้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเป็นคู่แข่งคนสำคัญสำหรับการประลองเวเนเตอร์ดาวรุ่งในครั้งหน้า”


    กลุ่มของเวเกอร์ต่างพูดคุยกัน พวกเขามองวอชเชอร์คนนี้เป็นตัวตนที่ไม่อาจประมาทได้


    ซึ่งหารู้ไม่ว่าเฟิร์สนั้นไม่ได้สนใจการประลองอะไรนั่นเลยแม้แต่น้อย


    ถึงอย่างนั้นนอกจากกลุ่มของเวเกอร์แล้ว เวเนเตอร์ดาราแดงทั้งสองคนนั้นก็สนใจในตัวของเฟิร์สด้วย เขารีบรายงานอีวานซึ่งเป็นผู้อาวุโสของแคลนทันที และอีวานก็ดูสนใจในเรื่องนี้มากเช่นกัน


    เฟิร์สนั้นไม่แยแสต่อคนเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาจะรู้ว่าหลายคนกำลังพูดถึงเขาก็ตาม


    สิ่งที่เขาทำคือการรายงานภารกิจของเขาให้ผู้กองสาวดีเกรย์ตามหน้าที่แล้วมอบข้อมูลที่เขาได้บันทึกมา


    “ภารกิจของผมจบแล้ว ดูเหมือนว่านักเรียนกลุ่มนี้จะทำผลงานได้ดีไม่น้อย มอนสเตอร์ส่วนมากถูกจัดการไปเกินครึ่ง ทีมกวาดล้างระลอกสองคงเบาแรงไม่น้อย เห็นทีว่าผู้กองจะทำงานได้อย่างสบายใจแล้ว” เฟิร์สเอ่ย


    ผู้กองสาวยิ้มพร้อมกับเคาะปากกาลงบนโต๊ะ


    “หลังจากเสร็จภารกิจแล้ว ผู้หมวดเฟิร์สวันสนใจที่จะลงอบิสแห่งนี้ต่ออีกหรือป่าว ฉันยินดีอำนวยความสะดวกให้คุณ”


    เฟิร์สส่ายศีรษะแล้วยิ้ม “เห็นทีว่าจะไม่แล้วครับ ยังไงก็ตามผมต้องมีเวลาสำหรับบ่มเพาะบ้าง”


    “โอ้ ฉันลืมไปว่าคุณนั้นพึ่งจะเริ่มบ่มเพาะได้ไม่ถึงหนึ่งปี เสียมารยาทกับคุณแล้ว” ผู้กองดีเกรย์กล่าวอย่างยิ้มๆ


    “ไม่เป็นไรครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อน”


    “เชิญตามสบาย หวังว่าครั้งหน้าพวกเราจะมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีก”


    “เช่นกันครับ”


    หลังจากพูดคุยกับผู้กองดีเกรย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิร์สก็ได้รับข้อความจากโทรศัพท์


    มันคือการแจ้งเตือนว่ามีคนโอนเงินเข้าบัญชีของเขาจำนวนสามพันล้าน


    แล้วข้อความจากอีวานก็ถูกส่งมา


    ‘นี่คือเงินค่าจ้างตามที่ได้ตกลงกันไว้ หวังว่าในครั้งต่อไปพวกเราจะได้ร่วมทำธุรกิจด้วยกันอีกครั้ง’


    เฟิร์สมองดูข้อความด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง เขาขับรถยนต์ของตนเองออกจากพื้นที่และมุ่งหน้ากลับบ้านในทันที แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องการสนทนากับเขาก็ตาม


    เวเกอร์ยืนมองแผ่นหลังเล็กๆ ของเฟิร์สที่เดินตรงไปยังรถยนต์อย่างเงียบงัน


    การกระทำของเขานั้นไม่ต่างไปจากหมาป่าเดียวดาย


    ไม่ใช่ว่าเฟิร์สต้องการเป็นคนแบบนี้ แต่เขานั้นมีความลับมากเกินไป ที่แม้แต่ผู้เป็นบิดาของตนเองเขาก็ไม่สามารถบอกได้


    หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไป เหล่าแคลนใหญ่ของประเทศก็เริ่มค้นหาการมีอยู่ของเฟิร์ส


    แม้แต่แคลนนิวโฮปภาคกลางเอง ที่เป็นแคลนในสังกัดของนิวโฮปและเป็นแคลนท็อปห้าของประเทศก็ต้องการทราบเรื่องนี้เช่นเดียวกัน


    แต่ทว่านิวโฮปภาคเหนือกลับมอบข้อมูลเบื้องต้นให้กับพวกเขาไป โดยปิดบังข้อมูลการเป็นผู้มีพรสวรรค์และผู้มีความสามารถพิเศษในคราวเดียวกัน ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเฟิร์สนั้นเป็นเพียงผู้มีความสามารถพิเศษในการเคลื่อนไหวคนหนึ่งเท่านั้น


    แม้ว่าแคลนต่างๆ จะรู้ดีว่าข้อมูลนี้คือสิ่งที่นิวโฮปภาคเหนือบอกไม่หมด แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้


    แม้จะอยู่ในสังกัดนิวโฮปเหมือนกัน แต่นิวโฮปภาคเหนือและภาคกลางก็มีเส้นแบ่งกันอย่างชัดเจน


    การปรากฏตัวของเฟิร์สนั้นกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่


    แต่ทว่าทางด้านเจ้าตัวกลับไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ


    เขายังคงกลับไปกินข้าวที่บ้าน พูดคุยกับพ่อเหมือนเดิม ซึ่งไม่ต่างกับเด็กน้อยคนหนึ่ง


    เฟิร์สได้พูดคุยกับพ่อเรื่องเงิน ซึ่งทางนิวโฮปได้โอนเงินกู้ที่เหลือเข้าบัญชีของเฟิร์สและพ่อของเขาตามสัญญา 


    เงินหลายพันล้านได้ถูกโอนเข้าบัญชีของทั้งสองพ่อลูก อีกทั้งพวกเขายังสามารถเบิกแกนสปีริตเพื่อนำมาบ่มเพาะได้ในจำนวนที่สามารถไปถึงระดับดาราขาวเก้าแฉกได้


    ซึ่งนิวโฮปได้คำนวณจำนวนไว้ได้อย่างครบถ้วนแล้ว


    แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ให้เฟิร์สอย่างไม่มีจำกัด มันคือการประมาณว่าจากดาราขาวเจ็ดแฉกไปถึงเก้าแฉกนั้นจะต้องใช้แกนสปีริตจำนวนเท่าใด และการบ่มเพาะของคุณหมอสมคิดที่จะไปถึงดาราขาวเก้าแฉกต้องใช้จำนวนเท่าใด


    ด้วยจำนวนเหล่านั้นจะกลายเป็นทรัพยากรที่เฟิร์สสามารถเบิกจ่ายได้


    ส่วนแกนสปีริตที่เฟิร์สหามาได้ เขาสามารถนำมันไปขายต่อไปได้ ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อย


    ชีวิตของสองพ่อลูกในตอนนี้เรียกได้ว่าสุขสบายได้แล้ว


    “รักษาตัวด้วยนะเฟิร์ส”


    หลังจากทานอาหารมื้อนั้นเสร็จเฟิร์สก็ขอตัวไปบ่มเพาะบนเขาทันที


    เนื่องจากเขาต้องทำงานเดือนละสิบสี่วันจึงทำให้เสียเวลาในการบ่มเพาะไปมาก ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาของเขาให้คุ้มค่า โดยการรีบบ่มเพาะทุกครั้งที่มีโอกาส


    “หากฉันทะลวงไปถึงระดับดาราแดงได้เร็วมากเท่าไหร่ ชีวิตของฉันกับพ่อก็จะปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น”


    เฟิร์สนั่งอยู่ในถ้ำกระบี่ของตนเองแล้วเริ่มบ่มเพาะกายากระบี่ในทันที


    สำหรับเขาในตอนนี้ ด้วยทรัพยากรที่มีการจะทะลวงเป็นระดับดาราขาวเก้าแฉกนั้นง่ายมาก แต่การบ่มเพาะกายากระบี่นั้นยากยิ่งกว่า


    เขาสามารถบ่มเพาะทั้งสองไปพร้อมๆ กันได้ นั่นจึงช่วยให้ประหยัดเวลาและทรัพยากรได้มากกว่า


    การทำงานในครั้งนี้ชีพจรยุทธของเขาเพิ่มขึ้นมาถึงแปดจุด ดังนั้นภายในเวลาว่างที่เหลือต่อจากนี้เขาจะต้องบ่มเพาะทั้งแปดจุดให้สำเร็จให้ได้


    จากการต่อสู้อย่างทรหดนั้นทำให้วิถีกระบี่ของเขานั้นก้าวหน้าขึ้นบ้างเล็กน้อย ดังนั้นการจารึกเจตจำนงกระบี่ลงบนจุดชีพจรของเขาจึงค่อนข้างรวดเร็วกว่าแต่ก่อนมาก


    การบ่มเพาะของเฟิร์สย่อมเป็นเช่นนี้


    เจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกไม่กี่วันเขาต้องกลับไปทำงานอีกครั้ง


    “จารึกเจตจำนงกระบี่ได้เพิ่มอีกสี่จุดแล้ว เมื่อรวมกันในตอนนี้ก็เป็นสิบเอ็ดจุด ร่างกายของฉันรู้สึกแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมาก น่าเสียดายที่ฉันต้องไปทำงานแล้ว การทำงานนั้นช่างน่าเบื่อ มันเป็นไปได้หรือไม่ว่าฉันจะหาผู้ช่วยแล้วอาศัยช่วงเวลานั้นฝึกฝนวิถีกระบี่จากการต่อสู้”


    ตอนนั้นเองเฟิร์สก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา แม้กฎระเบียบของรัฐวิสาหกิจจะค่อนข้างเคร่งครัด แต่มันก็ยังมีช่วงโหว่สำหรับบางคนที่ต้องการใช้มัน


    “พวกเขาคงจะไม่ว่าอะไรฉัน” ดวงตาของเฟิร์สพลันเป็นประกายขึ้นมา

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน