ตอนที่ 52 ซื้อที่นา
“คุณชาย คุณชายเจ้าคะ... ! ”
ผีเสื้อสีเหลืองตัวหนึ่งบินไปยังประตูพระจันทร์ จากนั้นก็ตรงเข้าไปยังสวนด้านหลังของจวนสวี
สวีเสี่ยวเสียนนั่งยอง ๆ มองดูมันฝรั่งอันเป็นที่รักของเขา บัดนี้มันฝรั่งที่ปลูกลงไปในดินเริ่มมีรากงอกออกมาแล้ว ดูเหมือนว่าจะมิเลวเลยทีเดียว ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดว่าจะนำปุ๋ยคอกมาจากที่ใดนั้น ก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังเข้ามาในหู
“ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าอย่าเอะอะโวยวาย มีเรื่องอันใดกัน ? ”
จือรุ่ยมองไปทางคุณชายด้วยดวงตาเป็นประกาย เมื่อมองไปแล้วรู้สึกว่าคุณชายช่างแตกต่างจากผู้อื่นยิ่งนัก หลายฝูมิมีอันใดทำ เขาจึงพาสุนัขออกไปเดินเล่น ทว่าคุณชายกลับมานั่งอยู่ข้างแปลงผัก เขาเป็นนักปราชญ์มิใช่หรือ แล้วเขาจะรู้วิธีเพาะปลูกได้เยี่ยงไร ?
จริงสิ ! เมื่อวานนี้คุณชายได้ซื้อตำราเกี่ยวกับการเพาะปลูกมาสองเล่ม มองดูแล้วความตั้งใจของคุณชายคงจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
จือรุ่ยกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ จากนั้นก็เลิกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อบริเวณหน้าผาก ก่อนจะเอ่ยอย่างยินดีว่า “คุณชายเจ้าคะ มีคนบอกว่าจะขายที่ให้แก่เราเจ้าค่ะ พื้นที่ 60 หมู่พอดี คุณชายจะเอาหรือไม่เจ้าคะ ? ”
สวีเสี่ยวเสียนรู้สึกยินดียิ่งนัก “เอาสิ ! ข้าต้องเอาแน่นอนอยู่แล้ว เขาอยู่ที่ใดกัน ? เขาคือนายหน้าพ่อค้าที่นาเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“บัดนี้อยู่ที่หน้าประตู เป็นสาวใช้ของท่านจางหวนกงเจ้าค่ะ คุณชายเหมือนจะเคยพบนางมาก่อน เมื่อวานนี้ที่ร้านหนังสือซานเว่ยก็ได้พบนางด้วยเช่นกัน นางเอ่ยว่านายของนางต้องการจะขายที่นา”
“รีบไปเชิญนางเข้ามาเถิด...ว่าแต่ เหตุใดท่านจางหวนกงถึงมิเดินทางมาด้วยตนเองเล่า ? นางเป็นเพียงสาวใช้สามารถจัดการได้เยี่ยงนั้นหรือ ? ”
จือรุ่ยยกมือขึ้นพัดรัว ๆ “ข้าได้เอ่ยถามนางแล้ว นางกล่าวว่าท่านหวนกงมิสะดวก จึงมอบหมายอำนาจให้นางเป็นผู้จัดการในเรื่องนี้แทน”
เยี่ยงนั้นก็ดี สวีเสี่ยวเสียนจึงได้วางใจลง “ไปเชิญเข้ามาเถิด”
“เจ้าค่ะ ! ” จือรุ่ยวิ่งออกไปอีกหนึ่งครา
สวีเสี่ยวเสียนตักน้ำขึ้นมาจากบ่อที่อยู่ข้างกำแพงแล้วทำการล้างไม้ล้างมือ จากนั้นก็เดินเข้าไปในศาลาริมน้ำเซียนหยุน
จื่อเอ๋อเดินตามจือรุ่ยเข้าไปด้านใน ความรู้สึกของนางในตอนนี้ค่อนข้างซับซ้อน
คุณหนูกำชับนางเอาไว้ว่าอย่าได้เอ่ยถึงนามของคุณหนูเชียว อาจเป็นเพราะกลัวว่าจะอับอาย เนื่องจากตามปกติทั่วไปนั้น การขายที่นาเป็นเพราะไร้หนทาง ทว่าที่คุณหนูขายที่นาผืนนี้มิได้เป็นเพราะว่านางไร้หนทาง แต่นางเพียงต้องการนำเงินนี้ไปซื้อเรือนหลังข้าง ๆ สวีเสี่ยวเสียน
โชคดีเหลือเกินที่จือรุ่ยสาวใช้ผู้นั้นเข้าใจนางผิดไป นางคิดว่าตนเป็นสาวใช้ของท่านจางหวนกง ทว่าเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน นางจะได้แอบอ้างนามของท่านจางหวนกงได้
จื่อเอ๋อยืนอยู่เบื้องหน้าของสวีเสี่ยวเสียน จากนั้นก็พิจารณามองดูสวีเสี่ยวเสียนอย่างละเอียด นางรู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก ประกอบกับกวีสองบทนั้นและคำกล่าวของท่านจางหวนกง ทำให้คุณหนูของนางชื่นชอบเขาอย่างมิลดละ...การที่คุณหนูซื้อเรือนด้านข้างเขาก็เป็นเพราะว่า หากสามารถอาศัยอยู่ติดกันกับสวีเสี่ยวเสียนได้ ก็จะสามารถรับรู้เรื่องราวของสวีเสี่ยวเสียนได้อย่างรวดเร็ว
หากว่าเขาอาการกำเริบบ่อย ๆ คาดว่าคุณหนูคงจะละทิ้งความปรารถนานั่นไปเอง
แต่หากว่าเขาปกติดี ก็คงจะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก
การที่คุณหนูมีครอบครัวที่สงบสุขและอบอุ่น คงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีไปทั้งชีวิต
ระยะเวลาสั้น ๆ นี้ จื่อเอ๋อได้คิดหลากหลายเรื่องราวในหัว สวีเสี่ยวเสียนยื่นมือออกมาแล้วเอ่ยเพียงว่า “เชิญนั่ง ! ”
“ขอบพระคุณคุณชายเจ้าค่ะ”
สายตาของสวีเสี่ยวเสียนจับจ้องไปยังใบหน้าของจื่อเอ๋อ สาวใช้นางนี้ท่าทางจะยังอายุมิมากนัก ใบหน้ากลมขาวผ่อง “จะขายให้ข้าในราคาเท่าใด ? ”
“หมู่ละ 12 ตำลึงเจ้าค่ะ”
จื่อเอ๋อเห็นว่าสวีเสี่ยวเสียนขมวดคิ้วเข้าหากัน นางจึงรีบเอ่ยขึ้นมาอีกคราว่า “คุณชายสวีเจ้าคะ พื้นที่ 60 หมู่นี้ล้วนเป็นที่นาชั้นเลิศ ! ”
แน่นอนว่าสำหรับทุ่งนาที่อุดมสมบูรณ์มันคุ้มค่ามากจริง ๆ แต่หากเขาใช้จ่ายเงินจำนวน 720 ตำลึงในคราเดียว เงินในกระเป๋าของเขาก็จะเหลือเพียงแค่ 70 ตำลึงเท่านั้น
หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เขาจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “หมู่ละ 10 ตำลึง หากว่าเจ้าสามารถตัดสินใจได้ในตอนนี้ พวกเราก็จะเดินทางไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ศาลาว่าการประเดี๋ยวนี้เลย”
จื่อเอ๋อชะงักเล็กน้อย เนื่องจากก่อนที่จะเดินทางมานั้นคุณหนูได้กำชับไว้ว่าสามารถให้ราคาเขาต่ำสุดที่หมู่ละ 10 ตำลึง ทั้งนี้เป็นเพราะคุณหนูค่อนข้างรีบร้อน นางได้ยินมาว่าเรือนด้านข้างจวนสวีนั้น คุณชายที่เดินทางมาจากซูโจวก็ดูเหมือนจะชื่นชอบเช่นกัน
ทั้งยังได้ยินมาอีกว่าคุณชายซูผิงอันมีเงินทองมากมาย ดังนั้นตอนที่นางเดินทางออกมา คุณหนูได้เดินทางไปที่ศาลาว่าการแล้วเช่นกัน เอ่ยว่าจะนำเงินไปมัดจำเอาไว้ก่อน รอให้ขายที่นา 60 หมู่นี้ได้แล้วจะนำเงินที่เหลือไปชำระ...
“ตกลง ! 1 หมู่ 10 ตำลึง พวกเราเดินทางไปยังศาลาว่าการเพื่อโอนกรรมสิทธิ์กันเถิด”
สวีเสี่ยวเสียนมิได้รู้สึกว่าการที่สาวใช้ตอบตกลงจะทำให้ตนสูญเสียผลประโยชน์แต่อย่างใด เนื่องจากว่าท่านจางหวนกงเคยเป็นธุระช่วยเหลือเขามามิน้อย ได้ยินมาว่าโจวเหยียนหวางเดินทางจากไปแล้วเมื่อมิกี่วันก่อน ชีวิตของเขาคงจะสงบสุขลงมิน้อยเลยทีเดียว
“ตกลง พวกเราเดินทางไปโอนกรรมสิทธิ์กันเถิด ! ”
......
......
ณ ศาลาว่าการเขตเหลียงอี้
ช่วงนี้นายอำเภอจี้อารมณ์ดีมิน้อย เนื่องจากคดีฆาตกรรมทั้งสามคดีได้ถูกจัดการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ตรวจการโจวก็ได้เดินทางจากไปแล้วเช่นกัน ดูเหมือนว่าบุตรสาวคนโตของเขา...จี้เยวี่ยเอ๋อจะรอดพ้นจากวิกฤตครานี้ไปได้แล้ว
ได้ยินเยวี่ยเอ๋อเอ่ยว่าหมอเทวดาหัวและท่านจางหวนกงเดินทางไปที่จวนสวี น่าเสียดายที่สวีเสี่ยวเสียนปฏิเสธการรักษาจากหมอเทวดาหัว จึงทำให้ตอนนี้เขาเองก็มิแน่ใจว่าอาการของสวีเสี่ยวเสียนเป็นเยี่ยงไรบ้าง
ทว่าช่วงนี้ รู้สึกว่าเยวี่ยเอ๋อดูเหม่อลอยผิดแปลกไป เมื่อเช้านี้ตอนทานอาหาร อยู่ ๆ นางก็หัวเราะออกมา มิรู้ว่านางหัวเราะอันใดกัน ?
เขาจึงได้เอ่ยถามออกไป ทว่านางมิยอมตอบ แม้แต่ซิงเอ๋อก็ดูแปลก ๆ ไป ราวกับมีลับลมคมในบางอย่าง
เรื่องนี้มีสิ่งใดซ่อนอยู่กันแน่ ?
นายอำเภอจี้ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ เขาคิดมิตกอย่างแท้จริง ทันใดนั้นผู้ช่วยตู้ก็เดินตรงเข้ามา
“นายท่านขอรับ...เมื่อสักครู่พวกเราเพิ่งจะจัดการโอนย้ายกรรมสิทธิ์ที่นาแห่งหนึ่งเสร็จ”
นายอำเภอจี้เงยหน้าขึ้น นี่เป็นเรื่องปกติทั่วไปมิใช่หรือ ?
“นายท่านขอรับ ที่นาผืนนั้นเป็นของคุณหนูใหญ่”
นายอำเภอจี้ชะงักงันขึ้นมาทันใด เขารู้สึกแปลกใจมากยิ่งนัก จี้เยวี่ยเอ๋อมีความสามารถในด้านการค้าเป็นเลิศ ร้านหนังสือซานเว่ยของนางก็ดำเนินไปได้ด้วยดี หลายปีมานี้นางได้ซื้อที่นาที่อุดมสมบูรณ์ในหมู่บ้านไป่ฮวาเอาไว้หลายร้อยหมู่ นี่เป็นเรื่องดีเลยทีเดียว ทว่าเหตุใดอยู่ ๆ นางถึงขายมันทิ้งเล่า ?
อีกอย่าง หนึ่งในนั้นยังมีของมารดานางด้วย
“นางขายให้แก่ผู้ใดกัน ? ”
“สวีเสี่ยวเสียนขอรับ ! ”
นายอำเภอจี้ยืดหลังตรง ดวงตาเรียวเล็กของเขาเบิกกว้าง “ฝานจือเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“ขอรับ”
“ขายไปกี่หมู่ ? ”
“60 หมู่ขอรับ”
“ขายหมู่ละกี่ตำลึง ? ”
“10 ตำลึงขอรับ”
นางขายขาดทุนหมู่ละ 1 ตำลึง !
นายอำเภอจี้ละสายตากลับมา เขาขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นพลางยกมือขึ้นลูบเครา ก่อนจะคิดวิเคราะห์อยู่ในใจว่า
เยวี่ยเอ๋อขายที่นาผืนนั้นให้แก่สวีเสี่ยวเสียน อีกทั้งยังขายขาดทุนหมู่ละ 1 ตำลึง
เหตุใดนางถึงทำการค้าขาดทุนเยี่ยงนี้กัน ?
และเหตุใดนางต้องรีบร้อนขายที่นานั่นด้วยกัน ?
รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 600 ตำลึง สวีเสี่ยวเสียนไปเอาเงินมากมายถึงเพียงนั้นมาจากที่ใด ?
ในสมองของนายอำเภอจี้เต็มไปด้วยคำถามมากมาย ผู้ช่วยตู้เอ่ยออกมาสั้น ๆ ว่า “นายท่านขอรับ จากที่ข้าน้อยมองดูแล้ว...แผนการของคุณหนูใหญ่ช่างยอดเยี่ยมเสียเหลือเกิน ! ”
นายอำเภอจี้ชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นก็เงยหน้ามองตู้เจิ้งฉุน “ยอดเยี่ยมเยี่ยงไร ? ”
“นายท่านขอรับ ลองคิดดูเถิด หากว่าคุณหนูใหญ่แต่งงานกับสวีเสี่ยวเสียนจริง ๆ ...เงินนั้นก็จะอยู่ในกระเป๋าของคุณหนูใหญ่ ส่วนที่นาผืนนั้นก็ยังคงอยู่ในมือของคุณหนูใหญ่ดังเดิมมิใช่หรือขอรับ ? ”
นายอำเภอจี้นึกขึ้นมาได้แล้วเอ่ยว่า “อ่า...มิใช่สิ ! ”
“บัดนี้สัญญาหมั้นหมายยังอยู่ในมือของข้า ข้ายังมิได้นำมันส่งคืนให้แก่สวีเสี่ยวเสียนเลยนี่ ? ”
“เช่นนั้นก็รีบส่งคืนเถิดขอรับ ! ”
“แต่ฝานจือมิยอมให้หมอเทวดาหัวตรวจอาการของเขาอีกครา มิรู้ว่าบัดนี้เขาเป็นเยี่ยงไรบ้าง ! ”
นี่ก็เป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่งเช่นกัน “แล้วเหตุใดคุณหนูใหญ่ถึงขายที่นาให้แก่สวีเสี่ยวเสียนเล่าขอรับ ? ”
นายอำเภอจี้ตกตะลึงอยู่ชั่วครู่ “เจ้าถามข้าแล้วข้าจะไปถามผู้ใดกัน ? ประเดี๋ยวก่อน...เยวี่ยเอ๋อเดินทางมาทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ด้วยตนเองเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“มิใช่ขอรับ เป็นสาวใช้ของคุณหนูใหญ่นามว่าจื่อเอ๋อ นางได้นำตราประทับส่วนตัวของคุณหนูใหญ่มาด้วย”
“แล้วนางอยู่ที่ใดกัน ? ”
“หลังจากที่จัดการทำเรื่องโอนเรียบร้อยแล้ว นางบอกว่าจะพาสวีเสี่ยวเสียนไปดูที่นาเหล่านั้นขอรับ”
ในเมื่อเดินทางออกไปแล้ว เจ้าจะมาบอกข้าเพื่ออันใดกัน !
เยี่ยงนั้นก็ช่างมันเถิด รอเลิกงานแล้วค่อยกลับไปถามเยวี่ยเอ๋อดู หากว่านางมิรังเกียจ ประเดี๋ยวตอนค่ำข้าจะลองนำสัญญาหมั้นหมายส่งไปที่จวนสวีดูอีกครา