“ไม่ใช่เจ้าค่ะ...ไม่ใช่ แต่เป็นฟื้นฟูแข็งแรงกลับมาแล้ว เป็ดพวกนั้นแข็งแรงแล้วเจ้าค่ะ” ตามร่างกายของหยวนโม่ยังมีกลิ่นเหม็นสาบของเป็ดอยู่ นางไปดูอาการของเป็ดตั้งแต่เช้ามืด ดังนั้นจึงเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นของเป็ดติดมาบนร่างกาย
“ไป ไปดูกันเถิด” หลี่ลั่วสวมเสื้อตัวในแล้ววิ่งเท้าเปล่าออกไปทันที
“เสี่ยวโหวเหฺย ท่านระวังอย่าให้หกล้มนะเจ้าคะ” หยวนโม่สะดุ้งตกใจ เสี่ยวโหวเหฺยหนักแน่นเป็นเรื่องดี แต่ต่อให้เป็นเสี่ยวโหวเหฺยที่หนักแน่น ก็ยังคงเป็นเด็กที่เดินได้ไม่ค่อยมั่นคงนัก
หลี่ลั่วเดินเร็วเกินไป จึงเดินสะดุดครั้งหนึ่งจริงๆ “ระวัง” หลี่ฉางเฉิงกำลังเดินมาทางนี้พอดี เขาถูกเสียงร้องของหยวนโม่รบกวนจึงมาเห็นฉากนี้เข้าพอดี เขารีบเข้าไปอุ้มหลี่ลั่วขึ้น หัวใจเต้นตุบๆ หากเสี่ยวโหวเหฺยล้มลงละก็ บิดาของเขาจะต้องถลกหนังเขาเป็นแน่
หยวนโม่หน้าแดง “เป็นบ่าวที่ไม่ดี บ่าวดีใจจนลืมตัวเจ้าค่ะ เกือบทำให้เสี่ยวโหวเหฺยได้รับบาดเจ็บเสียแล้ว บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” หยวนโม่รีบคุกเข่าลง
“ลุกขึ้น ลุกขึ้น” หลี่ลั่วถอนใจเฮือกหนึ่ง “เด็กผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ ไฉนเรียกให้คุกเข่าก็คุกเข่าเล่า ต่อไปไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้นก็ยืนตอบความเสีย”
“โหวเหฺยเจ้าคะ?” หยวนโม่สองตาแดงก่ำ
“ไปเถิด พวกเราไปดูสัตว์ปีกที่รอดชีวิตกัน”
“ต่อให้โหวเหฺยใจร้อน ก็ควรที่จะสวมรองเท้าแล้วสวมเสื้อคลุมเสียก่อนเจ้าค่ะ” เสียงของผิงอันดังขึ้น นางเห็นหลี่ลั่วเท้าเปล่าสวมเพียงเสื้อตัวเดียวออกมา จึงรีบกลับไปที่ห้องหยิบรองเท้าและเสื้อคลุมมา
“พี่ผิงอันยิ่งนานไปยิ่งเหมือนแม่บ้านเสียแล้ว” หลี่ลั่วหัวเราะ
ผิงอันหน้าแดงก่ำ ต่อให้เป็นแม่นางน้อยที่หน้าหนากว่านี้มาถูกหลี่ลั่วเกี้ยวเช่นนี้ ย่อมอดรู้สึกตะขิดตะขวงใจไม่ได้ นางสวมเสื้อคลุมให้หลี่ลั่วก่อน เสื้อผ้านั้นเป็นสีดำ หลายวันมานี้หลี่ลั่วยุ่งอยู่แต่กับเรื่องสัตว์ปีก สวมอาภรณ์สีอื่นแล้วสกปรกง่าย จากนั้นนางจึงคุกเข่าลงข้างเดียว ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเท้าของหลี่ลั่วแล้วจึงสวมรองเท้าให้เขา
หลี่ลั่วยื่นมือออกไปดีดคางผิงอันครั้งหนึ่ง ท่าทางนั้นอ่อนหวานยิ่งนัก “พี่ผิงอันมาเป็นแม่บ้านของข้าดีหรือไม่?”
“ท่าน...” ผิงอันอยากจะด่าว่า ‘เจ้าลูกกระต่ายน้อย’ แต่เมื่อคิดถึงฐานะแล้วก็ไม่กล้าด่าออกไป ได้แต่ถูกหลี่ลั่วพูดใส่จนสองแก้มแดงก่ำ
หลี่ลั่วหัวเราะออกมาพรืดหนึ่ง
คนทั้งหมดมาถึงสถานที่เลี้ยงสัตว์ปีก แม้สัตว์ปีกที่รอดชีวิตสองตัวนั้นจะไม่ได้กระโดดโลดเต้น แต่มันดีขึ้นมากแล้วจริงๆ ไม่เหมือนช่วงก่อนที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง อาเจียนตลอดเวลา เช่นนั้นก็แสดงว่าข้อสันนิษฐานของหลี่ลั่วนั้นถูกต้อง เพียงแต่สัตว์ปีกไม่เหมือนกับมนุษย์ สัตว์ปีกเหล่านี้กินเลือดของกู้จวิ้นเฉินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่รุนแรงอันใด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเพราะว่าพวกมันอ่อนแอมาก ทว่ากู้จวิ้นเฉินนั้นแตกต่างออกไป พิษตะกั่วในเลือดของเขาตอนนี้กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว ต้องกำจัดพิษตะกั่วที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเขาออกมาให้หมด
การทดลองประสบความสำเร็จ นั่นก็หมายความว่าหลี่ลั่วต้องออกจากหมู่บ้านแล้ว เขามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นเวลาสิบกว่าวันแล้ว
“ฟู่เฉียง ข้าต้องกลับจวนโหวแล้ว หมู่บ้านแห่งนี้ยกให้เจ้าเป็นผู้ดูแลชั่วคราว อีกไม่กี่วันข้าจะส่งผู้ดูแลมาที่นี่” ความรู้สึกของหลี่ลั่วที่มีต่อฟู่เฉียงนั้นไม่เลวเลยทีเดียว เขาซื่อสัตย์ ฉลาดเฉลียว และรู้จักบทบาทหน้าที่ของตน
“ล้วนฟังคำสั่งของโหวเหฺยขอรับ”
“เจ้าพอจะรู้จักชาวนาบ้างหรือไม่? ชาวนาที่รู้เรื่องเกี่ยวกับการเพาะปลูกพืชผลเป็นอย่างดีน่ะ” หลี่ลั่วถาม
ฟู่เฉียงคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง “ในชุมชนของพวกข้านั้นมีท่านอาคนหนึ่งที่มีความเข้าใจในเรื่องการเพาะปลูกอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าบรรพบุรุษจะเคยดำรงตำแหน่งในราชสำนักเกี่ยวกับการดูแลพืชผลโดยเฉพาะขอรับ”
“ซือหนง[1]” หลี่ลั่วกล่าว ตำแหน่งซือหนงในรัชสมัยนี้เป็นตำแหน่งที่ไม่สูงมากนัก มีระดับเทียบเท่ากับขุนนางขั้นหก ราชสำนักไม่ให้ความสำคัญกับตำแหน่งนี้ อีกทั้งการรั้งตำแหน่งซือหนงยังทำได้โดยที่ไม่ต้องผ่านการสอบเคอจวี่ ส่วนในยุคปัจจุบัน ซือหนงขึ้นอยู่กับกระทรวงการจัดการอุตสาหกรรม การคัดเลือกซือหนงนั้นเพียงแต่สอบทฤษฎีความรู้เท่านั้น เมื่อทางกระทรวงประกาศรับสมัคร ผู้ที่สนใจก็ไปทำการทดสอบได้
และด้วยเหตุนี้ตำแหน่งซือหนงจึงมักจะถูกผู้คนมองข้ามอยู่เสมอ เป็นเสมือนเครื่องประดับอย่างหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ซือหนงในใจของผู้คนก็เปรียบเสมือนชาวนา ชาวนานั้นถือเป็นชนชั้นที่ต่ำยิ่งกว่าพ่อค้าวาณิชย์เสียอีก
หลี่ลั่วซื้อหมู่บ้าน ซื้อที่นา เดิมทีนั้นคิดจะปลูกพืชผลบางอย่าง จะได้นำมากินให้สมใจอยาก จะอย่างไรเขาก็มาถึงยุคโบราณแล้ว เขาที่มาจากโลกปัจจุบันจะใช้ชีวิตสะดวกสบายไม่เท่ากับชีวิตในโลกปัจจุบันได้อย่างไรกัน? “พาข้าไปรู้จักสักหน่อย” เมื่อได้ยินว่ามีลูกหลานของซือหนง หลี่ลั่วจึงมีความสนใจยิ่งนัก
หลี่ลั่วใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามในการนั่งรถม้าจากหมู่บ้านของเขาไปจนถึงหมู่บ้านสกุลฟู่ของฟู่เฉียง เวลาในช่วงเช้าเป็นเวลาที่ชาวบ้านออกไปทำงานนอกบ้านกัน ดังนั้นเมื่อพวกเขาเข้าไปในหมู่บ้านจึงพบคนเพียงไม่กี่คน
“เป็นที่นี่ขอรับ” ฟู่เฉียงพาเขามายังบ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง
หลี่ลั่วลงจากรถม้า
“ท่านป้าอยู่หรือไม่?” ฟู่เฉียงเห็นว่าประตูเรือนเปิดอยู่จึงตะโกนเรียก
ผ่านไปครู่หนึ่งก็เห็นเพียงสตรีนางหนึ่งวิ่งออกมาจากด้านหลังของเรือน นางสวมผ้ากันเปื้อน ตามร่างกายยังดูเปียกชื้นอยู่เล็กน้อย ดูเหมือนว่าเมื่อสักครู่จะกำลังทำงานอยู่ “ฟู่เฉียง เจ้ามาได้อย่างไร?”
ฟู่เฉียงตอบยิ้มๆ “ท่านป้า ท่านลุงอยู่หรือไม่? นายท่านบ้านข้ามีธุระอยากพบเขา อยากจะขอคำชี้แนะเกี่ยวกับการปลูกพืชผล”
“ท่านลุงของเจ้าออกไปทำงานแล้ว ข้าวรุ่นแรกกำลังสุกเต็มที่ ค่าแรงวันหนึ่งได้สามร้อยอีแปะเชียว” ท่านป้าพูด “พี่ชายเจ้าก็ไป พี่สะใภ้ของเจ้าตั้งครรภ์ ข้าต้องอยู่ดูแลนาง”
สองคนพ่อลูกวันหนึ่งได้ค่าแรงหกร้อยอีแปะ ทำได้ราวห้าวันหาเงินได้สามตำลึงถือเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ครอบครัวของพวกเขาไม่มีที่นา จึงอาศัยทำงานรายวันเลี้ยงชีพไปวันๆ
“ท่านป้า สะใภ้ของท่านพวกเราจะดูแลให้แทน รบกวนท่านพาฟู่เฉียงไปพบท่านลุงได้หรือไม่ ข้าขาดคนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับการปลูกพืชผล หากท่านลุงมีความเหมาะสม ค่าแรงเดือนหนึ่งมีให้เป็นเงินหนึ่งตำลึง แล้วยังมีข้าวสารสิบชั่งต่อเดือน ทุกฤดูกาลมีเสื้อผ้าให้สองชุด รองเท้าสองคู่” หลี่ลั่วกล่าว
ความจริงท่านป้าท่านนี้เห็นหลี่ลั่วตั้งแต่แรกแล้ว เด็กชายน้อยที่ดูมีสง่าราศีเช่นนี้นางไม่เคยเห็นมาก่อน เพียงแต่นางนั้นต่ำต้อยยิ่งนัก จึงไม่กล้ามองและไม่กล้าพูดจา ยามนี้เมื่อได้ยินเด็กชายน้อยพูดก็มองเขาด้วยความประหลาดใจ
“ท่านป้า นี่คือนายท่านของเรา และเป็นเจ้าของหมู่บ้านทางนี้” ฟู่เฉียงพูด
ท่านป้าไม่รู้มาก่อนว่าคุณชายน้อยในครอบครัวที่มั่งคั่งนั้นมีความคิดใหญ่โตเพียงใด แต่วันนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว ค่าตอบแทนในแต่ละเดือนทำให้จิตใจนางหวั่นไหวยิ่งนัก หากว่าแน่นอนแล้วละก็ ย่อมดีกว่าไปทำงานรายวันตามที่ต่างๆ แน่นอน ซ้ำยังประหยัดเงินค่าเสื้อผ้าและรองเท้า แล้วยังมีข้าวสารให้อีกด้วย “คุณชายท่านนี้โปรดวางใจ ผู้ชายของข้าคนนั้นอย่างอื่นข้าไม่กล้ารับประกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องการเพาะปลูกพืชผลแล้วละก็เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้เป็นที่สุด”
“เช่นนั้นต้องขอบคุณท่านป้าแล้ว”
“เช่นนั้นข้าไปบอกกล่าวสะใภ้ข้าก่อน” ท่านป้าพูด ที่จริงเรื่องที่พวกเขาคุยกันอยู่ด้านนอกนั้นสะใภ้ที่อยู่ด้านในได้ยินตั้งแต่แรกแล้ว อย่าว่าแต่ท่านป้าที่หวั่นไหว สะใภ้เองก็รู้สึกว่าดีเช่นกัน หากพ่อสามีทำงานได้ดี ย่อมให้สามีของนางติดตามไปด้วยได้ เมื่อได้ยินแม่สามีเอ่ยเช่นนี้ สะใภ้จึงถือจานใบหนึ่งเดินออกมา ในจานมีน้ำชาหนึ่งถ้วย “ท่านแม่ ท่านไปเถิด ข้าจะรับรองแขกเองเจ้าค่ะ”
สะใภ้อุ้มครรภ์แก่อายุหกเดือน ตำแหน่งของครรภ์มั่นคงแล้ว ไม่มีท่าทีว่าจะได้รับผลกระทบจากครรภ์ที่ทำให้เดินไม่สะดวก นางมาถึงเบื้องหน้าหลี่ลั่ว “คุณชายเชิญดื่มน้ำชาเจ้าค่ะ”
หลี่ฉางเฉิงรับมา “ขอบคุณพี่สาว” จากนั้นยื่นส่งให้หลี่ลั่ว
หลี่ลั่วดื่มไปหลายอึก ชานี้มีรสชาติหวานเล็กน้อย อร่อยกว่าน้ำที่ต้มสุกมากนัก “เป็นน้ำจากภูเขาใช่หรือไม่?”
“คุณชายน้อยช่างร้ายกาจนัก ละแวกใกล้เคียงพวกเรามีวัดแห่งหนึ่ง ข้างวัดมีบ่อน้ำพุภูเขา คนในหมู่บ้านของเราต่างก็ชอบไปตักน้ำจากที่นั่น ล้วนนำมาใช้ดื่มกินทั้งสิ้น” สะใภ้อธิบาย
ฟู่เฉียงกล่าวเสริม “วัดบนภูเขาแห่งนั้นและบ่อน้ำนั้นมีประวัติมากว่าร้อยปีแล้วขอรับ”
หลี่ลั่วพยักหน้า “เจ้าและท่านป้านั่งรถม้าไปเถิด ไปกลับประหยัดเวลาได้มาก ท่านป้าจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องสะใภ้ท่านนี้”
“ขอรับ” ฟู่เฉียงรู้สึกว่าเสี่ยวโหวเหฺยจัดการเรื่องราวได้ละเอียดรอบคอบยิ่งนัก
หลังจากฟู่เฉียงและท่านป้าออกไป หลี่ลั่วก็เดินเล่นอยู่ที่นั่นอย่างสบายใจ บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่นัก แต่ภายในเรือนเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาดสะอ้าน หลี่ลั่วเดินไปจนถึงเรือนด้านหลัง มองไปปราดเดียวก็มองเห็นซุ้มองุ่น บนซุ้มยังมีองุ่นหลายพวงแขวนไว้อยู่ ด้านล่างขององุ่นมีบ่อน้ำบ่อหนึ่ง ที่ด้านข้างยังมีเสื้อผ้าวางเอาไว้ ท่านป้าท่านนั้นเมื่อครู่กำลังซักผ้าอยู่และซักไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
หลี่ลั่วมองไปทางอื่น เมื่อสายตาของเขาเห็นของสิ่งหนึ่งก็หยุดอยู่กับที่และไม่เคลื่อนย้ายไปไหนอีก เขาวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจ นี่คือสำลี สวรรค์! เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นสำลีที่นี่
ในยุคสมัยนี้ไม่มีสำลี ที่ยัดเข้าไปในผ้าห่มล้วนทำมาจากนุ่นทั้งสิ้น และเรียกกันว่าสำลีแดง สำหรับในยุคปัจจุบัน สำลีที่ใช้นั้นล้วนเป็นสีขาว เพียงแต่คนในยุคปัจจุบันก็เรียกด้วยความเคยชินว่าสำลี ส่วนสำลีแดงก็เรียกว่านุ่น
นุ่นกับสำลีนั้นไม่เหมือนกัน ไม่เพียงแต่สีไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวต้นไม้หรือตัวสำลีเองก็ล้วนแตกต่างกัน นุ่นนั้นเป็นดอกไม้ เนื้อผ้าในยุคสมัยโบราณไม่มีผ้าฝ้าย เพราะนุ่นไม่อาจทอเป็นผ้าฝ้ายได้ นุ่นจึงทำได้เพียงหมอนหนุน เป็นสิ่งของที่นำมายัดไว้ในผ้าห่ม แต่การนำไปใช้ของสำลีขาวนั้นมีมากมายนัก
และสำลีสีขาวยังมีความอุ่นมากกว่านุ่นมาก
ถ้าหากในยุคสมัยโบราณมีสำลีสีขาว ทหารที่ชายแดนก็จะไม่หนาวตายมากเช่นนี้ ตอนนี้อารมณ์ของหลี่ลั่วตื่นเต้นพลุ่งพล่านยิ่งนัก เป็นความรู้สึกที่เขาเองก็บอกไม่ถูก ราวกับว่ามีความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง เขาสามารถทำเรื่องดีๆ เพื่อเหล่าทหารกล้าที่อยู่ตามชายแดนได้แล้ว
“ดอกไม้ขาวเหล่านี้เป็นท่านพ่อที่ไปปลูกถ่ายมาจากบนภูเขาเจ้าค่ะ” สะใภ้อธิบาย “ครอบครัวคนจนอย่างพวกเราไม่มีดอกไม้งดงามในเรือนให้ดูชม ท่านพ่อจึงไปปลูกถ่าย[2]ต้นไม้ชนิดนี้มาจากบนภูเขาเจ้าค่ะ”
“ดอกไม้ขาวหรือ” หลี่ลั่วออกเสียง
“ที่จริงแล้วไม่รู้ว่าดอกไม้ชนิดนี้เรียกว่าอะไร แต่มันมีลักษณะเป็นก้อนกลมๆ สีขาวๆ เหมือนแป้งหมี่ พวกเราจึงเรียกมันว่า ‘ดอกไม้ขาว’ เจ้าค่ะ” สะใภ้พูด
หากไม่มีเรื่องของสำลีเข้ามา หลี่ลั่วไม่ถึงกับตั้งใจว่าจะต้องการตัวลูกหลานของครอบครัวซือหนงให้จงได้ บัดนี้มีเรื่องของสำลีเข้ามา ความคิดของหลี่ลั่วย่อมไม่เหมือนเดิม หากว่าในยุคสมัยนี้มีสำลี เช่นนั้นการเพาะปลูกสำลีต่อไปจะมีราคาสูง และมีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย เปรียบเทียบกับไม้ผลที่นำมากินเหล่านั้นแล้วมีประโยชน์กว่ากันมากนัก
อีกทั้งสำลีนี้ยังถูกทำการปลูกถ่ายมา ดังนั้นหากต้องการปลูกแล้วละก็ หลี่ลั่วไม่กังวลเรื่องที่จะปลูกขึ้นมาได้สำเร็จหรือไม่ เพราะสำลีที่ถูกปลูกถ่ายมาอยู่ในเรือนนี้รอดชีวิตได้ เช่นนั้นถ้าปลูกถ่ายไปยังสถานที่อื่นก็ย่อมต้องรอดเช่นกัน
เสียงของรถม้าดังมาจากที่ไกลๆ ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พวกฟู่เฉียงกลับมากันแล้ว
แน่นอนว่าผู้ที่มากับฟู่เฉียงก็มีท่านลุงท่านนั้นด้วย
“โหวเหฺย ท่านลุงฟู่มาแล้วขอรับ” ฟู่เฉียงรายงาน ผู้คนในหมู่บ้านฟู่ล้วนใช้สกุลฟู่กันทุกคน
รูปร่างของท่านลุงฟู่นั้นแข็งแรงล่ำสันยิ่งนัก เพราะทำงานกลางแจ้งมา ดังนั้นร่างกายจึงค่อนข้างเลอะเทอะ เส้นผมมีผมหงอกประปรายบ้างเล็กน้อย ใบหน้าค่อนข้างมีอายุ แต่เป็นท่านลุงที่แข็งแรงไม่เลวเลยทีเดียว
“คารวะโหวเหฺย” ท่านลุงฟู่เดินข้ามาคำนับ ระหว่างทางที่กลับมาเขาได้ถามฟู่เฉียงถึงฐานะของเสี่ยวโหวเหฺยแล้ว โหวเหฺย ช่างมีบารมีสูงส่งยิ่งนัก
[1] ซือหนง (司农) หมายถึง ตำแหน่งเกษตรกรผู้ดูแลการเพาะปลูก รับผิดชอบเรื่องเสบียง คลัง และภาษีที่นา
[2] การปลูกถ่ายต้นไม้ในสมัยโบราณก็คือวิธีการเพาะชำ หรือตอนกิ่งพืชผลนั่นเอง