ตอนที่ 173 เรื่องไม่ชอบมาพากล
ปลาทุกตัวได้ถูกปล่อยลงในบ่อทั้งสามจนครบถ้วน กังหันน้ำเองก็ทำงานได้ดีจนไม่มีจุดใดที่ไลท์ให้ต้องกังวล ซึ่งกว่าไลท์จะจัดการฟาร์มของพวกเขาจนเสร็จ ก็เป็นเวลาค่ำมืดของวันแล้ว
“วันนี้เหนื่อยหน่อยนะ ขอบคุณที่ช่วยกันทำงานหนัก”
ไลท์ขอบคุณเหล่าพนักงานของเขา ที่ช่วยกันทำงานกันตั้งแต่เช้าจรดเย็น
โดยสภาพของทุกคนในวันนี้ดู สกปรกมอมแมม จนแทบจะดูไม่จืด เนื้อตัวของพวกเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษดินและโคลน
คราบเหงื่อไคลที่แห้งซึมไปกับเสื้อผ้า ยังคงเผยให้เห็นถึงล่องลอยของการทำงานหนักกันมาตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตามพวกเขากลับดูไม่ได้อิดโรยหรือเหน็ดเหนื่อยกันเลยสักนิด
“ท่านไลท์ต่างหากครับ ที่ทำงานหนักมากกว่าใครๆ” เอ็ดดี้ที่ต่อจากนี้จะต้องอยู่อาศัยและดูแลฟาร์มแห่งนี้ให้กับไลท์ ได้เอ่ยทัก
เพราะนับตั้งแต่ ไลท์และแมท ได้มาถึงยังฟาร์ม พ่อครัวหนุ่มที่ดูใจดีผู้นี้ ก็ไม่มีช่วงเวลาไหนที่หยุดพักเลยสักครั้ง
ในทุกๆ ครั้ง ถึงแม้ไลท์จะไม่ได้ลงมือขุดบ่อ แต่เขาก็คอยเดินไปนู่นไปนี้ เพื่อกำกับดูแลทุกคนอย่างเต็มที่ อีกทั้งในตอนเที่ยงหรือตอนเย็นไลท์ก็ยังทำอาหารมาให้กับพวกเขาโดยไม่ปล่อยให้ทุกคนหิวกันเลย
“อืม ยังไงฉันขอฝากฟาร์มไว้กับทั้งสองคนด้วยนะ” หลังจากจัดการเรื่องทุกอย่างในฟาร์มจนเสร็จสิ้น เขาและพนักงานของร้านอาหารสามเวลาก็ได้เตรียมตัวที่จะกลับไปยังร้านอาหารกันแล้ว
ไลท์ได้ฝากฝังงานกับเอ็ดดี้และให้สัญญาว่าวันพรุ่งนี้ ตัวเขาจะหาเวลามาช่วยดูแลฟาร์ม เพื่อสังเกตสภาพของปลาในบ่อเลี้ยง ว่าพวกมันจะไปรอดหรือไม่
“ไว้พบกันพรุ่งนี้ครับ” เอ็ดดี้และลูกหาบ พยักหน้าเป็นอันเข้าใจ ก่อนจะยืนส่งไลท์และเหล่าพนักงานที่ขับรถม้ากลับออกไปจากฟาร์ม จนลับสายตา
ซึ่งในขณะที่รถม้าของไลท์ ที่มีแมทเป็นคนขับกำลังเดินทางกลับร้านอาหารอยู่นั่นเอง จู่ๆ รถม้าของเขาก็พลันมีฝูงนกจจำนวนหนึ่งบินไล่ตามเกาะบนรถม้าจนแน่นขนัด
โดยฝูงนกที่บินมาเกาะบนรถม้า พวกมันไม่ได้มีท่าทีดุร้ายอันใด หากแต่พวกมันต่างเข้ามาก้มโค้ง ผงกหัว ราวกับกำลังทำความเคารพไลท์อยู่อย่างนั้น…หากแต่ผิดแล้ว!
ฝูงนกที่มาเกาะกุมอยู่บนรถม้า ไม่ได้ทำความเคารพไลท์อย่างที่เข้าใจ หากแต่มันกำลังทำความเคารพเจ้าโปริ่ง เจ้าแห่งพงไพร ที่กำลังนอนหลับอยู่บนไหล่ของไลท์ต่างหาก!
“เจ้าโปริ่ง ตื่น”
ไลท์ใช้นิ้วจิ้มไปที่แก้มอ้วนๆ ของสัตว์เลี้ยงคู่ใจ ไม่นานนักโปริ่งที่ดะเหนื่อยอ่อนก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น พลางมองไปยังฝูงนก ที่ยังคงก้มหัวทำความเคารพมันอยู่ด้วยความง่วงเหงาหาวนอน
เจ้าโปริ่งได้สื่อสารกับฝูงนก ที่มันได้ส่งไปตามสืบขบวนรถม้าของมาควิสแอชตันและเซอร์เลโอนาร์ดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
ฝูงนกถ่ายทอดภาพที่เห็นให้กับเจ้าโปริ่งจนครบทุกตัว ก่อนที่พวกมันทั้งหมดจะหันมามองไลท์กันเป็นตาเดียว โดยครั้งนี้ไม่ใช่ความเข้าใจผิดอีกต่อไปแล้ว
ฝูงนกต่างมองมาที่ไลท์ มันจ้องอยู่อย่างนั้นนานกว่าหลายนาที จวบจนกระทั่งไลท์และแมท พลันรู้สึกตัว
“ท่านไลท์ครับ นกพวกนี้มองพวกเราทำไมเหรอครับ? ให้เจ้าโปริ่งช่วยไล่พวกมันไปหน่อยจะได้ไหมครับ ผมรู้สึกขนลุกยังไงไม่รู้” แมทพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ดูแล้วคงจะแอบใจหวิวๆ ที่ทุกสายตาของฝูงนกซึ่งเกาะกุมอยู่ทั่วทั้งคัน กำลังจ้องมองมาที่พวกเขานั่นเอง
“โทษทีฉันลืมไปเลย...เอานี่ รางวัลของพวกแก” ไลท์ที่สามารถรับรู้และเข้าใจเจ้าโปริ่งได้
เมื่อรับรู้ว่า การที่ฝูงนกยังไม่ยอมบินจากไป เป็นเพราะพวกมันหิวและยังไม่ได้รับรางวัล เขาจึงรีบควักเอาอาหารและผลไม้ที่เหลือออกมาให้กับพวกมัน ได้กินกันจนอิ่มหนำ
ฝูงนกนับสิบ นับร้อย ต่างจิกกินอาหารไปตลอดทาง ก่อนจะบินจากไปทีละตัว สองตัว เมื่อกินอิ่มแล้ว ซึ่งกว่าพวกมันจะกินกันจนอิ่มและจากไปจนหมด รถม้าของไลท์และแมทก็ขับมาจอดที่หน้าร้านอาหารสามเวลา ที่ตอนนี้ได้ปิดไฟมืดไปแล้วนั่นเอง
ดูท่าวันนี้ สองตายายและคาห์นที่เฝ้าร้านอาหาร คงจะปิดร้านกันไปแล้ว
ไลท์มองไปที่ร้านอาหารที่ปิดไฟจนมืด พลางชำเลืองมองไปยังลานที่เคยมีเต็นท์ของนักผจญภัยตั้งเรียงรายกันจนเต็มลาน ที่ในขณะนี้ มันได้กลายเป็นลานโล่งๆ ไปแล้วนั่นเอง
นักผจญภัยดูเหมือนจะเดินทางกลับกันไปหมดแล้ว...หรือว่าร้านอาหารสามเวลาจะกลับมาเงียบเหงาเหมือนเช่นก่อนที่ไลท์จะทะลุมิติ อีกครั้ง?!
โทมัส จิม และแมท ต่างมองหน้าไลท์ด้วยความกังวลใจ เพราะทั้งสามคนต่างก็เคยเห็นสภาพของร้านอาหารในตอนที่ไม่มีลูกค้า กันมาแล้วและรู้ดีว่า มันอ้างว้างเพียงใด
ทั้งนี้แมทที่เคยกังวลกับเรื่องนี้มาอยู่ก่อนแล้ว ว่าร้านอาหารสามเวลาจะต้องเจอกับสภาพเช่นนี้ จึงได้เสนอให้ไลท์ย้ายร้านอาหารเข้าไปในหมู่บ้านดาราฉาย แต่ทว่าไลท์กลับปฏิเสธและยังคงยืนกรานว่าที่นี่นั้นเหมาะสมดีแล้ว
ฉะนั้นเมื่อได้มาเห็นสภาพของร้านที่ไร้เงาของลูกค้า ก็พลอยให้แมท ดูจะร้อนใจและกังวลใจมากเป็นพิเศษ
“ทำไมสีหน้าของทุกคนเป็นแบบนั้น?” เมื่อไลท์ได้เห็นสีหน้าของทุกคนที่ดูเป็นกังวลกับสถานการณ์ของร้าน ก็ได้เอ่ยถามกับทุกคนว่าเป็นอะไรกัน
“เชฟครับ ร้านของเราจะเป็นอย่างไรต่อไปเหรอครับ?” โทมัส จิมและแมท พูดขึ้น
“ก็ต้องเดินหน้าต่อไปอยู่แล้ว ฉันเข้าใจนะที่พวกนายกำลังกังวลเรื่องของจำนวนลูกค้าที่หายไป แต่ฉันอยากให้ทุกคนลองมองโลกในแง่ดีและเชื่อใจฉันสักครั้ง” ไลท์พาทุกคนกลับเข้ามายังบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม โดยแมทที่ปกติแล้วจะพักอยู่ที่ชั้นสองของร้าน ที่เคยเป็นห้องนอนของไลท์ ก็ได้ติดตามเข้ามาเพื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
“ร้านอาหารส่วนใหญ่แทบทุกร้าน ก็ต้องเจอกับวันที่ขายดีและขายไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น ดั่งเช่นวันที่ผ่านๆ มาของร้านเรา พวกนายสักคนมีใครรู้บ้างไหมว่า วันนั้นจะมีลูกค้ามากแค่ไหน?”
“พวกเราไม่รู้ครับ/ค่ะ”
“นั้นไง...เราไม่มีทางรู้ได้เลย จนกว่าจะถึงเวลา ฉะนั้นสิ่งที่เราทำได้คือเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกๆ วัน” ไลท์เว้นจังหวะเล็กน้อย เพื่อให้ทุกคนได้ไตร่ตรอง “เตรียมตัวให้พร้อมและคอยพัฒนาตัวเอง เพื่อถึงวันนั้นลูกค้าทุกคนจะได้ประทับใจกับร้านของเราและกลับมายังร้านของเราอีกครั้ง”
ไลท์ส่งยิ้มให้กับเหล่าพนักงานและเพียงแค่รอยยิ้มนี้เอง ก็ช่วยให้ความกังวลของทุกคนค่อยๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เอาล่ะ กินข้าวกันให้อิ่มแล้วกลับไปพักผ่อนเถอะ วันนี้เหนื่อยกันมามากแล้ว” ไม่นานนัก ทุกคนค่อยๆ พากันแยกย้ายกลับไปพักผ่อน
ส่วนตัวของไลท์เอง หลังจากกินอาหารและอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นแล้ว เขาก็ปิดประตูห้องนอนลงทันที เพื่อตรวจสอบเรื่องของมาควิสแอชตันและเซอร์เลโอนาร์ดที่ได้จากฝูงสัตว์ที่ออกไปปฏิบัติการตามคำสั่งของเจ้าโปริ่งทันที
ไลท์ได้อุ้มเจ้าโปริ่งมาครอบศีรษะ ก่อนที่จะเห็นถึงภาพของขบวนรถม้าที่แยกออกกันเป็นสองทาง
ด้านหนึ่งคือรถม้าของมาควิสแอชตัน ที่ภายในรถม้ามีเพียง ขุนนางคนดังกล่าวนั่งอยู่เพียงคนเดียวและกำลังมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองหลวง
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เป็นรถของเซอร์เลโอนาร์ด ที่กำลังมุ่งหน้าลงใต้ มีจุดหมายคาดว่าน่ะเป็นตำแหน่งของฐานที่มั่นสุดท้าย จากที่ไลท์เคยได้ฟังเรื่องทั้งหมดมาจากแมทว่าสถานที่แห่งนี้คือพรมแดนที่กั้นขวางระหว่าง จักรวรรดิมังกรทมิฬและอาณาจักรลูนาเทียนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม รถม้าของเซอร์เลโอนาร์ด กลับมีบางสิ่งที่แปลกออกไป...คือด้านในของรถม้า นอกจากจะมีเซอร์เลโอนาร์ดที่โดยสารอยู่ด้านในแล้ว มันกลับมีร่างของ เจ้าของร้านกระทะทอง ฆาตกรที่กำลังถูกทางการตามจับตัว นั่งอยู่ด้านข้างอีกด้วย
‘เจ้าของร้านกระทะทอง?! โดนจับแล้วอย่างนั้นเหรอ แล้วเหตุใดถึงไม่ถูกส่งตัวเข้าเมืองหลวง เพื่อลงโทษ แต่กลับส่งไปยังฐานที่มั่นสุดท้ายแบบนั้น?’ ไลท์เริ่มสงสัยกับภาพที่เห็น
เพราะถึงแม้ว่าวันนี้ทั้งวัน ไลท์และเหล่าพนักงานจะยุ่งอยู่กับฟาร์มของพวกเขา แต่ถึงกระนั้น เส้นทางระหว่างฟาร์มกับร้านอาหารสามเวลา ก็ยังต้องผ่านหมู่บ้านดาราฉายอยู่ดี
ในหมู่บ้านดาราฉาย แน่นอนว่ายังมีผู้คนพูดถึงการจับกุมเจ้าของร้านกระทะทองกันอยู่มากมาย
และจากที่ไลท์บังเอิญได้ยินมา เขารับรู้เพียงแค่ มาควิสแอชตันได้จับเจ้าของร้านกระทะทองกลับไปเมืองหลวงแล้ว...ทั้งนี้ไม่มีคนพูดถึง การทำลายพลังเวทหรือการเนรเทศออกจากอาณาจักรให้ไปอยู่กับ ชนเผ่านอกรีตเลยสักคนเดียว
ดั่งเช่นที่ ไวทเคานต์นิค เคยลงมือสำเร็จโทษ ลูกน้องของเจ้าของร้านกระทะทองเมื่ออาทิตย์ก่อนกันเลย
“เรื่องนี้ดูจะไม่ค่อยชอบมาพากลแล้วแฮะ” ไลท์พูดกับตัวเองและมีความคิดที่จะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับคาห์น เผื่อว่าคาห์นจะนำเรื่องไปบอกกับไวทเคานต์นิคที่กำลังเดินทางกลับเมืองในวันพรุ่งนี้
ซึ่งคาดว่าในวันพรุ่งนี้ท่านไวทเคานต์และครอบครัวน่าจะเดินทางกลับถึงเมืองหลวงกันแล้ว
“ร็อกเมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ ท่านกระทะทองไม่ได้ถูกพาตัวไปที่เมืองหลวงหรอกเหรอ?!” ในร้านอาหารของมาร์คัส วันนี้ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ มีคนมากมายนับสิบคนอยู่ภายในร้าน
หากแต่ว่ามีเพียงมาร์คัสแค่คนเดียวที่ดูร้อนอกร้อนใจกับการถูกจับของเจ้าของร้านกระทะทอง ที่เปรียบเสมือนหัวหน้าของแก๊งอันธพาลกลุ่มนี้
“เอ่อ...ท่านกระทะทองและขุนนางที่ให้ความช่วยเหลือ จำเป็นต้องเปลี่ยนแผนกันเล็กน้อย พอดีสถานการณ์ในเมืองหลวงไม่ค่อยสู้ดี หากท่านกระทะทองกลับไปคงจะเป็นอันตราย” ร็อกได้เผลอพูดเรื่องแผนการของกระทะทองออกมา
มันหลงลืมไปเลยว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ เจ้าของร้านกระทะทองได้หลอกใช้มาร์คัส เพื่อขโมยสูตรอาหาร รวมไปถึงยังได้หลอกขายฝันให้กับมาร์คัสว่าจะพาตัวไปเป็นพ่อครัวที่เมืองอีกด้วย
ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ร็อกและพรรคพวกนั้นรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่า เจ้าของร้านกระทะทองที่เป็นเจ้านายของพวกมัน ไม่สามารถกลับไปเมืองหลวงได้อีกแล้ว
และได้ตัดสินใจว่าจะหลบหนีไปยังจักรวรรดิมังกรทมิฬ เพียงแต่ว่า ด้วยความเมามาย บวกกับความคะนองปากที่พึ่งจะได้รับเงินก้อนโตจากเจ้าของร้านกระทะทองที่ช่วยเหลือจนเสร็จงาน
ร็อกก็เผลอบอกเล่าเรื่องนี้ออกไป จนไปเข้าถึงหูของมาร์คัส ที่ตอนนี้ได้ซีดเผือด ราวกับความฝันของมันได้พังทลายไปแล้วนั่นเอง
“ไหนท่านกระทะทองรับปากกับฉัน ว่าจะพาฉันไปอยู่ที่เมืองหลวง?” มาร์คัสทรุดลงไปกองอยู่กับพื้น
เฝ้านึกถึงช่วงเวลาที่ถูกหลอกใช้ หากแต่ว่าเมื่อมาร์คัสเงยหน้ากลับขึ้นมา จู่ๆ ก็มีใบหน้าของชายฉกรรจ์นับสิบคน...มุ่งล้อมมันเอาไว้ทั้งหมดแล้ว
“เป็นบุญแค่ไหนแล้วที่แกได้รับใช้ท่านกระทะทองของพวกเรา เพราะฉะนั้นหากแกปากโป้งหรือพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง แกรู้ใช่ไหมว่า แกจะเป็นยังไง”
ร็อก เท็ดดี้ รวมไปถึงคนที่มาร์คัสเรียกว่าเพื่อน ต่างชักมีดออกมา ขู่ขวัญมาร์คัสจนมันไม่กล้าแม้แต่จะสบตา
สุดท้ายจึงได้แต่เอออ้อตามน้ำไปเพื่อรักษาชีวิตของตัวเอง “ฉันแค่ผิดหวังนิดหน่อยเท่านั้นเอง พวกเราเป็นเพื่อนกันมานาน พวกนายเองก็รู้ว่าฉันไม่เคยปากผล็อยอยู่แล้วใช่ไหม” มาร์คัสพยักหน้าด้วยความหวาดกลัวและลนลาน
ก่อนที่ทันใดนั้น ร็อกที่จ่อมีดไว้ที่คอหอยของมัน จะเก็บมีดลงและเหวี่ยงมือมากอดคอมาร์คัสเอาไว้ หัวเราะร่ากันอย่างมีความสุข
“ต้องอย่างนี้สิ...มาร์คัสเพื่อนรัก มาๆ ทุกคนดื่มให้กับชีวิตใหม่ของท่านกระทะทองกันเถอะ!”
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy