เส้นทางอสุรา

    บทที่ 31 ก่อนคืนเดือนมืด

    บทที่ 31 ก่อนคืนเดือนมืด


    หลังจากแบ่งทรัพย์จำนวนมหาศาลจากการประมูล เฉินซือหยางก็กลับกลายเป็นผู้ที่มีความอู้ฟู่ขึ้นทันใด แทบจะกลายเป็นเศษรฐีใหญ่เพียงชั่วข้ามคืน แต่นี่มินับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับมัน เพราะเรื่องที่สำคัญกว่าคือมันได้ร่วมวางทรัพย์ที่มีเกินกว่าครึ่งทำสัญญาร่วมเป็นหุ้นส่วนทางการค้ากับหวังเถาไปแล้ว ทำให้มันเองเป็นหนึ่งในเจ้าของกิจการร่วมกับหวังเถา ถือหุ้นสี่ในสิบส่วน ทรัพย์ของมันที่ได้รับจากการประมูลช่วยหนุนเสริมกิจการค้าขายของ ‘หวังค้าทุกสิ่ง' ให้ขยายออกไปมากขึ้น กิจการเกี่ยวพันร่วมกับหอการค้ากลางเมฆาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ข้อมูลที่จำเป็นหลายอย่างล้วนถูกถ่ายทอดส่งผ่านทางความสัมพันธ์นี้ และดูเหมือนยังมีหน่วยข่าวที่ช่วยสืบหาสิ่งของที่เฉินซือหยางกำลังตามหาอยู่ตลอดเวลา


    “มรกตรูปแปดเหลี่ยม ภายในคล้ายมีมังกรฟ้าเวียนว่ายกลางธารธาราสีเขียวอย่างนั้นหรือ ช่างเป็นแร่ที่แปลกประหลาดและน่าสนใจยิ่ง ข้ารู้สึกอยากเห็นของจริงขึ้นมาแล้วว่ามันจะมีความพิเศษเช่นไร"

    เถ้าแก่หวังกล่าวไปพลางพร้อมลูบคางที่กลมมนของตนไปพลาง มันสามารถหาเงินทุนจำนวนมหาศาลเพื่อขยายกิจการการค้าของมันได้แล้ว ซ้ำยังเป็นทุนทรัพย์จากหุ้นส่วนที่มีแนวคิดทางการค้าที่น่าสนใจอีก มันย่อมมีความรู้สึกพึงพอใจมิเสื่อมคลาย และมันยังมุ่งมั่นพยายามติดตามหาสิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ยปากเพื่อรักษาสัญญารวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นส่วนมิให้ขาดตก ความสัมพันธ์ระหว่างเถ้าแก่หวังและเฉินซือหยางในตอนนี้จึงแน่นแฟ้นถึงขั้นเรียกหาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันแล้ว


    คนจะถูกชะตาเพียงพบเจอครั้งหนึ่งก็ถูกชะตา คำนิยามที่เอ่ยมานี้เกิดขึ้นกับเฉินซือหยางอีกครั้ง


    นับเป็นเรื่องยากที่คนซึ่งมีหน้ามีตาอย่างเถ้าแก่หวังจะมีน้ำมิตรที่จริงใจต่อตัวตนที่ถูกมองว่าไร้ซึ่งพลังจิตวิญญาณอย่างมัน ตอนแรกเริ่มการเข้าหาอาจเป็นเพราะผลประโยชน์ระหว่างกัน แต่ภายใต้ผลประโยชน์ลึกๆ กลับมีความจริงใจที่ชัดเจนไม่ซุกซ่อน ความเปิดเผยตรงไปตรงมาของเถ้าแก่หวังเป็นสิ่งที่แสดงออกมาผ่านจิตใจแลแววตาอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มจากที่เคยผิดหวังและยากจะเชื่อใจใครเพราะผ่านเหตุการณ์ที่เหมืองภูพยัคฆ์มา แต่สำหรับมุมมองที่มันมีต่อเถ้าแก่หวังนั้นแตกต่างออกไป คนผู้นี้แม้บ้าบิ่น จริงจัง ทั้งแฝงชั้นเชิงในเรื่องการค้าขาย แต่มันก็เป็นคนจริงใจไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใดต่อมิตรอย่างแน่นอน


    ประสบการณ์ทั้งดีและร้ายผ่านเข้ามา ทำให้บัดนี้เฉินซือหยางมันมองคนไม่ผิดพลาด เมื่อเถ้าแก่หวังดีต่อมัน ซ้ำยังพยายามช่วยในสิ่งที่มันต้องการอย่างเต็มที่ เช่นนั้นชายหนุ่มจึงมอบของกำนัลให้ไป ซึ่งนั่นก็คือหยกขาวกลางเหมันต์ขนาดน้ำหนักไม่ต่ำกว่าสามร้อยชั่งอีกก้อน


    “สิ่งนี้คงน่าสนใจกว่ามรกตแปดเหลี่ยมกระมัง"


    เถ้าแก่หวังเบิกตาโพลงแทบไม่อยากเชื่อ มันไม่คิดว่าด้านหลังร้านสาขาใหม่ของการค้า 'หวังค้าทุกสิ่งสาขาสอง' ที่มันเปิดร่วมกับเฉินซือหยางจะมีหยกขาวกลางเหมันต์ก้อนใหญ่อีกหนึ่งวางอยู่


    “ทำเป็นเล่นน๊า”

    แล้วเถ้าแก่หวังก็เข้าไปลูบคลำพร้อมสำรวจหยกขาวก้อนนั้นพร้อมจิตใจที่เต้นโครมคราม

    “ของจริงหรือนี่ เจ้าไปเอามันมาจากที่ใดอีก หรือแท้จริงเจ้ามีมากกว่าหนึ่งก้อน"


    “ข้ายกมันให้ท่านแล้ว ส่วนที่มานั้นจะสำคัญไฉน”


    เถ้าแก่หวังตาเป็นประกาย

    “หุ้นส่วนน้อย สิ่งนี้ยิ่งจะทำให้กิจการของพวกเราเฟื่องฟู สวรรค์คงส่งเจ้ามาโปรดข้าอย่างแท้จริง”


    เฉินซือหยางเดินมือไพร่หลังมองกิจการร้านค้าสาขาใหม่

    “กิจการคงต้องฝากเป็นหน้าที่ท่านในการดูแล”


    ฟังคำนี้นัยน์ตาที่เป็นประกายของหวังเถาก็หม่นลง มันมองชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่เจือความตกใจ

    “กล่าวเช่นนี้แสดงว่าเจ้าจะไม่อยู่เมืองจรดเมฆาอย่างถาวรอย่างนั้นหรือ"


    เฉินซือหยางนึกถึงสิ่งที่จะทำให้มันก้าวหน้าในด้านพลังฝีมือ เมื่อเมืองแห่งนี้มิอาจหาสิ่งใดมาหนุนเสริมพลังฝีมือมันได้อีก ร่องรอยของมรกตแปดเหลี่ยมก็ไม่เจอ มันจึงจำต้องออกเดินทางต่อไปจนกว่าจะประสบมรรคหรือเส้นทางที่วาดหวัง

    “ข้ามีสิ่งที่ต้องกระทำอีกมากมาย คงจะปักหลักตลอดไปมิได้ แต่ท่านมิต้องห่วง ในเมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งในทรัพย์สินข้า ข้าย่อมต้องไม่ปล่อยมันให้จมลง ข้าเป็นพวกจมูกไว มักเจอของดีที่มีมูลค่า ดังนั้นระหว่างที่ข้าเดินทางทั่วปฐพี ข้าจะพยายามหาของมีค่าหายากส่งมาเรื่อยๆ ทำเงินให้แก่กิจการของพวกเราอีกทาง… ท่านมีหน้าที่จัดการบริหารไป ส่วนข้าจะเป็นคนสนับสนุนที่เบื้องหลังเอง"


    เถ้าแก่หวังมีสีหน้าแววตาที่ครุ่นคิด ก่อนตบลงยังบ่าของชายหนุ่ม

    “ไม่รู้เพราะเหตุใดข้าจึงรู้สึกถูกชะตากับเจ้านัก ที่สำคัญเจ้ายังเป็นกุญแจเบิกทางให้แก่ข้าอีก… เอาเถิด เจ้าไม่ต้องห่วงกิจการของพวกเรา ข้าจะไม่ทำให้ทรัพย์ที่เจ้าลงทุนเสียเปล่าอย่างแน่นอน และอีกอย่างข้าจะหาทางช่วยเจ้าตามหาร่องรอยของมรกตแปดเหลี่ยมนั่นอย่างสุดความสามารถอีกแรง"


    เฉินซือหยางประสานมือขึ้น

    “ขอบพระคุณท่านมาก”


    เถ้าแก่หวังแหงนหน้ามองฟ้า แววตาของมันแฝงไว้ด้วยความคิดที่ทุกข์ใจอย่างบอกไม่ถูก ทุกครั้งที่มันมองฟ้า ดูเหมือนมันจะคิดไม่ตกอยู่เสมอ เฉินซือหยางเห็นดังนั้นก็กล่าวถามด้วยความเป็นห่วง

    “ท่านยังมีสิ่งใดที่เป็นกังวลใจอยู่หรือไม่… หรือว่าเป็นเรื่องที่ข้าตอแยคุณชายตระกูลเทียนผู้นั้นจนอาจมีผลกระทบต่อกิจการ"


    เถ้าแก่หวังส่ายศีรษะ

    “เรื่องตระกูลเทียน ข้าร่วมกับหอการค้ากลางเมฆาส่งของกำนัลจำนวนหนึ่งแทนคำขอบคุณในเรื่องการประมูล พวกมันก็ไม่ติดใจเอาความแล้ว มีแต่จะตำหนิเทียนเฟยที่ไม่รู้จักสุขุมรอบคอบในเรื่องการประมูลเท่านั้น”


    “หากมิใช่เรื่องนี้ แล้วเป็นเรื่องใดเล่า"


    เถ้าแก่หวังยังมองที่ท้องฟ้าซึ่งปลอดโปร่ง ก่อนกล่าวออกมา

    “ข้ารอฤดูฝนนานแล้ว แต่ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะตก”


    เฉินซือหยางไม่เข้าใจในคำตอบของเถ้าแก่ร่างท้วมผู้นี้ กิจการค้าขายมิได้ขึ้นอยู่กับฟ้าฝนแม้เพียงนิด เหตุใดมันจึงดูเป็นกังวลนัก


    เนิ่นนานเถ้าแก่หวังจึงละสายตาจากท้องฟ้ามามองที่เฉินซือหยาง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป

    “ข้าไม่มีลูก ไม่มีภรรยา ไม่มีญาติพี่น้องร่วมสายเลือด ตัวข้ามาจากเด็กที่กำพร้า ดิ้นรนต่อสู้เพียงลำพัง ปากกัดตีนถีบจนมาเฟื่องฟูเพราะกิจการค้าขายนี้ ข้าจึงรักกิจการการค้าเหล่านี้มาก จึงคิดไม่ตกว่าหากไร้ซึ่งข้า กิจการที่ข้ารักนี้จะไปต่ออย่างไร จนได้มาพบกับเจ้า ข้าเชื่อว่าข้าเลือกคนไม่ผิด หากเป็นเจ้าไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดต้องสืบทอดกิจการ'หวังค้าทุกสิ่ง'ให้เฟื่องฟูกว่าข้าได้"


    ได้ฟังประโยคหลัง หัวคิ้วของเฉินซือหยางก็ขมวดลง เหตุใดจู่ๆ คำกล่าวของเถ้าแก่หวังดูเป็นการฝากฝังและคำสั่งเสียไปได้


    ไม่รอให้เฉินซือหยางต้องกล่าวถามมากความ เถ้าแก่หวังก็กล่าวออกไป

    “เอาเถอะ เจ้าคงฟังประโยคไร้สาระจากคนที่ไม่มีแก่นสารอย่างข้าจนเบื่อแล้ว หากตั้งใจจะเดินทางต่อ ก็จงรีบไปก่อนประตูเมืองแห่งนี้จะปิดเถิด”


    เฉินซือหยางทวนคำ

    “ประตูเมืองปิด?”


    เถ้าแก่หวังกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจังขึ้นมา

    “เมื่อฝนไม่ตก ในไม่ช้าเมืองนี้ก็คงจะปิดเช่นกัน เจ้าควรรีบออกไป ก่อนจะไม่มีทางให้ออก”


    บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง คำกล่าวประโยคเมื่อครู่ใช่จะเป็นกฎเกณฑ์บางอย่างของเมืองหรือไม่ เฉินซือหยางอยากจะสอบถามเพื่อขยายใจความมากกว่านี้ แต่เห็นสีหน้าที่จริงจังและจริงใจจากเถ้าแก่หวังแล้ว มันจึงไม่ถามอันใดอีก

    “พรุ่งนี้ข้าจึงจะออกเดินทาง”


    เถ้าแก่หวังตบลงยังบ่าของชายหนุ่มอีกครั้ง

    “ขอให้เจ้าโชคดี และอย่าลืมกิจการของพวกเรานี้”


    แล้วเถ้าแก่หวังก็เดินทางกลับยังสาขาใหญ่ของตน พลางส่งเหล่าคนงานและคนรับใช้มาดูแลร้านในสาขารองแห่งนี้ เฉินซือหยางมิได้สนใจเหล่าคนงานที่ขมักเขม้นจัดแจงร้านสาขา มันเพียงมองแผ่นหลังของเถ้าแก่หวังด้วยแววความคิด


    ตกดึกคืนนี้ อันเป็นค่ำคืนสุดท้ายก่อนที่เฉินซือหยางจะไปจากเมืองจรดเมฆา ที่หน้าร้านค้า'หวังค้าทุกสิ่ง'สาขาสอง ที่ตรงนั้นได้มีแขกผู้หนึ่งได้มาเยือน ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ผู้คนในเมืองล้วนหลับไหลจนหมดสิ้น โคมไฟตามรายทางแลบ้านเรือนล้วนดับลงไปตามกัน แต่คนผู้นี้ก็ยังยืนอย่างผ่าเผยไม่คิดไปไหน มันยืนอยู่นานแล้วแต่ไม่เข้าร้าน แสดงเจตนาชี้ชัดว่ามันมิได้ต้องการมาเพื่อจะซื้อของ


    เมื่อรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามไม่คิดที่จะมาใช้บริการ เฉินซือหยางจึงหยิบกล่องอาวุธของตนมาสะพายที่ด้านหลัง ก่อนมันจะเปิดประตูร้านออกมาเผชิญหน้ากับผู้ที่ยืนอยู่


    “ไม่คิดว่าคนเมืองอื่นเช่นเจ้าจะมาเป็นพ่อค้าที่มีชื่อในเมืองแห่งนี้ได้"


    เพียงเปิดประตูเยื้อย่างออกจากร้าน เสียงของผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าร้านก็กล่าวตอบรับ เมื่อได้ยินน้ำเสียงและเห็นใบหน้าของผู้ที่ยืนอยู่ชัดตา เฉินซือหยางจึงได้รู้ว่ามันก็คือเถ้าแก่ร้านขายอาวุธที่อยู่ตรงตรอกซอยไร้ผู้คนร้านนั้น


    “เป็นท่าน"

    แรกพบเจอ หัวคิ้วของเฉินซือหยางก็ขมวดขึ้น บุรุษวัยกลางคนชุดคลุมเขียวเข้มผู้นี้มีธุระอันใดกับมัน

    “ท่านมาที่นี่คงมิใช่เพื่อซื้อของ?”


    บุรุษกลางคนยิ้มอย่างเรียบง่าย มันมองผ่านกล่องอาวุธที่อยู่ด้านหลังของชายหนุ่มก่อนกล่าวว่า

    “มิผิด ข้ามิได้มาซื้อของ แต่ข้าต้องการมาซื้อคน”


    เฉินซือหยางทวนคำ

    “ชื้อคน?”


    บุรุษกลางคนหยิบหมากดำในมือขึ้นมา

    “ตัวข้ากำลังเดินหมากชีวิตกับคนผู้หนึ่ง ทว่าหมากสำคัญทั้งหมดของข้าล้วนถูกเปิดเผยจนตกเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายตรงข้ามไปแล้ว ข้าจึงต้องการเบี้ยนอกกระดานสำหรับพลิกสถานการณ์”


    เฉินซือหยางมองตาบุรุษกลางคนแล้วตอบไป

    “ถ้าท่านต้องการหาเบี้ยที่ว่านั้น ท่านมาผิดร้านแล้ว ร้านข้าขายทุกสิ่งก็จริง แต่คนไม่มีให้ขาย"


    บุรุษกลางคนมองสายตาของเฉินซือหยางตอบกลับ

    “ไม่มีเลยหรือ"


    “หมากที่ท่านต้องการย่อมหมายถึงหมากที่ให้ผลลัพธ์ซึ่งหวังผลได้ แต่ร้านของข้าก็อย่างที่ท่านเห็น นอกจากเหล่าคนงานร้านที่พอมีพลังจิตวิญญาณอยู่บ้าง ตัวข้าที่เป็นผู้ดูแลร้านกลับไม่มีพลังจิตวิญญาณเลย ข้าถึงได้บอกว่าท่านมาผิดร้าน”


    บุรุษกลางคนยังคงมีรอยยิ้มบาง มันนึกถึงเรื่องวันนั้น วันที่พานพบกับบุรุษหนุ่มวันแรก วันที่มันมาหาซื้อดาบที่ร้านของตน ตลอดจนได้ติดตามดูบุรุษหนุ่มผู้นี้มาพักใหญ่ บุรุษหนุ่มไร้พลังจิตวิญญาณก็จริง แต่พลังทางกายภาพที่น่าตกใจ กอปรกับเพลงดาบห้าเล่มที่ชายหนุ่มเฝ้าฝึกฝนอยู่ทุกค่ำคืนนั้น ทำให้บุรุษหนุ่มผู้นี้อาจเป็นหมากสุดท้ายที่อยู่นอกสายตาและเหนือความคาดหมายของฝ่ายตรงข้ามได้

    “หากข้าต้องการผู้มีพลังจิตวิญญาณ ข้าคงไม่มาที่ร้านนี้ และเพราะผู้ใดก็ล้วนคิดเช่นเจ้า กระดานหมากที่ข้าเดินจึงถูกปิดกั้น เจ้าซึ่งอยู่ที่เมืองจรดเมฆามาพักใหญ่แล้ว เจ้าไม่เห็นว่ามันมีสิ่งใดที่แปลกไปบ้างหรือ"


    พอบุรุษกลางคนผู้นี้เอ่ยออกมา ทำให้ชายหนุ่มได้คิดตรึกตรอง เมืองจรดเมฆาแห่งนี้เป็นเมืองใหญ่ กิจการที่เกี่ยวข้องกับสำนักคุ้มภัยล้วนถูกปิดสนิททุกแห่งไม่เปิดรับงาน ภายในเมืองส่วนใหญ่ก็เป็นเหล่าพ่อค้าแลคนธรรมดามิได้มีจอมยุทธ์ต่างถิ่นพลุกพล่านให้เห็น นอกเสียจากตัวตนสำคัญที่มาร่วมงานประมูลที่หอการค้ากลางเมฆาแล้วก็จากไป เมืองแห่งนี้ดูจะไม่มีจอมยุทธ์มาท่องปฐพีจริงๆ อีกทั้งทหารรวมถึงสำนักมือปราบของทางการก็ดูพร้อมใจกันปิดสถานที่ชั่วคราวอย่างไม่ทราบสาเหตุ พอได้นึกถึงเรื่องเหล่านี้ เฉินซือหยางก็พลอยนึกถึงคำพูดของเถ้าแก่หวังว่าให้ตนรีบเดินทางออกไปก่อนที่เมืองจะปิด นี่ไม่รู้เป็นเหตุการณ์ที่มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ถ้าหากเหตุการณ์มีความเกี่ยวข้องกันจริง หมากกระดานนี้ของบุรุษวัยกลางคนกับฝ่ายตรงข้ามเห็นทีจะไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่คนอย่างตนจะสามารถยุ่งได้แล้ว


    “ยิ่งท่านเอ่ยเช่นนี้ ยิ่งท่านบอกต่อข้าว่าฝ่ายตรงข้ามซึ่งเล่นหมากกับท่านสามารถปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ ท่านยิ่งน่าจะรู้คำตอบว่าร้านแห่งนี้ไม่มีคนที่จะเป็นหมากสุดท้ายแก่ท่านได้ ขออภัยที่มิอาจให้ในสิ่งที่ท่านต้องการ… ขอตัวแล้ว"


    เฉินซือหยางประสานมือขึ้น ขณะจะคืนกลับสู่ร้าน บุรุษกลางคนก็กล่าวขึ้นมา

    “ได้ยินว่าเจ้าหามรกตแปดเหลี่ยมที่คล้ายมีมังกรฟ้าเวียนว่ายกลางธารธาราสีเขียวอย่างนั้นหรือ”


    ฝีเท้าของเฉินซือหยางชะงักลง บุรุษกลางคนก็กล่าวต่อ

    “เจ้าช่วยเป็นหมากลับให้ข้า ข้าจะให้เบาะแสแก่เจ้า…”


    เฉินซือหยางนึกคิดทบทวน คำกล่าวของบุรุษผู้นี้จะเชื่อถือได้หรือไม่ เรื่องของผู้อื่นสมควรเข้าไปยุ่งดีไหม มันยังมิได้มีพลังฝีมือที่เลิศล้ำปานนั้น บุรุษกลางคนที่ดูไม่ธรรมดาผู้นี้ยังคิดไม่ตก แล้วตนจะสามารถพลิกสถานการณ์แก่มันได้อย่างไร ขณะที่คิดวุ่นวาย เสียงของจินเยว่ก็ดังขึ้นในหัว ชายหนุ่มจึงผ่อนลมหายใจ ก่อนเดินเข้าสู่ภายในร้านปิดประตูไม่รับแขก


    บุรุษกลางคนมองตามหลังของมัน พลางกล่าวประโยคสุดท้าย

    “หากเจ้าสนใจ คืนเดือนมืดพรุ่งนี้ ข้าจะรออยู่ที่ร้านของข้า"