บทที่ 31 หนึ่งพันต่อหนึ่งแผ่น
ส่วนเรื่องที่ฉินเจินต้องการให้เสิ่นจืออินช่วยนั้น แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องแผลพุพองประหลาดบนตัวชาวบ้านพวกนั้น
หลังจากชาวบ้านจากหมู่บ้านเสี่ยวหยางถูกจับกุม พวกเขาก็เริ่มร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด และกลิ้งเกลือกไปมาบนพื้น
ตอนแรกทุกคนคิดว่าพวกเขาแกล้งทำเพื่อหนีการพิจารณาคดี แต่ต่อมาก็พบว่าชาวบ้านที่ถูกจับจากหมู่บ้านเสี่ยวหยางเกือบทุกคน ล้วนมีแผลพุพองที่น่ากลัวขึ้นตามร่างกาย
แผลพุพองพวกนั้นมีขนาดใหญ่เท่ากำปั้น แถมบนแผลยังมีรูปร่างเลือนรางคล้ายกับใบหน้า ทำให้รู้สึกขยะแขยงและน่าสะพรึงกลัว
ตอนนั้นเอง ฉินเจินก็นึกถึงเรื่องแผลผีที่เสิ่นจืออินเคยพูดถึง
เขาเล่าเรื่องนี้ให้เซี่ยจ้งและผู้กำกับวังฟัง
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เซี่ยจ้งคงไม่เชื่อแน่ แต่หลังจากที่ได้เห็นหนูช่วยตามหายาเสพติดมาแล้ว เขาก็ไม่ยึดติดกับความคิดเดิม ๆ อีกต่อไป ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
ส่วนผู้กำกับวังนั้น เขาเปิดรับเรื่องแบบนี้ได้ง่ายกว่า
เพราะตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น ทำให้เขาได้พบเจอเรื่องราวต่าง ๆ มากกว่าคนอื่น
“บอกพวกคุณตามตรงนะ ในโลกของพวกเราน่ะ สิ่งลี้ลับพวกนี้คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ต้องเคารพยำเกรงเอาไว้ ไม่มีอะไรที่แน่นอนหรอก”
“สิ่งที่บรรพบุรุษสืบทอดกันมา พวกเราไม่อาจเข้าใจได้ แต่ก็ยังมีคนที่ศึกษาเรื่องพวกนี้โดยเฉพาะอยู่ การสืบทอดนี้ไม่เคยขาดช่วงเลย”
ผู้กำกับวังพูดแค่พอเป็นนัย ทำให้เซี่ยจ้งครุ่นคิด
“แต่เด็กผู้หญิงที่พวกคุณพูดถึงนั่น ผมสนใจมากเลย เก่งจริง ๆ เหรอ?”
เขาเคยเจอคดีที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้มาก่อน ภายหลังคดีเหล่านั้นถูกรับไปโดยหน่วยมังกร*[1]ของประเทศทั้งหมด
ตอนนั้นเองที่เขาได้รู้ว่า แท้จริงแล้วประเทศยังมีองค์กรลับแบบนี้อยู่ด้วย
ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้พวกเขาจะได้เจอกับเรื่องเหลือเชื่ออีกครั้ง และยังได้รับประโยชน์จากเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจนแก้ปัญหาได้
อีกทั้งจุดเริ่มต้นของคดีนี้ก็เป็นเรื่องลี้ลับมาก
ถ้าไม่รู้ว่าฉินเจินเป็นคนแบบไหน พวกเขาคงไม่กล้าเชื่อว่าเขาได้เห็นผีจริง ๆ
และไม่ใช่แค่เขาที่เห็น แต่หลูติ้งอันจากแผนกนิติเวชก็เห็นด้วย
ผู้กำกับวังจึงอยากพบกับเด็กที่พวกเขากล่าวถึง
จากนั้นฉินเจินก็พาเสิ่นจืออินมาที่นี่
เมื่อเห็นเสิ่นจืออินที่ยังคาบขวดนมอยู่ ผู้กำกับวังก็เงียบไปครู่หนึ่ง
เอ่อ...เด็กขนาดนี้เลยเหรอ?
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเซี่ยจ้งถึงสงสัย เขาก็สงสัยเหมือนกัน
“โรคแผลผีนี่รักษาได้ไหม?”
โรคแบบนี้ ใช้การแพทย์รักษาไม่ได้หรอก
เสิ่นจืออินสงสัย “ทำไมต้องรักษาพวกเขาด้วยล่ะ?”
“แผลผีคือผลกรรมที่พวกเขาก่อขึ้น เป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับ”
“แต่ว่า...พวกเขาดูทรมานมาก...”
เสิ่นจืออินส่ายหัว เสียงเล็ก ๆ ของเด็กเอ่ยคำพูดที่ทำให้ทุกคนถึงกับตะลึง “ไม่ได้หรอก นอกเสียจากพวกเขาจะได้รับการให้อภัยจากวิญญาณเด็กทารกกว่าสองร้อยคนที่ถูกพวกเขากดน้ำตาย”
สองร้อยกว่าคน!
ตัวเลขนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกใจ แม้แต่สายตรวจที่ผ่านเรื่องราวความเลวร้ายของมนุษย์มานับไม่ถ้วน
พวกเขามองไปยังกลุ่มคนที่กำลังร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดด้วยสายตาขยะแขยง
เสิ่นจืออินเองก็รู้สึกขยะแขยงคนพวกนั้นจากหมู่บ้านเสี่ยวหยางไม่ต่างกัน “นี่แค่เด็กที่ถูกพวกเขาทิ้งลงแม่น้ำนะ”
หมู่บ้านเสี่ยวหยางตั้งรกรากอยู่มานานหลายชั่วอายุคน จำนวนทารกหญิงที่ถูกทิ้งลงแม่น้ำมีมากกว่าสองร้อยคน
หมู่บ้านก็ค่อย ๆ เหลือแต่ผู้ชาย แต่การจะสืบเชื้อสายต่อไป พวกเขาจำเป็นต้องมีลูก
ในเมื่อไม่มีผู้หญิง พวกเขาเลยเบนเป้าหมายไปที่ผู้หญิงข้างนอก
ผู้กำกับวังโบกมือ “ช่างเถอะ เรื่องแบบนี้รักษาไม่หาย แยกขังพวกมันไว้คนละห้องก็พอ ปวดก็ปล่อยให้ปวดไป อย่างน้อยก็ไม่ตายหรอก”
ก่อบาปกรรมไว้มากมาย ได้รับความทุกข์ทรมานบ้างก็สมควรแล้วไม่ใช่เหรอ?
เรื่องแผลผีจึงจบลงเพียงเท่านั้น
เสิ่นจืออินดึงชายเสื้อของฉินเจินแล้วพูดเบา ๆ
“พวกคุณหาเวลาพาฉันไปที่หมู่บ้านเสี่ยวหยางที วิญญาณแค้นที่นั่นจะได้ไม่กลายเป็นปีศาจ”
แม้ว่าฉินเจินจะไม่รู้ว่าปีศาจคืออะไร แต่เขาก็รู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีอย่างแน่นอน
“งั้นฉันจะไปขอลากับหัวหน้า วันเสาร์นี้จะพาเธอไป”
จริง ๆ แล้วเสิ่นจืออินไม่ได้สนใจอะไร เธอไปคนเดียวก็ได้ แต่ที่ให้ฉินเจินพาไปก็แค่ต้องการติดรถไปด้วยเท่านั้น
“หนูน้อย หนูน้อย รอก่อน”
ตอนที่กำลังจะออกจากสำนักลาดตระเวน ผู้กำกับวังก็เรียกเธอไว้
“ยันต์คุ้มภัยของหนูยังมีอีกไหม?”
ภารกิจครั้งนี้มีคนบาดเจ็บเพียงคนเดียว ถือว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากสำหรับการยิงปะทะกันแบบนั้น
เมื่อสอบถามดู ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตอนที่กระสุนใกล้จะถูกตัว พวกเขารู้สึกได้ว่ามีพลังงานลึกลับบางอย่างสะท้อนกระสุนออกไป
เมื่อทุกคนหยิบยันต์คุ้มภัยออกมาเทียบกัน พวกเขาก็พบว่ายันต์คุ้มภัยที่เสิ่นจืออินเคยให้ไว้ดูหมองลง บางอันถึงขั้นกลายเป็นสีเทาไปเลย
นี่หมายความว่าอะไร? หมายความว่าระดับความรุนแรงที่ต่างกันส่งผลต่อพลังงานของยันต์คุ้มภัย ยันต์นี่สามารถช่วยชีวิตพวกเขาไว้ได้จริง ๆ!
ส่วนคนที่บาดเจ็บนั้นหาทั่วตัวยังไงก็ไม่พบยันต์คุ้มภัย ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเขาต้องทำหายระหว่างทางแน่ ๆ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงนอนเจ็บใจอยู่ที่โรงพยาบาล
เพราะทุกคนได้ประสบกับประสิทธิภาพของยันต์คุ้มภัยของเสิ่นจืออินด้วยตัวเอง ทำให้สายตรวจหลายนายที่เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้พากันไปหาผู้กำกับวัง
จะมัวรออะไรอยู่ ต้องรีบไปถามสิว่าพอจะซื้อเพิ่มได้ไหม ของแบบนี้มันช่วยชีวิตได้เชียวนะ!
“ยันต์คุ้มภัยเหรอ? ตอนนี้หนูไม่มีแล้วค่ะ” เสิ่นจืออินกางมือทั้งสองข้างพร้อมกับทำตาใสซื่อ
ผู้กำกับวังได้ยินดังนั้นก็รีบถามด้วยความร้อนใจ “งั้น...เธอยังขายอยู่ไหม?”
เด็กหญิงพยักหน้าอย่างร่าเริง “ขายค่ะ ขายค่ะ”
ผู้กำกับวังยิ้มดีใจ ก่อนจะถามพลางลูบมือ “งั้นราคาเท่าไหร่ดีล่ะ...”
เขาก็ไม่อยากเอาเปรียบเด็กแต่ถ้าแพงเกินไป ทางกรมก็จ่ายไม่ไหวเหมือนกัน
เสิ่นจืออินยื่นนิ้วป้อม ๆ ออกมาหนึ่งนิ้ว
“แผ่นละแสนหยวนเลยเหรอ?”
เสิ่นจืออินแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ยันต์คุ้มภัยของเธอขายแผ่นละแสนหยวนก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ เธอวาดยันต์ได้ขลังมาก แม้แต่ท่านผู้เฒ่ายังต้องการเลย
แต่นี่ขายให้สายตรวจ
“หนึ่งพันหยวน แผ่นละหนึ่งพันหยวนค่ะ”
สายตรวจที่แคว้นหลานโจวล้วนมีจิตใจชอบธรรม เธอเต็มใจให้ความสะดวกกับคนเหล่านี้
“แต่หนูให้พวกคุณได้แค่สิบแผ่นทุก ๆ สามวัน”
วันหนึ่งเธอวาดได้เป็นสิบใบ แต่พลังวิญญาณของเธอต้องใช้ทำอย่างอื่นด้วย เช่น หลอมยา ปลูกสมุนไพร
อีกอย่าง ถ้าเธอต้องวาดยันต์มากขนาดนั้นทุกวัน เธอคงหงุดหงิดแน่ เลยกำหนดไว้แค่สามวันต่อสิบแผ่น
“ดะ ดี ดี ขอบคุณหนูเสิ่นจืออินมากนะ แต่ว่าพันหนึ่งมันไม่ถูกไปหน่อยเหรอ?”
ของดีขนาดนี้ ขายแค่ใบละพันเดียว เขารู้สึกผิดยังไงก็ไม่รู้
เด็กน้อยคนนี้ช่างเป็นเด็กดีจริง ๆ
เสิ่นจืออินเอ่ยเสียงใส “พวกคุณคือสายตรวจ ทำความดี หนูยินดีขายราคาถูกค่ะ”
ของ ๆ เธอ เธออยากขายยังไงก็ขาย
ผู้กำกับวังยิ่งประทับใจ เด็กคนนี้ยังเล็กอยู่แท้ ๆ แต่มีความคิดความอ่านสูงส่ง ราวกับได้รับการปลูกฝังมาอย่างดี
ในตอนนี้ สายตาที่ผู้กำกับวังมองเสิ่นจืออินนั้น เหมือนกับมองลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเอง
เขายังชวนเธอคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป จนเกือบจะพาเธอกลับไปกินข้าวที่บ้านแล้ว
ฉินเจิน “...”
“หัวหน้าครับ ตระกูลเสิ่นเร่งผมมาแล้วครับ”
“รู้แล้ว ๆ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้”
ในที่สุดผู้กำกับวังก็ยอมปล่อยเสิ่นจืออินไปอย่างอาวรณ์
ฉินเจินรีบอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถ ไม่งั้นเขากลัวว่าผู้กำกับวังจะกักตัวเธอไว้จริง ๆ
หลังจากไปส่งเธอที่ตระกูลเสิ่นแล้ว ฉินเจินก็อุ้มเธอไปส่งให้กับพ่อบ้านด้วยตัวเอง
พ่อบ้านของตระกูลเสิ่นยิ้มแห้ง ๆ “คุณชายฉิน นายหญิงของเรายังเด็ก ที่นั่นไม่เหมาะจะพาเธอไปเล่นหรอกนะครับ”
ฉินเจินเอามือลูบจมูก “เอ่อ...ผมพาคนมาส่งแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ”
พอพูดจบเขาก็รีบโบกมือลาเสิ่นจืออินแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
[1] หน่วยมังกร (龙组) หมายถึง หน่วยงานหรือองค์กรลับของรัฐบาล ที่มีหน้าที่จัดการกับภัยคุกคามเหนือธรรมชาติ หรือภารกิจลับสุดยอดต่าง ๆ