ผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นเหตุใดแฟนสาวจึงไม่อ่านข้อความในแอปเดย์แชต เท่าที่ทราบคือแผนทั้งหมดล้มเหลวไม่เป็นท่าเพราะรฐรักษ์เพียงคนเดียวผมวางแผนจะชวนเธอไปวิ่งด้วยกันสองคน มั่นใจว่าได้อยู่สองต่อสองแน่ ๆรอนานกว่านี้อาจมีปัญหา อิสราก็คงได้ยินได้ฟังพฤติกรรมที่ผิดวิสัยของผมมาแล้วไม่มีคำอธิบายใดดูเป็นไปได้ นอกจากต้องสารภาพว่าผมไม่ใช่คนยุคนี้หลังจากที่ธรณีพูดเรื่องนโยบายประชาคมโลกของลุงให้ฟัง ผมก็ตาลุกวาวความหวังพุ่งขึ้นเต็มเปี่ยม คิดอย่างเดียวว่าทำยังไงก็ได้ให้ปิติวัฒน์ได้รับเลือกแทนที่จะรออยู่เฉย ๆ ทำไมไม่ลองทำงานทางความคิดไปพูดจูงใจให้คนอื่นมาสนใจชายชราดูเล่า เริ่มจากคนใกล้ตัวก่อนก็ยังดีวันรุ่งขึ้นผมจึงทดลองพูดกับคนรู้จักทุกครั้งที่พอมีโอกาส
“ถ้ารมต.ไกรลพหลุดจากตำแหน่งในอีกไม่กี่วันนี้ ท่านคิดว่าใครควรจะได้เป็นแทน”ผมถามชายที่ชื่อว่า เนปจูน ในห้องพัก เขาเคยเป็นช่างภาพของธรณีก่อนจะย้ายมาประกบผู้สื่อข่าวปฐมภูมิอีกคนที่ชื่อ รวงทอง เขามีรูปร่างเล็กเตี้ยกว่าผมสัก 10 ซม.ผิวคล้ำ แต่งตัวเซอ ๆ หน่อยได้ยินมาว่าเวลาจะถ่ายภาพก็ต้องใช้อุปกรณ์จับกล้องที่ยืดยาวได้ผมแปลกใจว่าทำไมไม่หางานอื่นที่ไม่ต้องลำบากตัวเองมาก
“ไม่รู้สิถึงตอนนั้นค่อยไปดูอีกทีว่าใครสมัครบ้าง ที่แน่ ๆ น่าจะมีดร.คลอว์จากพรรคพลังกายพลังใจคนหนึ่งแล้วเขาประกาศตัวเองมาสักพักแล้วว่าจะสมัครมาเป็นฝ่ายบริหาร” เนปจูนตอบรู้สึกระแคะระคายหูเล็กน้อยตอนได้ยินชื่อแฟนเก่าของอิสรา
“เราว่า ปิติวัฒน์พรรคแมวพลัดถิ่นน่าสนใจนะ ได้ยินว่าจะเอานโยบายประชาคมโลกกลับมาทำ”
“แต่ว่า เขาเกษียณไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ได้ข่าวมาว่า เขาจะกลับมาเล่นการเมืองอีก”
“อ๋อ ได้ข่าวจากธรณีใช่ไหม เห็นท่านสนิทกับเขาลุงคงบอกข่าววงในให้หลานได้รู้ก่อน” เขาเอ่ยถ้าเพื่อนผมได้ยินประโยคนี้คงไม่สบอารมณ์แน่นอนเขาเกลียดเวลาที่มีคนบอกว่าตนเองใช้เส้นสายเพื่อมามีอำนาจทางการเมืองไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่
ผมยอมรับว่าไม่ได้คิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อนทำเช่นนี้ไม่ได้ปรึกษาธรณีก่อน นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเป้าสายตาของเหล่าคนที่เคลือบแคลงผมอยู่โดยเฉพาะรฐรักษ์ ซึ่งสงสัยหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเดือนที่ผ่านมาจนกระทั่งแสดงออกชัดเจนเมื่อถามเรื่องภาษี จู่ ๆ ก็เรียกผมไปหา ใครจะอยากไปแม้ว่าจะเตรียมคำตอบฉุกเฉินมาแล้วว่ารู้ยอดภาษีแต่ยังจ่ายไม่ได้เพราะช่วงนี้ช็อตเงิน ซึ่งดูเป็นข้ออ้างที่สมเหตุผลสุดเธอล่อให้ผมติดกับด้วยคำพูดว่าจะกระชากหน้ากากสตอล์กเกอร์ที่แอบถ้ำมองถ่ายรูปผมอุตส่าห์รีบปั่นงานให้เสร็จพร้อมส่งตอนบ่ายโมง ช่วงหลังไมตรีเปลี่ยนนโยบายจะให้ส่งครึ่งหนึ่งตอนเช้าและอีกครึ่งหนึ่งตอนเลิกงาน เพื่อจะได้แบ่งตรวจให้ทัน จะได้นำเสนอข่าวเร็วขึ้นหญิงร่างท้วมเล่นตัว ไม่ยอมเฉลยสักที เลยเดาได้ว่าเป็นฝีมือเธอสารภาพว่าตกใจเหมือนกัน อยากสาปแช่งตัวเองว่าทำไมมองข้ามเพื่อนใกล้ตัวคนนี้ไปเหตุผลที่บอกว่าต้องการปกป้องอิสราเชื่อได้จริงหรือ หรือแค่อัดอั้นตันใจบางอย่างรู้สึกผิดจนอยากระบายออกมา
ผมเล่าให้ธรณีฟังตั้งแต่เมื่อคืนนี้เพื่อนจึงแนะนำให้บอกอิสราให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เพราะเธอเป็นคนเดียวที่ผมแคร์
ตอนนั้นผมไม่ทันเอะใจว่าทำไมรฐรักษ์จึงรู้สิ่งที่สหายส่งมาล่วงหน้าไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากพวกเขาสองคนร่วมมือกันแต่แรกทว่ายังไม่ตระหนักถึงลับลมคมในว่าเธอจะแอบแฮ็กอีเมล ผมผิดส่วนหนึ่งที่กดยืนยันว่าจะเข้าอีเมล ทั้งที่ระบบแจ้งเตือนแล้วว่าเป็นคอมพิวเตอร์ของคนอื่นคิดว่าสุดท้ายแค่ล็อกเอาต์ก็น่าจะพอ
อาจเพราะมัวแต่จุกอกกับคำพูดสุดท้ายของเธอจนประมาทเลินเล่อ
“หลาย ๆ อย่างที่ท่านพูดทำให้เราสงสัยรู้สึกเหมือนว่าท่านไม่ใช่คนประเทศเรา เคยถามท่านตรง ๆครั้งหนึ่งแล้วว่ามีความลับอะไร แต่ท่านก็ไม่บอก”
เช้าวันนี้ผมตื่นมาเจอข้อความแจ้งเตือนในสมาร์ตโฟนว่ามีคนแอบบุกรุกอีเมลตอนตีสอง ผมรีบกดเข้าไปดูแล้วเลื่อนลงไปหาจดหมายเก่าทันทีช้าไปเสียแล้ว คลิปวิดีโอที่ธรณีส่งมาให้ตั้งแต่ช่วงสมัครงานใหม่ ๆ อันตรธานหายไปความเป็นไปได้มีเพียงหนึ่งเดียวคือตอนไปใช้คอมพิวเตอร์ของรฐรักษ์ ผมโกรธเป็นฟืนไฟลบอีเมลตัวเองทิ้งอย่างไม่ใยดี แล้วกระหน่ำโทรหาผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งพอเธอไม่รับสายยิ่งส่อเค้าความผิดชัดเจน
รฐรักษ์คือม้ามืดแห่งความชั่วร้ายเสียแรงที่ไว้ใจคน ๆ แต่แรกเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทอิสรา ผมเกือบจะสงสารแล้วตอนที่เธอบอกว่ามีปัญหาเรื่องการเขียนนิยายอุตส่าห์เคยช่วยเข้าไปอ่านอีบุ๊กนิยายของเธอได้ครึ่งเล่มที่อ่านไม่จบก็เพราะมันไม่ได้สนุกจนดึงดูดขนาดนั้น แม้จะเห็นหน้าวับ ๆ แวม ๆที่บริษัทในช่วงบ่าย ผมก็ยั้งใจไม่เข้าไปถามเธอโดยตรง ถ้าอีกฝ่ายเกิดปฏิเสธก็ไม่มีหลักฐานไปเอาผิดอยู่ดี ตรงกันข้ามหากหญิงร่างท้วมไม่ใช่คนร้ายตัวจริง ผมถูกแฮ็กเพราะพลาดไปกดลิงก์บางอย่างแค่บังเอิญมาใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของเธอในวันเดียวกันเฉย ๆ จะยิ่งกลายเป็นร้อนตัวเปล่าๆ เหมือนยอมรับกลาย ๆ ว่าตนซุกซ่อนความลับบางอย่างไว้ ทางออกเดียวคือต้องเข้าหาตัวอิสราเพื่อบอกความจริง
ผมเอ่ยปากชวนแฟนสาวคร่าว ๆว่าเย็นนี้จะไปออกกำลังกายด้วยกัน เธอก็ตกปากรับคำไว้ดิบดีผมร่นเวลาให้เร็วขึ้นด้วยการพกชุดมาจากบ้าน กว่าอิสราจะเสร็จงานก็ปาไปเกือบสี่โมงผมรีบไปหาที่ห้องทำงานเพื่อยืนยันกำหนดการเดิมทุกอย่างไปได้สวยจนกระทั่งเพื่อนสารเลวปรากฎตัว คิดแล้วแค้นนักผมเห็นสายตาเจ้าเล่ห์เพทุบายที่เธอจ้องมาในตอนนั้น มั่นใจเลยว่าไม่ได้มีเจตนาอยากให้เพื่อนมีผลงานมาอวดอย่างที่อ้างแต่หญิงร่างท้วมอาศัยช่องจะแฉเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับตัวผมก่อน เลยจนมุมทำอะไรไม่ได้ ต้องยอมปล่อยเลยตามเลย แล้วกลับมาสวดมนต์อ้อนวอนอย่าให้เกิดเรื่องร้ายๆ อย่างที่วิตก
และแล้วคำขอก็ไม่เป็นผลผมโดนสิ่งศักดิ์สิทธิลงโทษสังหรณ์ใจไม่ดีตั้งแต่อิสราไม่ตอบกลับข้อความเป็นสิบอันของผมเลยบอกแค่ว่าไม่ต้องเป็นห่วง มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแน่ ๆผมกดดูกล้องวงจรปิดตัวที่อยู่หน้าบ้าน เห็นเธอขับรถสี่ล้อออกไปสักพักรฐรักษ์กับแม่ก็โผล่มาในกรอบภาพ แสดงว่าหญิงสาวออกเดินทางตามลำพังไม่รู้ว่าไปไหน ผมพยายามแกะรอยเส้นทางเดินรถของเธอ แต่ก็ต้องถอดใจเพราอีกฝ่ายใช้ตรอกซอกซอยเล็ก ๆ เป็นเส้นทางชวนเวียนศีรษะไม่เหลือตัวเลือกอื่นนอกจากรอคอยอย่างใจจดจ่อ สุดท้ายแฟนสาวก็ติดต่อมา
“ลงมาหน่อย ฉันอยู่ข้างล่างคอนโด”เธอส่งข้อความมาบอก ผมจึงรีบลงไปอย่างร้อนรน เมื่อไปถึงชั้นหนึ่งก็พบหญิงสาวในสภาพเปียกปอนไปค่อนตัวหยดน้ำเกาะพราวบนเส้นผมและไหล่ของเธอเดาว่าคงจอดรถไว้ที่ไหนสักแห่งแล้วเดินฝ่าสายฝนมา
“อีฟ เธอเป็นอะไรรึเปล่าทำไมไม่กางร่ม” ผมกวาดสายตามองเธอจากหัวจรดเท้า สีหน้าอิสราดูหมองหม่นอมทุกข์บางอย่าง เธอไม่พูดอะไรมากนอกจากบอกให้ไปคุยบนห้อง
เมื่อขึ้นมาถึงผมก็รีบไปหยิบผ้าขนหนูผืนใหม่ในตู้เสื้อผ้ามายื่นให้เธอจังหวะนั้นก็เหลือบตาไปเห็นรูปภาพใบหนึ่งบนโต๊ะทำงานมันเป็นภาพอันธิยาที่ผมให้เอไอสร้างขึ้นแล้วพิมพ์มาใส่กรอบตั้งไว้ที่โต๊ะทำงานตั้งแต่ตอนได้งานที่ซัมนิวส์ใหม่ ๆโดยใช้ใบหน้าของอิสราเป็นแม่แบบ แล้วพรอมต์[1]เพิ่มรายละเอียดให้เอไอ ปรับอยู่หลายครั้งจนพอใจใกล้เคียงกับสิ่งที่อยู่ในความทรงจำผมเกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์มันเป็นช่วงเวลาที่ติดตาตรึงใจมากที่สุด วันนั้นเป็นวันที่ 14 ต.ค. พ.ศ. 2562ผมทำงานเสร็จก็มาหาภรรยาสุดที่รักที่คาเฟ ‘เดอะวินเทจ’ ซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำงานของเธอบรรยากาศในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟหอมกรุ่น ไม่ว่าด้วยความเหน็ดเหนื่อย เครียดเบื่อโลกหรืออะไรก็ตาม แค่อันธิยาเดินมานั่งตรงข้ามผมใช้ผ้าเช็ดหน้าของเธอบรรจงเช็ดเหงื่อให้ผม เสร็จแล้วก็วางศอกบนโต๊ะ เท้าคาง แล้วส่งยิ้มกว้างให้กำลังใจกลับมาผมก็รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ความสวยงาม ความน่ารักและความอบอุ่นของเธอทำให้ผมกลับมามีพลังใจเต็มเปี่ยมผมจึงเก็บรูปภาพนี้ไว้ดูต่างหน้ายามที่รู้สึกสิ้นหวัง มันช่วยเตือนใจว่ามีคน ๆหนึ่งที่รัก เป็นห่วงเป็นใย และพร้อมอยู่เคียงข้างเราเสมอ
อันที่จริงผมลังเลจะย้ายรูปภาพนี้ไปเก็บซ่อนไว้ในที่มิดชิดมาสักพักหนึ่งแล้วตั้งแต่เธอคบกับผมเป็นแฟนอธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมจึงยังไม่ทำ หรือว่าผมยังไม่มั่นใจในตัวเธอมากพอเอาเป็นว่าตอนนี้ผมต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อนขืนเธอเห็นก็จะมีประเด็นเพิ่มขึ้นอีกแน่ผมใช้ความว่องไวเก็บซ่อนรูปภาพทั้งกรอบไว้ใต้คอมพิวเตอร์ในจังหวะที่อิสรากำลังเช็ดศีรษะและเหลียวมองรอบ ๆ
นึกไม่ถึงว่าเธอจะเปิดโจมตีผมด้วยเรื่องอามาเน่รู้สึกสั่นไปถึงกระดูกสันหลังดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ผมทำไขสือตามสัญชาตญาณ เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีข้อมูลอะไรบ้างแต่สุดท้ายก็จนตรอกด้วยหลักฐาน แม้เธอจะไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าได้เบาะแสมาจากรฐรักษ์แต่ก็ไม่น่ามีสาเหตุอื่นที่อธิบาย เธอคงเห็นคลิปวิดีโอที่เพื่อนสนิทขโมยไปจากอีเมลของผมแล้วไม่มีประโยชน์ที่ปั้นน้ำเป็นตัวอีกต่อไป ผมจึงสารภาพหมดเปลือกเล่าว่าเป็นใครมาจากไหน เธอนั่งฟังอย่างตั้งใจ ไม่ทักท้วงหรือถามแทรกเลยสักคำเธอดูประหลาดใจน้อยกว่าที่คาดไว้ ไม่รู้เพราะกำลังคุกรุ่นอยู่หรือเพราะไม่เชื่อเรื่องเล่าอันพิสดารเป็นนิยายวิทยาศาสตร์นี้กันแน่
“มีอะไรจะเล่าให้ฟังอีกไหม”อิสราจ้องมาด้วยแววตาเฉยเมย ทว่าผมรู้สึกถึงความโกรธของเธอที่กดทับบนไหล่ทั้งสองข้างจนทรุดลงไม่อาจเงยหน้าขึ้นสบตาเธอตรง ๆ ผมรู้ตัวว่าได้ทำร้ายหญิงสาวผู้นี้อย่างสุดซึ้งไม่อาจหาคำขอโทษ หรือข้ออ้างใด ๆ มาชดเชยได้ สมองของผมขาวโพลนคำพูดนับร้อยนับพันที่เคยตระเตรียมไว้หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงก้องในหัวว่า ‘มันจบแล้ว’
ไม่สิต้องมีทางแก้สิ ไหน ๆ ก็เล่ามาถึงขนาดนี้แล้ว เอาให้หมดไส้หมดพุงไปเลยดีกว่า...บางทีถ้าเธอเห็นรูปนั้นเธออาจจะเห็นความจริงใจของเราก็เป็นได้
ด้วยความคิดอันโง่เขลาเบาปัญญาของผมในขณะนั้นผลักดันให้เดินไปหยิบรูปภาพอันธิยาที่ซ่อนไว้ ยื่นให้เธอดูและดันราดน้ำมันบนกองเพลิงด้วยการเผยเรื่องแต่งงานสิ่งนี้กระทบกระเทือนจิตใจเธออย่างจัง อิสราชักสีหน้าทว่าแววตากลับวูบไหว เธอไม่ถามว่าผมมีรูปภาพในอดีตได้อย่างไรเธอสนใจเพียงคำว่า ‘ภรรยา’ผมเห็นมือของเธอกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด พายุหมุนแห่งอารมณ์ก่อตัวอยู่ในดวงตาของเธอเป็นส่วนผสมของทั้งความประหลาดใจ โกรธแค้น และผิดหวังอย่างแสนสาหัส หญิงสาวไม่ปริปากบ่นอะไรในช่วงแรกจนกระทั่งเธอทนไม่ไหวจึงเอ่ยถามตรง ๆ
“ตอนที่นายมาที่นี่ก็ยังอยู่กับผู้หญิงคนนี้ใช่ไหม”อิสราจ้องผมเขม็ง รอยยิ้มที่เคยอบอุ่นถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและว่างเปล่า ผมกับภรรยายังอยู่ด้วยกันดีแม้วันนั้นที่ไปจุดชุมนุมไม่ได้มีเรื่องทะเลาะกัน ไม่แน่ใจว่าเธอแต่งงานใหม่ไปแล้วหรือไม่หลังจากค้นพบว่าผมหายตัวไปข้อมูลที่ค้นคว้ามาก่อนหน้านี้บ่งบอกแค่ว่ามีคนนามสกุลเดียวกับเธอสามคน แต่ดูจากถิ่นที่อยู่ และจากที่เคยไปสัมภาษณ์มาสองคนไม่น่าเป็นลูกหลานของอันธิยาได้
ริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรงของอิสราบ่งบอกถึงความไม่พึงพอใจในคำตอบผมฝืนต่อสู้ด้วยความโมโหกลับ ทำไมต้องเกลียดผมด้วย ผมมีทางเลือกอะไรด้วยเหรอเธอไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน ไม่มีทางเข้าอกเข้าใจผมได้สุดท้ายก็ไม่อาจสร้างความเห็นใจให้หญิงสาวได้ ตอนที่เธอเปลี่ยนสรรพนามเรียกก็เห็นชัดเจนแล้วว่าตัดสินอย่างไรทำไมผมต้องดื้ออึงฝืนตนเองอีก
เธอส่ายหน้าคล้ายหมดหวังแล้วทำท่าว่าจะก้าวออกจากห้อง เนื่องจากมีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาผมเลยต้องไปส่ง จิตใจเธอดูแตกสลาย ผมกลัวว่าจะคิดสั้น จึงอาสานั่งไปเป็นเพื่อนแน่นอนว่าเธอไม่เชื่อคำพูดของผมอีกต่อไป แม้ผมจะยืนกรานว่าเศร้าโศกจากใจจริง
“อีฟ...ฉัน...ฉันขอโทษฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลอกเธอ แต่ฉันแค่กลัว...กลัวว่าจะเสียเธอไปให้โอกาสฉันแก้ตัวเถอะนะ” ผมอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความจริงเจ็บปวดกว่าที่เคยจินตนาการไว้ต้องค่อย ๆ ตะล่อมบอกทีละน้อยตอนที่เธออารมณ์ปกติดี ไม่ใช่รู้มาก่อนแล้วแบบนี้
“เราขอโทษนะ ที่ให้อภัยท่านไม่ได้”
คำพูดของอิสราเหมือนใบมีดที่กรีดเฉือนลงกลางใจขาของผมไร้เรี่ยวแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น อยากเอื้อมมือไปคว้าเธอไว้ทว่าแขนกลับหนักอึ้งราวกับถูกโซ่ตรวนล่ามไว้ด้วยความผิดของตัวเอง ผมทำได้เพียงยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นรู้สึกถึงความหนาวเหน็บของเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาจนเปียกชุ่ม ผู้พักที่อาศัยในคอนโดมองมาอย่างเหยียดๆ ขณะย่างกรายผ่านไป...คนแล้วคนเล่า
--------------------
[1]Prompt คือ คำสั่งหรือข้อมูลเริ่มต้นที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์หรือเอไอ เพื่อให้ดำเนินการหรือสร้างผลลัพธ์บางอย่างตามที่ผู้ใช้ต้องการ เช่นสร้างข้อความ สร้างรูปภาพ เป็นต้น