หลังจากที่อีธานได้สั่งให้ยานบิน E-F1 ยิงถล่มโต้ตอบฝ่ายก่อการร้ายกลับไป ดูเหมือนว่าฝั่งของอีธานก็ได้กลายมาเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ครั้งนี้ในทันที
ฝ่ายผู้ก่อการร้ายที่หนีไม่ทันถูกยิงกระเด็นจนหมดสติไป ส่วนที่หนีทันต่างวิ่งกระเจิงออกจากเมืองไปคนละทิศคนละทาง ไม่คิดแม้จะหันหลังกลับมามองหรือช่วยเหลือฝ่ายตนเองที่ถูกยิงหมดสติอยู่
ไม่ใช่ว่าพวกเขาเห็นแก่ตัวและกลัวตาย เพียงแต่ว่าฝ่ายหนึ่งก็เป็นคนที่ไม่มีเกราะกำบังกาย อีกฝ่ายหนึ่งกลับเป็นยานบินที่แม้แต่ RPG ก็ยังยิงไม่เข้า ถึงอยู่ต่อไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ มีแต่จะเสียกับเสีย ดังนั้นการหนีกลับไปตั้งหลักจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
ฝ่ายก่อการร้ายที่หนีออกมาจากเมืองได้ต่างรู้สึกโกรธแค้นยานบินไม่ทราบฝ่ายลำนี้เป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีพวกเขายังเป็นฝ่ายควบคุมทุกอย่าง สามารถไล่ต้อนทหารอเมริกันจนแทบจนมุมแล้ว อีกนิดเดียวพวกเขาก็สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้
แต่อยู่ดีๆ ยานบินที่ไม่มีที่มานี่กลับโผล่ออกมา ก่อนที่จะกราดยิงฝั่งพวกเขาทั้งหมด สถานการณ์จึงได้พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้
ยังไงก็ตามแม้ครั้งนี้ฝ่ายก่อการร้ายจะโดนถล่มจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนออกจากเมืองมา แต่ความอับอายที่พวกเขาได้รับในครั้งนี้ พวกเขาสัญญาว่าจะเอาคืนอย่างสาสมอย่างแน่นอน
..
ภายในเมือง ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ชาวบ้านและทหารอเมริกันทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างนิ่งไม่ขยับประหนึ่งกลัวว่า การขยับร่างกายของตนเองจะเป็นการล่อเป้าให้ยานประหลาดนี้ หันมาเพ่งเล็งตัวเองเป็นรายถัดไปแทน
“เอายานลงจอด” อีธานสั่งขึ้น เมื่อเห็นว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาแล้ว
เพียงครู่เดียว ยานบินที่ลอยอยู่ก็ค่อยๆ ลดระดับลงมาจอดที่ลานกว้างของเมืองที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อตัวยานจอดนิ่งกับพื้น ประตูของยานก็เปิดออกก่อนที่จะมีกลุ่มคนในชุดสีดำประหลาดคลุมทั้งตัวเดินออกมาจากยานอย่างเป็นระเบียบ
จาคอบที่แอบดูอยู่ไม่ไกลเห็นดังนั้นจึงรีบใช้วิทยุติดต่อกลับฐานทัพในทันที
“อัลฟ่า เรียกฐาน! อัลฟ่า เรียกฐาน! กำลังเสริมมาถึงรึยัง? ” จาคอบถามขึ้น
“กำลังเสริมจะไปถึงภายใน 1 นาที” เสียงวิทยุตอบกลับมา
จอคอบได้ยินดังนั้นก็มั่นใจได้แล้วว่า กองกำลังประหลาดนี้ไม่ใช่คนของฝ่ายตนเองแน่จึงรีบรายงานกลับไป
“เราพบกองกำลังไม่ทราบฝ่าย คุณสามารถตรวจสอบได้หรือไม่?”
“กองกำลังไม่ทราบฝ่าย? ” อีกฝ่ายพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“ใช่!”
จากนั้นจาคอบจึงได้เล่ารายละเอียดคร่าวๆ ให้อีกฝ่ายฟัง
“รอสักครู่ เราจะตรวจสอบให้เดี๋ยวนี้”
เพียงไม่กี่อึดใจ เสียงวิทยุก็ดังขึ้น
“อัลฟ่า เราตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามียานพาหนะใดบินข้ามเขตแดนของประเทศเข้ามา”
“เป็นไปไม่ได้ ก็มันอยู่ตรงหน้าผมเนี่ย!” จาคอบแย้งขึ้น
“อัลฟ่า เราได้รับการยืนยันจากท่าอากาศยานกองทัพของรัฐบาลซีเรียแล้ว พวกเขาก็ตรวจไม่พบเช่นกัน คุณแน่ใจนะว่าคุณไม่ได้ตาฝาด?”
‘ตาฝาดบ้านเอ็งสิ!’ จาคอบด่าขึ้นในใจ ก็บอกอยู่ว่า มันอยู่ตรงหน้า...
“หืม!?” จาคอบงงเป็นไก่ตากแตกในทันทีเมื่อพบว่ายานประหลาดเมื่อครู่ได้หายไปเรียบร้อยแล้ว
“หายไปไหนแล้วล่ะ?” จาคอบกวาดสายตามองหายานที่ว่า แต่หาเท่าไหร่เขาก็หาไม่พบ แม้กระทั่งกองกำลังชุดดำที่เดินออกมาจากยานก็ยังหายไปดื้อๆ เสมือนว่าที่ตรงนั้นไม่เคยมียานนั้นอยู่จริงๆ
“วิลเลี่ยม นายเห็นไหมว่าไอ้ยานประหลาดนั้นมันหายไปไหน? ” วิลเลี่ยมหันไปถามเพื่อนทหารข้างๆ ซึ่งเขาคิดว่าวิลเลี่ยมน่าจะจับตาดูอยู่ตลอดเวลา
“มันหายไปแล้ว” วิลเลี่ยมเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเหม่อลอย
“ใช่ ฉันรู้แล้วว่ามันหายไป แต่มันหายไปไหน นายเห็นรึเปล่า? ” ดูเหมือนว่าจาคอบจะลืมไปแล้วว่าเขายังถือสายวิทยุไว้อยู่
“เห็นสิ มันหายไปแล้วจาคอบ”
“เออ ฉันรู้ว่ามันหายไปแล้ว! แล้วมันหายไปไหนล่ะ? ”
“ฉันก็ไม่รู้... อยู่ดีๆ มันก็หายไปจากตรงนั้นเลย เหมือน...เหมือนมันล่องหนได้” วิลเลี่ยมยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยเหมือนยังไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นเมื่อครู่
“จริงนะหัวหน้า อยู่ดีๆ มันก็หายไปเลย ไอ้กองกำลังประหลาดเมื่อกี๊นั้นก็ด้วย หรือว่า...เราถูกผีหลอกแล้ว”
“....” จาคอบ
ถ้าเป็นเวลาปกติจาคอบคงต้องหยอกล้อลูกน้องของตัวเองเล่นแล้วที่ยังเชื่อเรื่องผีสางอยู่ แต่ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันไม่ปกติจริงๆ แล้วเขาก็เชื่อด้วยว่า สิ่งที่ลูกน้องเขาบอกมันคือความจริง
‘หรือไอ้ยานประหลาดลำนี้มันจะล่องหนได้? ’
“...” คนที่ฟังอยู่ปลายสายวิทยุถึงกับหมดคำพูด เพียงแต่ความคิดของเขากลับแตกต่างจากคนของจาคอบมากนักเพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
‘หรือว่าทีมอัลฟ่าจะถูกโจมตีจนสมองได้รับการกระทบกระเทือนกันหมด? ’
ขณะนั้นเครื่องบินขับไล่ของกองทัพ ที่เป็นกำลังเสริมก็มาถึง
“A-3 เรียก อัลฟ่า! A-3 เรียก อัลฟ่า! ยืนยันคำสั่งด้วย” เสียงคนขับเครื่องบินขับไล่ดังแทรกขึ้น
จาคอบถึงกับนิ่งไป เขาไม่แน่ใจว่าเมื่อกี๊มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เพราะชุลมุนไปหมด ตอนแรกเขาก็ถูกฝ่ายก่อการร้ายล้อมโจมตีจนจนตรอก แต่อยู่ดีๆ ก็มียานประหลาดมาช่วยเอาไว้ แล้วตอนนี้ไอ้ยานนั่นมันก็ดันหายไปแล้วด้วย ถึงแม้จาคอบจะผ่านสงครามมาเยอะแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาก็ทำเขาเสียหลักได้เหมือนกัน
“A-3 เรียก อัลฟ่า! A-3 เรียก อัลฟ่า! ยืนยันคำสั่งด้วย”
“อัลฟ่าเรียก A-3 ยกเลิกคำสั่ง”
ในที่สุดจาคอบก็ตัดสินใจยกเลิกคำสั่งไป เพราะถึงยังไงทีมก่อการร้ายก็ถูกโจมตีจนถอยหนีไปแล้ว กำลังเสริมจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป
“อัลฟ่ายกเลิกคำสั่ง A-3 ขออนุญาตกลับฐาน” A-3 รายงานกลับไปที่กองทัพ
“A-3 อย่าพึ่งกลับ เราได้รับรายงานว่ามียานแปลกปลอมปรากฏขึ้นที่เมืองฮามา เราต้องการให้คุณช่วยบินไปตรวจสอบ” เสียงวิทยุจากกองทัพตอบกลับมา
“รับทราบ!” A-3 รับคำสั่งก่อนที่จะเริ่มบินวนสำรวจในทันที..“เขากำลังทำอะไร ทำไมยังไม่กลับฐานทัพไป?” วิลเลียมเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อยังเห็นว่าเครื่องบินขับไล่ยังคงบินวนเวียนไปมาอยู่ละแวกนี้
“พวกเขาคงยังไม่เชื่อเรื่องที่เรารายงานไป เลยให้ A-3 ลองตรวจสอบดู” จาคอบวิเคราะห์ออกมา
หลังจากบินวนอยู่รอบๆ อยู่หลายๆ นาที A-3 ก็ยังตรวจไม่พบอะไร แม้จะใช้เรดาห์ช่วยแล้วก็ตาม สุดท้ายจึงได้รายงานกองทัพและขออนุญาตกลับฐานไป
“หน่วยอัลฟ่าตาฝาดไปงั้นเหรอ? แต่ทำไมพวกเขาถึงเห็นเหมือนกันหมดล่ะ หรือมันเป็นอุปทานหมู่?” ผู้ที่รับแจ้งพูดขึ้นด้วยความสงสัย แม้เรื่องที่อัลฟ่ารายงานฟังดูจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือแต่ยังไงนั่นก็เป็นทีมมือดีของกองทัพ พวกเขาจึงต้องให้น้ำหนักคำรายงานนี้
“A-3 กลับฐานทัพได้เลย”
เมื่อได้รับการอนุญาต A-3 ก็บินกลับฐานทัพในทันที
“ดูท่าพวกเขาคงตรวจไม่พบอะไร” จาคอบถอนหายใจออกมา
“จะเป็นไปได้ยังไง พวกเราก็เห็นกันหมดนี่ว่ามันมีจริงๆ” วิลเลี่ยมเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทางกองทัพต้องไม่เชื่อพวกเขาแน่
“ช่างมันเถอะ ตอนนี้เราต้องรักษาผู้ป่วยก่อน”
“เดี๋ยวก่อน”
“มีอะไรจาคอบ?” วิลเลียมถามขึ้นด้วยความสงสัย อยู่ดีๆ จาคอบก็ยกมือห้ามพวกเขาเอาไว้
คิ้วของจาคอบขมวดเข้าหากันพร้อมใช้สายตามองไปที่มุมหนึ่งของห้องเป็นพิเศษ เมื่อวิลเลี่ยมและคนอื่นมองตามก็ไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่า
“ก็ไม่มีอะไรนี่” วิลเลี่ยมพูดขึ้น
แต่คำพูดของวิลเลี่ยมไม่ได้ช่วยให้จาคอบคลายความวิตกกังวลลงเลย ใบหน้าของเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
แม้จาคอบจะมองไม่เห็น แต่เขากลับสัมผัสได้ สัญชาตญาณของเขามันกำลังกระตุ้นเตือน บอกเขาว่ามีบางอย่างอยู่ตรงนั้น แม้ตอนนี้จะมองไม่เห็นก็ตาม
วิลเลี่ยมทนไม่ไหวจึงหยิบกล้องอินฟาเรดขึ้นมาส่องดู
“มันไม่มีอะไรจริงๆ นะจาคอบ....”
วิลเลี่ยมพูดยังไม่ทันขาดคำ ตรงหน้าพวกเขาก็มีคนในชุดประหลาดสีดำ 3 คนโผล่ออกมาจากความว่างเปล่า พร้อมอาวุธในมือที่เล็งมาที่พวกเขา
“เอื๊อก!...”
วิลเลี่ยมเห็นแบบนี้ถึงกับกลืนน้ำลายอันเหนียวหนืดของตัวเองลงคอทันที