หลงเฟยชายหนุ่มทะลุมิติ

    บทที่ 42

    ณ ท้องพระโรง พระราชวังแอนวีน“ปัง!!!” เสียงตบพนักเก้าอี้ดังสนั่นไปทั่วทั้งห้องโถงอันใหญ่โต“โปรดพระทัยเย็นก่อนเพคะ ฝ่าบาท” หญิงชราสูงศักดิ์ผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าราชบัลลังก์กล่าวขึ้น“ศัตรูบุกมาประชิดเมืองได้โดยที่พวกเราไม่รู้ตัว แล้วทหารที่ส่งออกไปสืบข่าวก็ล้วนสาบสูญไปหมดสิ้น เซอร์อัลเบียนก็บาดเจ็บสาหัสอยู่ที่ชายแดนไม่อาจกลับมาช่วยเราได้ ท่านจะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร ท่านหญิงธอร์นตั้น ” พระราชาเทรสเด็นทรงกริ้วยิ่งนัก เพราะพระองค์ไม่มั่นพระทัยในการศึกครั้งนี้ (เซอร์ คำนำหน้าชื่ออัศวิน)“ฝ่าบาทเหล่าขุนนางทั้งหลายต่างเร่งเดินทางมายังเมืองหลวง วันพรุ่งนี้คงจะมาถึงอีกหลายกองทัพ ตอนนี้ในเมืองของเรายังมีเหล่าอัศวิน และทหารอีกมากมายคอยรับมือ โปรดเชื่อมั่นในพวกเขาด้วยเถิด” ท่านหญิงธอร์นตั้นกราบทูลให้พระราชาคลายกังวล“กราบทูลฝ่าบาท บารอนม็อต ขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ” องครักษ์เปิดประตู เข้ามารายงานต่อองค์ราชาในท้องพระโรง“ให้เข้ามาได้” องค์ราชารับสั่ง สักครู่หนึ่งขุนนางวัยกลางคนก็เข้ามายังท้องพระโรง“ถวายบังคมฝ่าบาท เหตุใดจึงปิดประตูท้องพระโรงเล่า มีเรื่องสำคัญอันใดเกิดขึ้น” บารอนม็อตกล่าวถาม แต่ยังไม่ทันจะได้คำตอบ ท่านหญิงธอร์นตั้นก็กล่าวออกมาก่อน“ฝ่าบาททรงกริ้วเรื่องกองทัพมอนสเตอร์นั่นแหละ ข้าให้ทหารปิดประตูเพื่อความเป็นส่วนพระองค์” หลังจากหญิงชรากล่าวจบ พระราชาจึงตรัสออกมา“ซีดาร์ เจ้ามีอะไรก็ว่ามา”พระราชาตรัสถามกับบารอนซีดาร์ ม็อตอย่างสนิทสนม“ข้ามารายงานความคืบหน้าพะยะค่ะ กองกำลังป้องกันเมืองของเราเข้าประจำที่ป้อมปราการทั้งสี่เต็มอัตราเรียบร้อย ภายในเมืองประชาชนให้ความร่วมมือเก็บข้าวของกลับเข้าบ้านเรือนเป็นอย่างดี ส่วนฝ่ายข้าศึกยังคุมเชิงอยู่บนยอดเขาร็อคโก้ ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แต่ตอนนี้ที่เราเห็นได้ชัดเจนคือพวกมันเป็นจอมเวทย์ทั้งหมด และมีอยู่เพียง 10 คนเท่านั้นพะย่ะค่ะ” บารอนม็อตรายงาน“เพียง 10 คนงั้นเหรอ พวกจอมเวทย์สายควบคุมสัตว์อสูร ถ้าเป็นระดับสูงก็น่ากลัวเลยทีเดียว หากมันควบคุมจ่าฝูงได้ก็เท่ากับควบคุมมอนสเตอร์ได้ทั้งฝูง จากรายงานของเซอร์อัลเบียนก็ทำให้รู้ว่าพวกมันร้ายกาจกว่าที่เราคิดไว้มากเลยนะ”“ใช่แล้วพะยะค่ะ แต่ถ้ารวมทหารที่อยู่ในเมืองแอนวีนทั้งหมดก็มีจำนวนมากพอจะต่อกรกับพวกมันได้แน่พะยะค่ะ”“หึ มากพองั้นเหรอ ช่างเถอะ แล้วกองทัพหลักของเราเป็นอย่างไรบ้าง” พระราชาทรงตัดพ้อ แล้วตรัสถามต่อ“เอ่อ...ทัพหลักทั้งสี่ของเราพร้อมแล้วพะยะค่ะ เพียงแต่กองพันเหยี่ยว เซอร์ฮอว์คได้ส่งบุตรชายมานำทัพแทน เพราะตัวเขาป่วยหนักไม่สามารถมาเองได้ นี่คือหนังสือรายงานพะยะค่ะ” บารอนม็อตถวายหนังสือรายงานแด่พระราชา“บารอนม็อต เซอร์ฮอว์คป่วยเป็นอะไรรึ” ท่านหญิงธอร์นตั้นกล่าวถามขุนนางวัยกลางคน“เรื่องนั้นข้าก็ไม่ทราบชัดขอรับ เพราะบุตรชายของเซอร์ฮอว์คก็ตอบแบบอ้ำอึ้ง ดูเขาจะลำบากใจเรื่องนี้พอสมควร” บารอนม็อตตอบกลับ“ในหนังสือรายงานนี่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร ช่างมันเถอะ บุตรชายของเซอร์ฮอว์คก็เป็นอัศวินหนุ่มที่มีชื่อเสียง ถือว่าไว้วางใจได้ ตอนนี้พวกท่านไปพักก่อนเถอะ ข้าก็จะกลับตำหนักไปพักแล้ว ตอนค่ำค่อยว่ากันอีกที” พระราชารับสั่งแล้วก็เสด็จจากไป“พะยะค่ะ/เพคะ” สองขุนนางตอบรับพร้อมกัน ทางด้านของหลงเฟยนั้นเขานำหัวหอม กระเทียม เกลือ และพริกป่นออกมาเป็นส่วนผสม เพื่อนทหารของเขาตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับวัตถุดิบที่รสชาติจัดจ้านเหล่านี้“โอย น้ำตาข้าไหลไม่หยุดเลย หลงเฟยเช็ดน้ำตาให้ข้าหน่อยสิ” ทหารหญิงคนหนึ่งขอร้องชายหนุ่ม“ฮะๆ เวลาเราหั่นหัวหอมก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เดี๋ยวก็ชินนะ” หลงเฟยหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้กับหญิงสาว แต่การกระทำนี้ก็อยู่ในสายตาของเพื่อนทหารทุกคน ซึ่งต่างคนต่างก็คิดไปหลากหลาย‘หลงเฟยโชคดีชะมัด ได้ใกล้ชิดกับสาวสวยซะด้วย’ โทมัสกำลังคิดในใจ‘เจ้าหลงเฟยนี่ร้ายจริง วางแผนให้สาวมาหั่นหัวหอมแล้วฉวยโอกาสมาเช็ดน้ำตาให้’ ชายตัวประกอบที่ 1 คิด‘เชอะ พอท่านหลงเฟยบอกว่าตอนหั่นหัวหอมจะทำให้น้ำตาไหลเท่านั้นแหละ รีบเสนอหน้าเข้าไปขอทำทันที ยัยนั่นมันร้ายยิ่งนัก’ หญิงตัวประกอบที่ 2 คิดอย่างลึกซึ้ง‘ท่านหลงเฟยช่างเป็นสุภาพบุรุษยิ่งนัก ข้าขอให้เขาเช็ดน้ำตาแค่นิดเดียว เขาไม่อิดออดใดๆเลย ถ้าข้าได้เขามา... ว้าย! เราจะคิดอย่างนี้ไม่ได้นะ เรากำลังอยู่ในสงคราม’ หญิงสาวที่ปอกหัวหอมอยู่คิดไปไกล‘โถ่ นี่สายตาของแต่ละคนที่มองมามันบอกว่าคิดอะไรอยู่กันหมดเลยนะ แค่สาวมาอ่อยนิดๆหน่อยๆ ทำเป็นตื่นเต้นไปได้เราก็แค่ตามน้ำไปก็แค่นั้นเอง ก็คนมันหน้าตาดีช่วยไม่ได้ ฮ่าๆๆ’ สำหรับหลงเฟยที่มาจากอีกโลกหนึ่ง มันเป็นเรื่องธรรมดามากที่มาเจออะไรแบบนี้ หลังจากหั่นซอยเครื่องเทศที่หลงเฟยเตรียมมากจากอีกโลกหนึ่งเรียบร้อย เขาก็ตรวจดูเนื้อที่ตุ๋นมาชั่วโมงกว่าๆแล้ว ปรากฏว่ามันเปื่อยยุ่ยได้ง่ายมากกว่าที่คิด ชายหนุ่มจึงให้เพื่อนๆใส่หัวหอมซอย และกระเทียมสับละเอียดบางส่วนลงไปในทั้งสองหม้อ จากนั้นจึงชิมรสชาติเล็กน้อย“ว่าไงเพื่อน รสชาติเป็นอย่างไร” โทมัสเข้ามาเสนอหน้าก่อนคนอื่น“ยังไม่ได้ที่หรอก ขอเติมเครื่องปรุงอีกสักสองสามอย่างก่อนนะ ส่วนผักสีเหลืองๆนั่นใส่ลงไปในหม้อซุปได้เลย น่าจะเปื่อยได้ที่พร้อมๆกัน” หลงเฟยให้เพื่อนๆ เติมผักกาดหั่นหยาบสีเหลืองสดที่รสชาติจืดเหมือนแตงกวาลงในหม้อซุป เพื่อให้เปื่อยพอดีๆ ไม่แข็งหรือเละจนเกินไป ส่วนเขาก็ปรุงรสเพิ่มด้วยเกลือ พริกไทย และพริกป่น เคี่ยวจนกลิ่นหอมได้ที่แล้วชิมอีกครั้ง“อื้ม รสชาติดีกว่าที่คิดนะเนี่ย มาพวกเราลองชิมกันดู”หลงเฟยตักซุปใส่ประมาณครึ่งชาม แล้วตักเนื้อตุ๋นที่เคี่ยวจนเป็นเนื้อข้นๆใส่ไปอีกเล็กน้อย พร้อมหันไปบอกเพื่อนๆให้มาทาน แต่คราวนี้เป็นหญิงสาวเจ้าเก่าที่เข้ามาแซงหน้าโทมัสขอชิมเป็นคนแรก“ข้าของชิมหน่อยนะหลงเฟย อาหารที่พวกเราทำด้วยกันต้องอร่อยมากแน่ๆเลย” หญิงสาวพูดออกมาแบบไม่อายใคร จนเพื่อนคนอื่นต้องมองบนแล้วส่ายหน้ากันเป็นแถว เธอรับไปทานอย่างเอร็ดอร่อย‘ถ้ามีข้าวโพดเป็นส่วนผสมในซุปก็น่าจะเข้าท่า หลังจากจบสงครามเราเลิกเป็นทหาร แล้วไปซื้อมาปลูกที่นี่ดีมั้ยนะ เกษียณทหารแล้วมาทำฟาร์มที่ต่างโลกเหรอ ฮ่าๆๆ’ หลงเฟยลองคิดเล่นๆภายในใจ