บทที่19 คู่หูที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นเว่ย
“เป็ไปได้อย่างไร”
“เพียงนิ้วเดียวก็สามารถสยบจางฮั่วลงได้”
“เ้าหนุ่มจากพรรคขอทานเหนือนั่นแข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ”
ท่ามกลางความตกตะลึง และไม่อยากเชื่อสายตาตนเองของคนจากพรรคยาจกใต้ กลับมีเสียงเฮลั่นขึ้นอย่างสาสมใจของเหล่าคนจากพรรคขอทานเหนือนี่เป็ครั้งแรกั้แ่เริ่มงานประลองที่พวกมันได้ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจอย่างเต็มที่
“พยัคฆ์เวลาที่มันจะกินเหยื่อใยจะส่งเสียงขู่คำรามให้เหยื่อตั้งตัว”
“ใช่ๆ มีเพียงสุนัขเท่านั้น ที่มักเห่าหอนก่อนเสมอ”
“สุนัขที่ว่าเป็ดั่งเช่นพรรคอะไรนาา”
“คงมิใช่พรรคจากทางใต้หรอกนะ”
“ฮ่าาาาาาา”
เสียงการถางถากอย่างสนุกปากของพรรคขอทานเหนือเปรียบดั่งหนามแหลมทิ่มแทงใส่คนจากพรรคยาจกใต้พวกมันนับว่าได้รับหอกคืนสนองอย่างสาหัสนัก มิอาจที่จะต่อปากต่อคำใดได้ มีเพียงแต่ต้องกล้ำกลืนโทสะและความอับอายไว้เท่านั้น
จางฮั่วนอนงอตัวด้วยความเ็ปอยู่ที่กลางลานประลองมันพยายามฝืนทนต่อความเ็ปนี้แต่จนแล้วจนรอดก็มิอาจฝืนทนและลุกขึ้นมาได้ เช่นนั้นพิธีกรในงานประลองจึงประกาศขึ้นเสียงก้องก่อนเปลี่ยนเป็เสียงกระซิบอันแ่เบาทันควัน
“ผู้ชนะในกลุ่มหมายเลขเจ็ด………...........…เอ่อ เ้ามีนามว่าอะไรนะ”
“เฟยหลง”
“ผู้ชนะในกลุ่มหมายเลขเจ็ด เฟยหลงแห่งพรรคขอทานเหนือ”
“เฮฮฮฮฮฮ”
การต่อสู้ดำเนินผ่านพ้นไปจนถึงกลุ่มหมายเลขแปดซึ่งกลุ่มหมายเลขแปดก็เป็ ไป๋หู่ ที่เข้าสู่รอบถัดไป เช่นนี้เป็ว่าในรอบสองจะมีผู้ผ่านเข้ารอบจากป้อมปราการทวนทองถึงสองคนพรรคขอทานเหนือหนึ่งคน และอีกห้าคนล้วนเป็คนจากตำหนักเทพสรรพวุธ ผลออกมาเช่นนี้ผู้คนจากค่ายพรรคอื่นในแคว้นเว่ยที่เคยหัวเราะเยาะและพูดเหน็บแหนมพรรคขอทานเหนือต่างต้องก้มหน้าหงุดด้วยความรู้สึกละอายที่ได้กระทำไปเมื่อก่อนจะเริ่มการประลองในรอบแรกค่ายพรรคอื่นยังรู้สึกเช่นนี้ แล้วพรรคยาจกใต้เล่า ย่อมมิอาจบรรยายความรู้สึกของพวกมันในตอนนี้ได้
เป็ลี่ซาแป๊ะที่นั่งหน้าบานยิ้มระรื่นจากการชนะของเฟยหลงมันรู้สึกสาสมใจยิ่งที่เฟยหลงทำให้พรรคยาจกใต้อยู่ในสภาพเช่นนั้น และรู้สึกภูมิใจยิ่งที่ตนเป็ผู้นำชายหนุ่มผู้นี้เข้ามายังพรรคด้านประมุขพรรคขอทานเหนือเองก็รู้สึกภูมิใจอยู่ลึกๆ แต่ก็มิได้แสดงท่าทีอะไรออกมาดั่งเช่นคนอื่นๆ
“ก่อนเริ่มการประลองในรอบสอง ขอให้ผู้ชนะในรอบแรกทุกคนขึ้นมายังเวทีประลองเพื่อจับฉลากอีกครั้ง”
เฟยหลงและคนอื่นๆ ที่ผ่านเข้ารอบสองต่างขึ้นไปล้วงจับฉลากในโถใบใหญ่ใบเดิมจากนั้นทุกคนจึงค่อยๆ ทยอยลงจากเวทีประลองไปยืนอยู่ด้านล่างแล้วมองหมายเลขบนแผ่นไม้ในมือ
“หมายเลขสอง”
เฟยหลงเอ่ยปากออกมาอย่างแ่เบาก่อนที่พิธีกรในงานประลองจะกล่าวขึ้นต่อ
“เมื่อพวกเ้าทราบหมายเลขแล้วก็จงไปประจำยังตำแหน่งธงหมายเลขนั้น การประลองรอบสองจะเริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อธูปในกระถางบนลานประลองไหม้หมดสิ้น”
เฟยหลงเดินไปยังตำแหน่งธงหมายเลขสองก่อนนั่งลงยังเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ ทันใดนั้นที่เก้าอี้ว่างอีกตัวที่อยู่ติดกันพลันมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเดินมานั่งลงอย่างช้าๆเฟยหลงจึงกล่าวขึ้น
“คงจะสมใจเ้าแล้ว ที่คู่ต่อสู้รอบต่อไปของเ้าคือข้า”
บุรุษผู้ที่เดินมานั่งยังเก้าอี้ใต้ธงหมายเลขสองอีกตัวก็คือไป๋หู่ นั่นเอง มันกล่าวตอบ
“เ้าคงมาไม่ทันทราบกฎกติกาสินะเช่นนั้นข้าจะอธิบายให้เ้าฟัง ในรอบนี้ข้ากลับเ้าต้องจับคู่กันต่อสู้กับคู่หมายเลขหนึ่งหากชนะพวกเราจึงจะได้สู้ตัดสินในรอบต่อไป”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ ทว่าในรอบต่อไปข้ากับเ้าก็ได้ต่อสู้กันมิใช่หรือเหตุใดเ้าจึงมีท่าทีกังวลนัก หรือกลัวข้าขึ้นมาแล้วจริงๆ”
“เหอะอาศัยเ้า ยังไม่ถึงขั้นนั้น…..ที่ข้ากังวลคือคู่หมายเลขหนึ่ง หวังว่าจะมิใช่พี่ชายข้านะ”
“ใหนเ้าเคยบอกมิสนใจการประลองเหตุใดจึงกลัวแพ้”
“ข้ามิได้กลัวแพ้ ข้ากลัวมิได้สู้กับเ้าต่างหาก”
“ข้ามิเข้าใจเ้าจริงๆ หากเป็พี่ชายเ้าเราก็เพียงเอาชนะมันมิใช่รึ”
“ก็อย่างที่บอก อาศัยเ้าหรือข้า…..ยังห่างไกลจากมันนัก”
เฟยหลงและไป๋หู่สนทนากันได้มินานที่เก้าอี้สองตัวใต้ธงหมายเลขหนึ่งพลันมีบุรุษสองคนเดินเข้าไปนั่งลงบุรุษที่เข้าไปนั่งนี้กลับสร้างเสียงฮือฮาทั่วลานประลอง เฟยหลงเห็นเช่นนั้นรีบหันหน้าไปถามไป๋หู่ที่นั่งนิ่งไม่ไหวติง
“นั่นคือพี่ชายของเ้าหรือ”
ไป๋หู่ที่นั่งนิ่งอยู่ชั่วครู่พลันแยกเขี้ยวยิ้มออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนมันรู้สึกสาสมใจยิ่งที่บุคคลทั้งสองนั้น….
“มิใช่มัน”
เหล่าผู้าุโ และคนจากตำหนักเทพสรรพวุธต่างส่งเสียงฮือหากันอย่างยกใหญ่เมื่อทราบว่าคู่บุรุษที่นั่งอยู่เก้าอี้หมายเลขหนึ่งคือใคร
“พวกมันนี่ช่างต้องชะตากันเสียจริง”
“ขนาดจับฉลากแล้วยังไม่แคล้วที่จะต้องเป็คู่หูให้กัน”
“เช่นนี้ยังจะมีคู่ใดที่สามารถเอาชนะพวกมันได้”
“ใช่ๆ แม้แต่ไป๋หลงเอง หากต่อสู้เป็คู่ยังมิแน่ว่าจะเอาชนะพวกมันได้”
“ก็พวกมันคือคู่หูรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นเว่ยแห่งนี้น่ะนะ”
เสียงวิพากวิจารณ์ของคนจากตำหนักเทพสรรพวุธเข้าสู่หูของทุกผู้อย่างชัดเจนซึ่งผู้ที่ได้ยินก็รู้สึกว่ามิใช่คำอวดโอ่แต่อย่างใด เนื่องเพราะพวกมันต่างรับทราบถึงชื่อเสียงของคู่หูวายุผสานพิรุณ เป็อย่างดี หนึ่งนั้นเป็ศิษย์คนรองของประมุขตำหนักเทพสรรพวุธนาม หว่านเซี่ยนเก๋อ อีกหนึ่งคือศิษย์คนแรกของผู้าุโใหญ่ นาม ชิงฮวงพวกมันทั้งสองหากได้จับคู่กันทำภารกิจเมื่อใดเมื่อนั้นย่อมไม่มีคำว่าผิดพลาดเกิดขึ้น
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจธูปในกระถางบนลานประลองก็เผาไหม้จนหมดสิ้นเวลาที่ผู้คนในงานประลองเฝ้ารอก็มาถึง เสียงกล่าวของพิธีกรในงานประลองก็ได้ดังขึ้นอีกครั้ง
“เวลาในการหยุดพักหายใจหายคอได้หมดสิ้นลงไปแล้วต่อไปได้เวลาที่การประลองในรอบสองจะเริ่มขึ้น คู่หมายเลขหนึ่ง และคู่จากหมายเลขสองเชิญขึ้นสู่เวที”
เฟยหลงและไป๋หู่ รวมถึง หว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวงต่างพากันขึ้นสู่ลานประลองอย่างพร้อมเพรียง พวกมันทั้งสี่ต่างยืนสังเกตมองคู่ต่อสู้ที่เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา
“การประลองในรอบที่สอง เริ่มได้”
“เฮฮฮฮฮฮฮ เฮฮฮฮฮฮ”
เสียงเฮดั่งลั่นไปทั่วลานประลองจากนั้นเป็ไป๋หูที่กำชับทวนสีเงินยวงในมือแน่นก่อนทะยานร่างเข้าหาคู่ต่อสู้ทั้งสองอย่างรวดเร็วโดยไม่รอเฟยหลงด้วยซ้ำ ในใจของมันเพียง้าโค่นศัตรูเบื้องหน้าลงให้เร็วที่สุด เพื่อจักได้ประลองกับเฟยหลงเสียทีทว่าทันทีที่มันตวัดทวนฟันออก เบื้องหน้าพลันรู้สึกว่างเปล่าคล้ายฟันใส่ธาตุอากาศ จากนั้นที่้าของมันกลับมีลมหวือรุนแรงพัดม้วนเข้าหาเป็หว่านเซี่ยนเก๋อที่ะโหมุนใช้กระบวนกระบี่ “กระบี่วายุม่วง” โจมตีลงมาจาก้าผสานเข้ากลับพิรุณกระบี่สีม่วงนับร้อยสายที่ถูกใช้ออกโดย ชิงฮวง ส่งเสริมสอดประสานกันอย่างลงตัวไร้ช่องว่างให้ตีโต้ได้ เป็ไป๋หู่ที่ต้องเค้นพลังญาณผ่านร่างกายถ่ายทอดมาสู่ทวนในมือจนปรากฏแสงสีเหลืองเข้มจากนั้นคนค่อยหมุนทวนราวจักรผันเข้าต้านรับแล้วล่าถอยออกมาจากรัศมีโจมตีของ วายุผสานพิรุณได้สำเร็จ ผู้คนที่ได้ชมการประลองในเมื่อครู่ต่างทอดถอนใจชมเชยการประสานส่งเสริมจนเกิดอานุภาพน่าเกรงขามของคู่หูจากตำหนักเทพสรรพวุธอย่างมิขาดปาก
“ช่างร้ายกาจสมคำล่ำลือจริงๆ”
………….
เฟยหลงเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวขึ้น
“เห็นทีเ้ากับข้าคงต้องร่วมมือกันบ้างแล้วเช่นนั้นคงลำบากแน่…”
คำกล่าวของเฟยหลงยังมิทันจบไป๋หู่กลับมิได้ฟังคำของมันไป๋หู่กำชับด้ามทวนในมือไว้แน่นก่อนชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วหมุนทวนจนเกิดประกายรังสีเหลืองเข้มก่อนตวัดวาดฟันลงใส่หว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวง
“ทวนทองทลายปฐี”
หว่านเซี่ยนเก๋อ และชิงฮวงต่างหมุนตัวหลบออกคนละข้างตูมมมมมมมม!!! เสียงพลังจากทวนปะทะเข้ากับลานประลองดังสนั่นไปทั่วบริเวณเป็หว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวงที่วิ่งสลับไขว้กันไปมาเข้าใส่ไป๋หู่ พวกมันทั้งสองต่างตวัดฟาดฟันกระบี่คู่มือใส่ไป๋หู่อย่างรวดเร็วหนึ่งฟาดฟันจากบนเฉียงลงล่าง หนึ่งฟาดฟันจากล่างเฉียงขึ้นบน ทุกการตวัดฟาดฟันกระบี่ออกของพวกมันทั้งสองต่างเป็จังหวะที่สอดคล้องและพร้อมเพรียงกันยิ่งไป๋หู่ต้องใช้ทุกส่วนของทวนเข้าต้านรับ มันหมุนทวนในมือเป็ระวิง แต่ทันใดที่ด้านหลังพลันรู้สึกเย็นวาบขึ้นมันเหลือบตามองปรากฏเป็พิรุณกระบี่ของชิงฮวงที่ใช้ออกและทะลวงผ่านทวนของมันเข้ามาได้เฟยหลงเห็นเช่นนั้นต้องสะอึกเข้าไปแทรกกลางจากนั้นส่งบุปผากระบี่สีดำมะเมื่อมเข้าต้านรับ
เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง!!!!เสียงประทะของกระบี่ดังมามิขาดสาย เฟยหลงอาศัยจังหวะนี้กระชากตัวของไป๋หู่ออกจากวงล้อมวายุผสานพิรุณมาได้อย่างฉิวเฉียดถ้าหากพูดถึงด้านพลังการฝึกปรือ หว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวงยังเป็รองไป๋หู่อยู่หนึ่งขั้นแต่ทว่าหากพูดถึงการต่อสู้แบบเป็คู่แล้ว ดูเหมือนว่าพวกมันจะเหนือกว่าอยู่เล็กน้อยไป๋หู่เมื่อรับรู้ถึงเื่นี้จึงเอ่ยกับเฟยหลงขึ้น
“เมื่อครู่ข้าประมาทพวกมันอยู่บ้างจึงลงมืออย่างหุนหัน แต่ตอนนี้เห็นทีต้องวางแผนแล้ว”
“ว่ามา”
“เ้ามีกระบวนกระบี่ที่รวดเร็วยิ่งเหมาะสมที่จะรับมือกับพิรุณกระบี่ของชิงฮวง ส่วนข้ามีกระบวนท่าทวนที่หนักหน่วงเหมาะที่จะต่อกรกับวายุกระบี่อันรุนแรงของหว่านเซี่ยนเก๋อ”
“วางแผนได้ตรงใจข้านัก”
“แต่ข้าติดปัญหาข้อหนึ่ง พวกมันต่างสอดประสานไขว้สลับกันอย่างลงตัวนี่จึงเป็เื่ยากที่จะระบุตัวตนพวกมันได้อย่างแน่ชัด”
“จะยากอะไร เพียงแค่อาศัยสัญชาตญาณก็เพียงพอแล้ว”
“สัญชาตญาณ… เหอะ พูดได้ดี”
เฟยหลงและไป๋หู่เดินเคียงข้างกันเข้าหาคู่ต่อสู้เบื้องหน้าหนึ่งถือกระบี่สีดำมะเมื่อม อีกหนึ่งถือทวนสีเงินยวง ให้ความรู้สึกแตกต่างแปลกแยกแต่กลับลงตัวกันอย่างยิ่งไป๋หลงที่นั่งดูอยู่ในเก้าอี้ใต้ธงหมายเลขสาม มันยกยิ้มที่มุมปากก่อนพึมพรำขึ้นอย่างแ่เบา
“ช่างเป็คู่หูที่น่ากลัวยิ่ง”
บุคคลอีกคนที่นั่งอยู่ในเก้าอี้ใต้ธงหมายเลขสามถัดจากไป๋หลงได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้มที่มุมปากแล้วกล่าวอย่างทรนงถือดีขึ้น
“แน่นอน ศิษย์น้องรอง และศิษย์น้องชิงฮวงคือคู่หูที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นเว่ยนี้ นับว่าเป็หน้าเป็ตาของตำหนักเทพสรรพวุธเราหากลองได้จับคู่กันแล้วแม้แต่ข้า หรือว่าเ้ามิแน่ยังมิอาจจะเอาชนะพวกมันได้ง่ายๆ ฮ่าๆๆๆ”
“เหอะๆ ข้าหมายถึงศิษย์น้องของท่านหรือท่านอาจเข้าใจผิดแล้ว”
ย่าห์!! เสียงะโก้องหว่านเชี่ยนเก๋อและชิงฮวงต่างวิ่งสลับประสานกันเข้าจู่โจมใส่เฟยหลงและไป๋หู่ พวกมันต่างรวมรั้งพลังญาณมาไว้ที่กระบี่จนเกิดเป็รังสีพลังสีม่วงขึ้น แล้วชิงฮวงเป็ฝ่ายเริ่มโจมตีเข้ามาก่อน
“พิรุณกระบี่กระหน่ำซัด”
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้วๆๆๆๆๆๆ ปรากฎรังสีพลังรูปกระบี่สีม่วงนับร้อยเล่มทิ่มแทงเข้ามาดั่งห่าฝนเป็เฟยหลงที่หมุนตัวมาเบื้องหน้าไป๋หู่ก่อนตวัดกระบี่ในมือก่อเกิดบุปผากระบี่เข้าต้านรับได้อย่างหมดจดแต่ด้วยพลังญาณที่ชิงฮวงใช้ออกอย่างเต็มที่ก็ส่งผลกระทบต่อเฟยหลงอยู่มิน้อย หลังจากที่ชิงฮวงจู่โจมเสร็จหว่านเซี่ยนเก๋อก็สอดประสานเตรียมตัวลงมือต่อเนื่อง แต่ก่อนที่หว่านเซี่ยนเก๋อจะสลับเข้ามาจู่โจมไป๋หู่กลับหมุนตัวสลับตำแหน่งกับเฟยหลงก่อน จากนั้นชายหนุ่มพลันตวัดทวนฟาดเฉียงจากล่างขึ้นบนต่อด้วยการตวัดเป็เส้นขวางออกไป
“ทวนทองทลายฟ้า ตัดภูษา”
เปรี้ยงงงง! รังสีรูปทวนสีทองฟาดฟันเข้าขัดขวางการสอดประสานของหว่านเซี่ยนเก๋อได้อย่างพอดิบพอดีจนวายุกระบี่มิอาจสำแดงฤทธิ์ออกมาได้ การต่อสู้เป็เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆโดยไม่มีคู่ใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ทว่าเป็หว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวงที่ต้องถอยกรูดกลับไปตั้งหลักใหม่
ฉากการต่อสู้ที่ลุ้นระทึกนี้สร้างความตื่นเต้นให้ผู้ที่ชมดูอยู่ไม่น้อยและมีหลายคนจากตำหนักเทพสรรพวุธ ถึงกลับชื่นชมเฟยหลงและไป๋หู่ที่สามารถต่อกรกลับคู่ที่ถูกเรียกว่าแข็งแกร่งที่สุดในแคว้นเว่ยได้อย่างสูสี
“นับว่าพวกมันสู้ได้อย่างไม่เลว”
“แต่เห็นทีพวกมันต้องมาได้เพียงเท่านี้แล้ว”
“มิผิด คู่วายุผสานพิรุณ คงจะเริ่มเอาจริงนับั้แ่บัดนี้”
“อย่าบอกบอกนะว่าพวกมันถึงกลับจะใช้…………”
หว่านเซี่ยนเก๋อ และชิงฮวงรู้สึกผิดคาดที่บุคคลทั้งสองเบื้องหน้าต่างลงมือสอดประสานกันอย่างลงตัวประหนึ่งว่าเคยฝึกร่วมกันมานานปีดั่งเช่นพวกมันก็ปาน แต่แท้จริงคนทั้งสองต่างมาจากคนละค่ายพรรคอีกทั้งพวกมันทั้งสองยังเปรียบดั่งคู่แข่งกันมากกว่าที่จะเป็คู่หูเสียอีก เช่นนี้หว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวงจึงหันหน้าประสานสายตาก่อนพยักหน้าเบาๆเป็การเข้าใจซึ่งกันและกัน พวกมันต่างรู้ว่าคู่หูของตน้าอะไร พวกมันแค่มองตาก็รู้แล้วว่าคู่หู้าที่จะใช้พลังท่าไม้ตายจบการประลองในรอบนี้
หว่านเซี่ยนเก๋อ เหลียวหน้ามองบุรุษเบื้องหน้าทั้งสองแล้วกล่าวขึ้น
“นับว่าพวกเ้าทำให้พวกข้าแปลกใจอยู่บ้าง”
ชิงฮวงก็กล่าวสอดประสานขึ้นทันควัน
“แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเรา พวกเ้าก็คงมาได้เพียงเท่านี้”
กล่าวจบพวกมันทั้งสองต่างเคลื่อนตัวเข้าหากันก่อนจับกุมด้ามกระบี่ด้วยมือทั้งสอง แล้วยกกระบี่ขึ้นสูงระดับแก้ม ปลายกระบี่ชี้ออกไปเบื้องหน้าขาซ้ายของพวกมันก้าวออกไปครึ่งก้าวแล้วย่อขาทั้งสองข้างลงเล็กน้อย ปากก็กล่าวขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
“เตรียมตัวรับท่าไม้ตายของพวกเรา”
“ขบวนวายุผสานพิรุณผ่านฟ้า”