ความเป็นจริงที่ทำใจรับได้ยากที่สุดคือความจริงซึ่งประดังเข้ามาโดยมิคาดหมายพร้อมความเจ็บปวดใจแสนสาหัส
เช่นเดียวกับที่องค์ชายอัศวเมฆทรงประสบอยู่ในขณะนี้...
“เราไม่เข้าใจเลย ทำไมเรื่องราวจึงกลับกลายเป็นเช่นนี้ได้..เพราะ.. เพราะไอ้เจ้าเลือดชั่วนั่นคนเดียว”
องค์ชายอัศวเมฆทรงสบถด้วยความคั่งแค้นในหทัยทรงยืนอยู่ภายในห้องใต้อัฒจันทร์ด้านทิศใต้กับสิงขรเพียงสองคน
ตัวราชองครักษ์หนุ่มเองก็มีสีหน้าลำบากใจอยู่ไม่น้อยยืนก้มหน้า มิกล้ากล่าววาจาใด
“แทนที่จะเป็นเราที่ออกไปแสดงฝีมือการรบกับเจ้า..นี่กลายเป็นว่า เราแค่ออกมายิงธนูให้ทุกคนรับรู้.. รู้ว่าเราสู้มันไม่ได้อย่างนั้นเหรอ..แล้วกลายเป็นมันที่ทุกคนกล่าวขวัญชื่นชม.. หึ เจ้าฟัง.. ได้ยินไหมเสียงข้างนอกนั่น..” รับสั่งพลาง หยาดอัสสุชล (น้ำตา) รินไหลออกมา วรกายสั่นระริกจนที่สุดทรงทรุดวรองค์ลงกับพื้น กำหัตถ์ทุบไปบนดิน
“ทำไม ทำไม..”
“ทรงหยุดเถิดพระองค์ ถึงตอนนี้ก็ป่วยการที่จะแก้ไขสิ่งใดแล้ว..ทรงลุกขึ้นเถิดพระเจ้าค่ะ” สิงขรทูล พลางยื้อวรองค์ให้ทรงลุกขึ้นจากพื้น
องค์ชายทรงสะบัดมือที่เกี่ยวรัดของสิงขรให้พ้นออกไปอีกเป็นเนิ่นนานหลายครากว่าสิงขรจะประคององค์ชายอัศวเมฆขึ้นมาได้ แม้ทรงยืนได้ก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงคราบอัสสุชลเกรอะกรังอยู่บนพักตร์ ดูไปคล้ายคนเสียสติ สิงขรจึงหยิบโล่โลหะซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นขึ้นมาส่องด้านมันวาวสะท้อนเข้าหาพักตร์ ทูลเตือนขึ้นว่า
“พระองค์แพ้ครั้งที่หนึ่งแล้วอย่าปล่อยให้แพ้เป็นครั้งที่สองอีกเลยพระเจ้าค่ะ”
องค์ชายทรงจ้องมองเงาลักษณ์ซึ่งปรากฏบนโล่รับสั่งขึ้น
“เจ้าหมายความกระไรที่ว่าแพ้ครั้งที่สอง”
“พระองค์เป็นชาย สายเลือดขัตติยา.. แพ้ครั้งที่หนึ่งคือแพ้ในสนามประลองซึ่งการจะแพ้หรือชนะในการแข่งขันถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่สำคัญคือพระองค์เป็นองค์ชายรัชทายาทแห่งเมืองปตานีจะทรงปล่อยองค์ให้ฟูมฟาย เหมือนคนไร้เกียรติไร้ศักดิ์หาสมควรไม่ หากปรากฏออกไปต่อหน้าฝูงชนและต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าศรีมหาราชพระองค์ก็จะทรงย่อยยับเพราะถูกดูหมิ่นรังเกียจว่าเนื้อแท้เป็นคนอ่อนแอ.. กระหม่อมจึงว่าฝีมือแพ้ได้ แต่หทัยที่หยิ่งทระนงจะทรงยอมแพ้ไม่ได้พระเจ้าค่ะ”
องค์ชายอัศวเมฆทรงปิดเปลือกเนตร สงบนิ่งสักครู่จึงลืมเนตรขึ้น พิจารณาเงาลักษณ์ของตนที่ฉายปรากฏบนโล่อีกครั้งทรงรู้สึกรันทดอดสูหทัยในสภาพของพระองค์เองไม่ได้..
“ขอบใจเจ้ามาก สิงขร.. เจ้าพูดถูก ที่แพ้ก็แพ้ไปแล้วแต่สิ่งที่มันพรากไปจากเราไม่ได้ คือศักดิ์แห่งองค์รัชทายาทปตานี..”
รับสั่งแล้ว ทรงหัวเราะออกมาเบาๆ ขบทนต์แน่นเพื่อข่มอารมณ์..แม้เป็นเสียงหัวเราะสั้นๆ แต่ได้ข่มความเศร้าและความผิดหวังทั้งมวลเก็บไว้ภายใน
--------------------------------------------------
สายมากจนดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงแรงขึ้น
ลานประลองคัดเลือกขุนพลฉลูนักษัตรถูกเก็บกวาดจนโล่งอีกครั้งมีเพียงร่างขุนพลธรณินอยู่ลำพัง เมื่อท่านตรวจดูสถานที่จนพร้อมแล้วจึงกราบทูลขึ้นว่า
“ขอเดชะ ฝ่าพระบาทบัดนี้ผลการประลองธนูเป็นอันจบสิ้น ผู้ที่เข้าสู่รอบการคัดเลือก ๒ คนสุดท้ายคือเจ้าทิพ และสิงขร ราชองค์รักษ์ชั้นเอกซึ่งเป็นผู้ยิงป้ายนักษัตรได้สูงสุดเป็นลำดับที่ ๑ และลำดับที่ ๒ ส่วนพลแม่นธนูผู้ยิงธนูยุติผู้เข้าแข่งขันได้มากที่สุดคือศิระ ยิงได้ถึง ๔ คน พระพุทธเจ้าข้า”
จากนั้นขุนพลสิงหลจึงกราบทูลพระเจ้าฤทธิเทวาขอพระราชทานแต่งตั้งศิระเป็นตัวแทนพลแม่นธนูของเมืองปตานี เข้าประจำเชิงเทินร่วมกับตัวแทนพลแม่นธนูจากอีก๑๑ เมืองในพิธีชุมนุมสิบสองนักษัตรซึ่งจะจัดขึ้นใน ๓ เดือนข้างหน้า และขอเบิกตัวศิระเข้ารับพระราชทานรางวัล
เสียงปรบมือชมเชยดังก้องรอบสนามขณะศิระเดินขึ้นไปรับพระราชทานแพรพรรณพร้อมเงินรางวัลจากพระหัตถ์ของพระเจ้าฤทธิเทวา
การนี้นับเป็นเกียรติยศสูงสุดแก่ศิระเพราะโดยทั่วไปในการเข้าเฝ้ามักจะได้รับพระราชทานสิ่งของผ่านผู้แทนพระองค์ที่ยกเชิญมามอบให้ต่อเบื้องพระพักตร์ครั้งนี้เพราะเกี่ยวเนื่องด้วยการสัประยุทธ์จึงได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์โดยตรง
องค์ชายอัศวเมฆยามนี้ประทับอยู่ข้างพระมเหสีสีพระพักตร์แลดูหม่นหมองทั้งพระราชบุตรและพระมารดาส่วนผู้เข้าประลองอีกห้าคนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกต่างแยกย้ายขึ้นไปนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ด้านทิศเหนือเช่นกัน
“บัดนี้ ขอเชิญผู้เข้าแข่งขันสองคนสุดท้ายเข้ามาในสนาม”
สิ้นเสียงขุนพลธรณินเจ้าทิพและสิงขรต่างเดินเข้ามาในลานประลองทั้งสองคนต่างเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอยู่ในชุดนักรบตามศักดิ์ฐานะแม้สวมเกราะหนังอ่อนปกปิดบริเวณสำคัญของลำตัวยังมองเห็นสิงขรในชุดราชองครักษ์สีน้ำเงินปักขลิบเงินขลิบทองดูเด่นมีสง่าส่วนเจ้าทิพสวมชุดทหารเดินเท้า เสื้อแขนสั้นสีดำราบเรียบไร้ลวดลายที่เด่นชัดคือผ้าพันแผลที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมาทั้งผ้าสีเทาหม่นที่พันทับรอยแผลเดิมจากการทุบตีของเจ้าอัศวเมฆและผ้าสีขาวผืนใหม่ที่เพิ่งพันทับรอยกรีดเลือดสาบานตนบนแขนด้านซ้าย
“การประลองต่อไปเรียกว่าการประลองสามฐานฐานแรกคือทหารราบ ทั้งสองจะต้องต่อสู้กันด้วยดาบคู่บนพื้นราบ.. ฐานที่สองคือขุนพลเป็นการประลองทวนบนหลังม้า และฐานสุดท้ายคือแม่ทัพ ทั้งสองฝ่ายจะต้องต่อสู้กันด้วยของ้าวบนหลังช้าง..ฝ่ายใดได้ชัยชนะ ๒ ฐานก่อน ถือเป็นผู้ชนะการประลอง..
การแพ้ชนะในแต่ละฐานเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำเสียที ได้เลือดสาหัส หรือล้มลงกับพื้นถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ หรือเจ้าตัวประกาศยอมแพ้หรือเป็นดุลพินิจของเราผู้เป็นกรรมการประกาศให้แพ้”
เป็นคำประกาศสั้นๆ ของขุนพลธรณินแต่ชัดเจนถึงพิธีการประลองเพื่อคัดเลือกขุนพลฉลูนักษัตร ตัวแทนของเมืองปตานี
“บัดนี้ทั้งสองจะได้ร่ายรำดาบบูชาเทวดาและครูอาจารย์ของตน เมื่อสิ้นเสียงกลองให้เริ่มการต่อสู้ได้ทันที”
ขุนพลธรณินกล่าวจบจึงเดินออกจากลานประลองขึ้นไปอยู่บนเชิงเทินด้านทิศใต้
เสียงกลองและกรับเริ่มดังขึ้น พร้อมกับคู่ชิงชัยต่างร่ายรำเพลงดาบอยู่คนละฝั่งตรงข้ามกันสิงขรวางดาบราบลงกับพื้น พนมมือขึ้นไหว้จรดศีรษะ ๓ครั้งแล้วหยิบดาบขึ้นควงสะบัดร่ายรำออกไปในขณะที่เจ้าทิพปักดาบคู่ลงกับพื้นซ้ายขวา หันคมดาบอยู่นอกสันดาบอยู่ในเมื่อพนมมือไหว้เหนือศีรษะแล้วจึงถอนดาบออกร่ายรำ
ทั้งสองกวัดแกว่งดาบพร้อมสะบัดฟาดฟันในท่าต่างๆสวยงามสง่า ดูไปราวนกยูงสองตัวที่รำแพนปีกและหางแข่งขันประชันกันแต่ความดุดันและเหี้ยมหาญของท่วงท่าเมื่อมาจรดประชิดกันกลับดูประหนึ่งราชสีห์สองตัวแยกคมเขี้ยว ชันแผงขนคอ ขู่คำรามก่อนกระโจนเข้าตะปบสู้กัน
“ขอเดชะ การร่ายรำของเจ้าทิพที่ดูแตกต่างไปเป็นเพราะนั่นคือท่ารำบูชาครูและเทวดาของชาวศรีวิชัย พระเจ้าค่ะ”ขุนพลสิงหลกราบทูลพระราชาของตนทันที เมื่อเห็นพระองค์ทรงจับจ้องอยู่ที่เจ้าทิพและทรงขมวดพระขนง(คิ้ว) ด้วยพระอาการสงสัย
“อืม นี่หรือคือเพลงดาบของชาวศรีวิชัย..สมควรแล้ว เขาเป็นศิษย์ของพราหมณ์กุณฑกัญจ ชาวเมืองปาเล็มบังท่านพราหมณ์คงถ่ายทอดฝีมือการต่อสู้ของนักรบศรีวิชัยให้กับเขาเป็นแน่”พระเจ้าปตานีรับสั่ง
ฝ่ายพระเจ้าศรีมหาราชทอดพระเนตรเห็นพระราชบิดาและบิดาของคู่ชิงชัยกลางสนามต่างรับสั่งและกราบทูลต่อกันจึงตรัสถามขึ้นว่า
“ท่านขุนพลท่านว่าระหว่างบุตรชายของท่านกับเจ้าทิพ ใครพอจะมีเปรียบหรือเสียเปรียบกันท่านช่วยพิเคราะห์แจกแจงให้เราฟังหน่อยเถิด”
“ขอเดชะ คงยากที่จะชี้ชัดได้ในตอนนี้พระพุทธเจ้าข้า.. ข้าพระพุทธเจ้าพอจะรู้ฝีมือของบุตรชายเป็นอย่างดีเพราะเป็นผู้สอนเขามาแต่ฝีมือของเจ้าทิพนั้นมิเคยมีผู้ใดรับรู้มาก่อนเลยว่าจะลึกล้ำปานใด ดูอย่างฝีมือการยิงธนูเถิดพระพุทธเจ้าข้าความรุนแรง แม่นยำและความรวดเร็วในการออกสายธนูช่างอัศจรรย์เป็นยิ่งนัก ข้าพระพุทธเจ้ามีความเห็นว่าภาวะจิตในการคุมกายคุมอาวุธของเจ้าทิพนั้นไม่ได้อยู่ในระดับธรรมดาเสียแล้ว.. บางทีอาจเริ่มเข้าสู่ภาวะภวังค์สำนึกใช้ฌานควบคุมทุกอย่างแล้วพระพุทธเจ้าข้า”
“ภวังค์สำนึกใช้ฌานควบคุมทุกอย่าง”ทั้งสององค์กษัตริย์ต่างทรงอุทานขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน