นอกจากหานเซินแล้ว กลุ่มของโอรส์ยังลงทุนใช้เงินจ้างนักล่าใจกล้าบ้าบิ่นมาอีกเกือบสี่สิบคน พวกเขาพากันออกเดินทางจากฐานพักพิงเกราะเหล็กและมุ่งหน้าสู่เทือกเขาสูงทางทิศตะวันตก
ถึงจะเป็ที่รู้กันดีว่า เมื่อใดก็ตามที่กลุ่มของโอรส์ถึงกับต้องจ้างคนมาทำงานให้ งานที่ให้ทำก็มักไม่ค่อยเป็เื่ดีเท่าไหร่ แต่ด้วยมีรางวัลสูงค่ากับค่าจ้างล่อตาล่อใจ จึงทำให้มีคนไม่น้อยที่ยอมเสี่ยงชีวิต จนหลายคนเรียกคนกลุ่มนี้ว่าพวกบ้าระห่ำ
หานเซินในอดีตก็มีความคิดแบบนั้นเหมือนกัน และถ้าไม่เกิดเื่จนถูกฉินเซวียนและโอรส์สกัดดาวรุ่งไปเสียก่อน เขาก็คงเป็หนึ่งในนักล่าใจกล้าขาประจำที่รับงานบ่อย ๆ
แต่ในตอนนี้ เขาไม่มีความจำเป็ต้องเสี่ยงขนาดนั้นอีกแล้ว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนโอรส์กับหลัวเทียนหยางจะตั้งใจลากเขามาร่วมงานให้ได้ ด้วยความหัวเดียวกระเทียมลีบและไม่อยากมีปัญหาเพิ่มกับกลุ่มอันธพาลที่มีพรรคพวกจำนวนมาก หานเซินจึงได้แต่ทดความโกรธเพิ่มเข้าไปในใจแล้วยอมทำตามที่อีกฝ่าย้า
เด็กหนุ่มเดินตามคนของโอรส์ไปเงียบ ๆ พร้อมกับคาดเดาว่าคนพวกนี้กำลังวางแผนทำอะไร โอรส์แค่บอกก่อนเดินทางออกมาว่าพวกเขากำลังจะล่าอสูรกลายพันธุ์ตัวหนึ่ง แต่เพราะบริเวณที่จะไปเต็มไปด้วยอสูรสามัญและอสูรโบราณ จึง้าแรงงานจำนวนมากพอสมควรไปช่วยเคลียร์พื้นที่
แน่นอนว่า คำอธิบายสั้น ๆ ที่ฟังดูง่าย ๆ นั้น หานเซินไม่เชื่อถือเลยสักนิด… ‘ล่าสัตว์อสูรระดับกลายพันธุ์ตัวเดียว กับจัดการอสูรสามัญและโบราณรอบ ๆ โอรส์เก่งขนาดนั้น ไหนจะคนของเขาอีกตั้งเยอะแยะจะทำไม่ได้ได้ยังไง’
ต่อให้ตัดความสามารถของโอรส์ทิ้ง แค่คนใกล้ชิดที่ติดตามเขาสิบกว่าคนร่วมมือกันก็น่าจะล่าอสูรกลายพันธุ์แค่ตัวเดียวได้สบาย ๆ มีความจำเป็อะไรที่ต้องจ้างคนไปมากมายขนาดนี้ แถมยังจ้างกลุ่มคนไม่เกี่ยงงานไม่กลัวตายอย่างนักล่าบ้าระห่ำ ที่สำคัญยังยอมจ้างเขา–ไอ้คลั่งทะลวงก้น คนที่พวกนั้นจะวางไว้เป็ตัวเลือกอันดับท้ายสุดไปด้วยอีก
ระหว่างทาง ทั้งกลุ่มพบอสูรโบราณหลายตัว ซึ่งหลัวเทียนหยางและพรรคพวกสามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย เนื้อที่ได้จากการล่าก็ถูกแจกจ่ายให้กับเหล่านักล่ารับจ้าง ทำให้คนทั้งกลุ่มพอใจมาก
เข้าสู่วันที่เจ็ดของการเดินทาง กลุ่มของโอรส์ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดหรือชี้บอกถึงจุดหมาย กระทั่งถึงเย็นค่ำของวันที่แปด พวกเขาจึงตั้งค่ายพักแรมที่ปากทางเข้าช่องเขาขาดแห่งหนึ่ง
ณ จุดที่พวกเขาอยู่นี้ห่างจากฐานพักพิงเกราะเหล็กมาไกลมาก รอบข้างเป็ป่ารกและวังเวง ไม่มีร่องรอยของมนุษย์อีกต่อไป สิ่งมีชีวิตที่พบเจอระหว่างทางล้วนแล้วแต่เป็สัตว์อสูรระดับโบราณ ตลอดทางที่ผ่านมาโอรส์และพรรคพวกสังหารอสูรโบราณเ่าั้ไปหลายตัว เก็บเนื้อบางส่วนไว้เป็เสบียง แจกจ่ายบางส่วน และทิ้งส่วนที่ไม่สามารถพกติดตัวได้ไป
‘ดูท่าจะใกล้ถึงที่หมายแล้ว แต่ยังดูไม่ออกเลยว่าพวกมัน้าอะไรกันแน่’ หานเซินคิด ั้แ่ติดตามอีกฝ่ายมาเขาก็ยังไม่รู้ข้อมูลอะไรแน่ชัด แต่ประเมินจากสีหน้าของหลัวเทียนหยางกับพวกพ้องที่เริ่มเคร่งเครียดขึ้น เขาคิดว่าภารกิจครั้งนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หลังจากพักผ่อนในค่ายพักแรมหนึ่งคืน เช้าวันต่อมา โอรส์ก็พาทุกคนเข้าสู่ช่องเขาขาด เดินต่อไปอีกประมาณสิบกิโลเมตร พวกเขาก็เห็นรอยแยกขนาดใหญ่ใกล้ตีนผา มันเป็ช่องขนาดมหึมาที่ทอดลึกลงไปใต้ดินในภูผาสูง มองลงไปมีแต่ความมืดมิด เดาไม่ถูกว่ามันลึกแค่ไหน
ทุกคนจุดคบไฟในมือ โอรส์สั่งให้พวกนักล่ารับจ้างเดินนำหน้า ปีนลงไปตามรอยแยก
เหล่านักล่ารับจ้างรู้ทันทีว่านี่คือ่เวลาที่พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิต จึงพยายามเดินช้า ๆ ทำตัวให้ยืดยาดที่สุดเท่าที่จะทำได้
“อิดออดอะไรกันอยู่ได้? เดินต้วมเตี้ยมเหมือนเต่าไต่ถ้ำ! มัดจำก็ได้ไปแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าขืนยังชักช้าอยู่อย่างนี้ก็ไม่ต้องเอาเงินที่เหลือ!” หลัวเทียนหยางตวาดพร้อมสะบัดแส้ฟาดหลังนักล่ารับจ้างที่เดินอยู่ท้ายแถวไปหลายที
เพราะรู้ทั้งรู้แต่ก็เสี่ยงรับงานมา กลุ่มคนบ้าระห่ำจึงทำอะไรไม่ได้ นอกจากเร่งฝีเท้าและเดินลงไป
หานเซินเดินลงไปพร้อมกลุ่ม แม้จะเดินลึกลงมาเรื่อย ๆ แต่เส้นทางก็ไม่ได้ยากลำบากมากนัก และระหว่างทางก็ไม่มีอันตรายอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งพวกเขาปีนลงมาถึงพื้นราบที่จุดต่ำสุดของรอยแยกขนาดใหญ่ก็ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรผิดปกติ นักล่ารับจ้างทั้งหลายต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก หลายคนเริ่มพูดคุยหยอกล้อกันได้อีกครั้ง
ก้นรอยแยกมืดสนิท ต้องอาศัยแสงจากคบเพลิงเท่านั้นจึงจะมองเห็น เมื่อช่วยกันยกไฟขึ้นส่อง พวกเขาก็เห็นว่าบริเวณที่ยืนอยู่ในขณะนี้มีลักษณะเป็โพรงถ้ำมหึมา เบื้องหน้ามีแม่น้ำใต้ดินสายใหญ่ไหลผ่านภายในถ้ำ หากล่องไปตามลำน้ำคิดว่าสามารถทะลุไปสู่ทางออกถ้ำอีกฟากได้ แต่แน่นอน ไม่มีใครในกลุ่มนักล่ารับจ้างที่รู้ว่าจะไปโผล่ออกที่ไหน
“ข้ามน้ำแล้วเข้าไปในถ้ำที่อยู่อีกฝั่ง!” หลัวเทียนหยางสั่งพลางชี้บอก จุดที่เขาชี้คือความมืดมิดอีกฝั่งของแม่น้ำใต้ดิน
“พี่หลัว ผมว่ายน้ำไม่เป็ แม่น้ำกว้างขนาดนี้ แถมเชี่ยวหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมคงข้ามไปไม่ไหว” นักล่ารับจ้างหนุ่มคนหนึ่งแย้ง
“ใครบอกให้พวกนายว่ายน้ำ? มีเรือยางอยู่นี่ เอ้า! เป่าลมให้เต็มแล้วพายข้ามไปสิ” หลัวเทียนหยางเปิดห่อสัมภาระบนหลังม้าออก ข้างในเต็มไปด้วยเรือยางขนาดใหญ่ เมื่อเป่าลมจนเต็ม เรือหนึ่งลำสามารถนั่งได้ถึงห้าคน
นักล่าทั้งหลายช่วยกันใช้ที่สูบลมขนาดเล็กเป่าเรือให้พอง แล้วแบ่งกลุ่มละสี่ถึงห้าคนขึ้นเรือยางพายข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำ
แม้กระแสน้ำจะไม่เชี่ยวมากนัก แต่ทุกคนก็อดกลัวไม่ได้ว่าจะถูกพัดจม อย่างไรก็ตามมีเรือสองลำที่ข้ามไปถึงกลางลำน้ำอย่างรวดเร็ว
*ฟุ่ม!*
จู่ ๆ ก็เกิดเสียงน้ำกระเพื่อมอย่างรุนแรง สิ่งมีชีวิตสีดำสนิทพุ่งขึ้นมาจากใต้น้ำ ครึ่งตัว่บนโผล่พ้นน้ำทิ้งส่วนล่างอีกครึ่งไว้ในน้ำลึก สิ่งมีชีวิตตัวนี้มีรูปร่างคล้ายงูั์ ลำตัวของมันใหญ่เท่าท่อนซุง ตลอดหัวและตัวปกคลุมด้วยเกล็ดมันเลื่อม ความกว้างของปากที่อ้าออกราวกับกลืนวัวเข้าไปได้ทั้งตัว
ทว่าสิ่งที่งูดำกลืนลงท้องในตอนนี้ไม่ใช่วัว เพราะปากใหญ่เพิ่งงับนักล่าบนเรือลำหนึ่งเข้าเต็มคำ ลำตัวใหญ่โตบดขยี้เรือยางจนกระจุย ผู้โดยสารที่เหลือร่วงลงสู่แม่น้ำทั้งหมด
นักล่าบนฝั่งใสุดขีด พวกที่อยู่บนเรือพยายามพายกลับเข้าฝั่งอย่างบ้าคลั่ง ส่วนพวกที่ยังไม่ลงน้ำก็รีบทิ้งเรือและหันหลังวิ่งหนี
*เช้ง!*
แสงจากดาบที่สะบัดเร็ว ๆ ปรากฏวูบทันที คนที่วิ่งหนีไปไกลที่สุดสองคนถูกหลัวเทียนหยางกับพวกอีกคนฟันคอขาดกระเด็น หลัวเทียนหยางใช้ดาบเปื้อนเืชี้หน้าคนที่เหลือพร้ะโกนอย่างเ็า “พวกแกรับมัดจำไปแล้ว! สัตว์อสูรมีแค่ตัวเดียว ถ้าพายข้ามไปได้ก็รอด แต่ถ้าใครคิดจะหนีฉันจะฆ่าเดี๋ยวนี้เลย จะเสี่ยงแต่มีโอกาสรอดกลับไปหรือจะตายทันทีอยู่ที่นี่ก็เลือกเอา!”
กลุ่มนักล่ารับจ้างต่างถูกความเหี้ยมโหดของหลัวเทียนหยางข่มขวัญ เมื่อถูกคมดาบบังคับ พวกเขาก็ไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงน้ำและพายเรือข้ามไปยังอีกฝั่ง
‘พวกชั่ว! ระยำจริง ๆ กะจะใช้ชีวิตคนพวกนี้เป็เหยื่อล่อสัตว์ประหลาดนั่น!’ หานเซินสบถในใจ เรือที่ถูกสัตว์ประหลาดทำลายเมื่อครู่ คนที่ตกน้ำพยายามว่ายกลับเข้าฝั่งอย่างสิ้นหวัง แต่ไม่ถึงนาทีก็เหมือนถูกบางสิ่งฉุดลงใต้น้ำ แล้วเสียงของพวกเขาก็เงียบหายไป
ผิวน้ำมืดมิดจนมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กลิ่นคาวและคราบเืดำ ๆ ที่ลอยเข้าฝั่งทำให้ทุกคนจินตนาการได้ถึงจุดจบของพวกเขา
นักล่ารับจ้างที่เหลือยังคงพายเรืออย่างเชื่องช้าเพราะความกลัวว่าสัตว์อสูรน่ากลัวตัวนั้นจะโผล่มาอีก หลัวเทียนหยางไม่พูดอะไร แต่ตวัดแส้ข่มขู่เสียงดัง ทำให้ทุกคนจำต้องเร่งฝีพายไปข้างหน้า
ทุกวินาทีที่เรืออยู่ในแม่น้ำ ไม่มีใครกล้าประมาท ทุกคนพยายามพายเรือสุดกำลัง เพราะคิดว่าหากข้ามไปถึงอีกฝั่งได้ก็อาจรอดชีวิต และยิ่งอยู่กลางน้ำนานเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้น
หานเซินตวัดไม้พายพลางชูคบไฟส่องไปรอบ ๆ ถ้าเ้างูั์นั่นพุ่งขึ้นมาจากน้ำอีกเมื่อไหร่ เขาก็พร้อมจะเรียกิญญาอสูรเืศักดิ์สิทธิ์ออกมาใช้เพื่อเอาชีวิตรอด
*ฟุ่ม!*
ทันใดนั้น เสียงน้ำกระเพื่อมก็ดังขึ้นอีกครั้ง สัตว์อสูรสีดำตัวเดิมพุ่งขึ้นจากน้ำ งับเรือยางอีกลำจนแตก คนบนเรือกรีดร้องโหยหวน น้ำกระเซ็นสาดกระจายไปทั่ว
“เฮ้ย! หยุดทำไม ถ้าไม่อยากตายก็รีบพายต่อสิวะ!” หานเซินะโใส่คนบนเรืออีกสองคนที่กำลังตื่นกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ขณะเดียวกันเขาก็จ้วงไม้พายอย่างบ้าคลั่ง ในใจสาปแช่งกลุ่มโอรส์ไปถึงบรรพบุรุษ
‘ไอ้พวกเวรตะไลโอรส์ นรกส่งมาเกิดรึไง โ-ตรพ่อโ-ตรแม่มันไม่สั่งสอนให้รู้จักผิดชอบชั่วดีบ้างเลยเรอะ!’
สองคนที่อยู่บนเรือเดียวกับหานเซินถูกเสียงหานเซินเรียกสติ จึงรีบพายอย่างเต็มที่ ทว่าเสียงน้ำกระเพื่อมกับเสียงร้องโหยหวนรอบข้างก็ยังดังมาเป็ระยะ ไม่รู้ว่ามีอีกกี่คนที่ถูกสัตว์ประหลาดสีดำจอมเขมือบทำลายเรือและกลืนลงท้อง
.
.
.