ตะวันรอนผ่อนแสงลงที่เส้นขอบฟ้าทิ้งไว้เพียงแสงสีส้มหม่นที่ดูราวกับหยดเืสดป้ายลงบนผืนผ้าใบมรณะเหนือกุฏิร้างและยอดไม้ที่ยืนต้นตายซากดุจอนุสาวรีย์แห่งความโศกเศร้าอันเป็นิรันดร์
ณสุสานท้ายหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญแห่งนี้มิใช่สถานที่สำหรับพเนจรผู้แสวงหาความรื่นรมย์ ทว่ามันคือจุดจบของทุกสรรพสิ่งไอหมอกยามเย็นเริ่มพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินที่อับชื้นไม่ต่างจากลมหายใจสุดท้ายของคนตายส่งกลิ่นสาบสางของปฐีและซากปรักหักพังลอยวนเวียนอยู่รอบแผ่นศิลาที่สลักชื่อไว้จนเลือนรางบางแผ่นก็ล้มคว่ำคะมำหงายราวกับเกียรติยศที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลาที่ไร้ความปรานี
ฟางหานเดินนำลู่ชิงเหยาเข้ามาในเขตสุสานอย่างเงียบเชียบเฉกเช่นเงาพรายที่ล่องลอยผ่านประตูผีแววตาสีแดงฉานหลังหน้ากากศิลาวาวโรจน์ขึ้นในความมืดที่เริ่มโรยตัวปกคลุมขุนเขาจื่อซานทุกฝีเท้าที่เขาััพื้นหินแหลมคมกลับไร้ซึ่งสุ้มเสียงราวกับว่าพื้นธรณีแห่งนี้ยำเกรงเกินกว่าจะส่งเสียงขานรับมัจจุราชผมขาว
เขาหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้ากระท่อมมุงจากหลังเล็กที่ดูทรุดโทรมเสมอเหมือนคนชราที่รอวันแตกดับอยู่เพียงลำพังท่ามกลางบรรยากาศที่วิเวกวังเวงจนน่าขนลุก ที่นั่น... บนขอนไม้ผุพังปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งนั่งสงบนิ่งเปรียบดั่งรูปสลักหินที่ไร้ิญญามานานนับศตวรรษ
ชายผู้นั้นสวมชุดผ้าป่านขาดวิ่นที่ดูเหมือนจะถักทอด้วยเส้นใยแห่งความสิ้นหวังดวงตาทั้งสองข้างถูกบดบังด้วยผ้าพันแผลสีเหลืองหม่นที่เปรอะเปื้อนคราบเืและน้ำตาที่แห้งกรังทว่านิ้วมือที่เรียวยาวของเขากลับกำลังลูบไล้ไปตามขอบถ้วยชาดินเผาอย่างแ่เบาและมีจังหวะท่วงท่าของเขาดูโดดเดี่ยวอ้างว้างทว่ากลับแผ่ซ่านไอพลังที่หนักแน่นและลึกซึ้งจนยากจะหยั่งถึงดั่งก้นบึ้งของขุมนรกมืด
“มาถึงจนได้นะ...คนที่กลิ่นอายเหมือนความตายแต่หัวใจยังเต้นอยู่”
ชายตาบอดเอ่ยขึ้นน้ำเสียงของเขาแหบพร่าและกังวานไม่ผิดจากเสียงกระดิ่งลมที่พัดผ่านสุสานร้างในยามที่ิญญาออกเร่ร่อนฟางหานยืนนิ่งเอามือไขว้หลังลมเย็นพัดผ่านผมสีขาวของเขาจนพริ้วไหวราวกับธงรบสีขาวท่ามกลางป่าช้าที่ไร้ผู้คน
"คนที่มองไม่เห็นแสงสว่าง...เหตุใดถึงรู้ว่าใครมีหัวใจที่ยังเต้น?"
ฟางหานถามกลับน้ำเสียงเ็าไร้อารมณ์ดุจคนตายสนทนากับคนใบ้
ชายตาบอดขยับยิ้มบาง ๆที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ดูเวทนาต่อโชคชะตาโลก
“คนตาดีมองเห็นเพียงเปลือกนอกที่ลวงตามองเห็นหน้ากากที่สวมใส่ มองเห็นยศถาบรรดาศักดิ์ที่ฉาบไว้ด้วยทองคำ...แต่คนตาบอดเช่นข้าได้ยินเสียงของจิติญญาที่กู่ร้องด้วยความแค้นเ้าก้าวเดินมาด้วยฝีเท้าที่สม่ำเสมอแต่กลับไร้น้ำหนักเฉกเช่นิญญาที่ยังหาทางลงนรกไม่เจอและแม่นางที่อยู่ข้าง ๆ เ้านั้น... หัวใจของนางเต้นแรงกว่าปกติเพียงเล็กน้อยเป็จังหวะที่ปนเปไปด้วยความกังขาและกระหายใคร่รู้ในสิ่งที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวราวกับเด็กน้อยที่กำลังเล่นกับไฟ”
ลู่ชิงเหยาขมวดคิ้วแววตาของนางฉายแววระแวดระวังเปรียบดังแมวป่าที่พบศัตรู
“ท่านคือคนที่ปล่อยข่าวเื่หุบเขาอัคนีเย็นใช่หรือไม่?เหตุใดถึง้าพบพวกเราที่นี่? หรือสุสานแห่งนี้จะเป็สถานที่ที่ท่านจัดเตรียมไว้ให้พวกเรานอนหลับใหลชั่วนิรันดร์?”
“ข้ามิได้้าพบพวกเ้า...แต่ข้า้าพบ ‘คนที่คู่ควร’ กับความลับที่แลกมาด้วยเืต่างหาก”
ชายตาบอดวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้ที่ผุพังอย่างแ่เบาจนไร้สุ้มเสียง
“หุบเขาอัคนีเย็นมิใช่สถานที่สำหรับเดินเล่นของพวกคุณหนูตระกูลใหญ่หรือพวกจอมยุทธ์หน้าใหม่ที่กระหายชื่อเสียงแต่มันคือสุสานของผู้ที่ละโมบและผู้ที่อ่อนแอเกินกว่าจะคุมพลังของตนเองได้เ้าหน้ากากศิลา... เ้า้าสิ่งใดจากที่นั่น? พลังเพื่อกอบกู้ หรือพลังเพื่อทำลายล้างทุกสิ่งให้สิ้นซาก?”
"ข้า้าพลังที่แข็งแกร่งพอจะบดขยี้์จอมปลอมให้จมลงดินและกระชากหน้ากากวิญญูชนของคนพวกนั้นออกมาแฉต่อโลก"
ฟางหานตอบเพียงสั้น ๆแต่ละคำหนักแน่นดั่งศิลาพันชั่งที่หล่นทับอกคนฟัง
“พลังที่แลกด้วยความเป็มนุษย์น่ะหรือ?”ชายตาบอดถามพลางเลิกคิ้วที่ไร้ดวงตาขึ้นอย่างเยาะหยัน
“เ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อเ้าได้มันมาเ้าจะไม่มีวันกลับไปเป็คนเดิมได้อีกตลอดกาลเ้าจะกลายเป็อสูรที่โดดเดี่ยวจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้แม้แต่คนที่เ้ารักที่สุดก็จะหวาดเกรงเ้า”
"หากความเป็มนุษย์หมายถึงการถูกเหยียบย่ำและพรากทุกสิ่งที่รักไป...ข้าก็ยินดีที่จะสลัดมันทิ้งไปเสียั้แ่บัดนี้เพื่อกลายเป็ปีศาจที่พวกมันต้องสั่นสะท้านทุกลมหายใจ!"
ความเงียบเข้าครอบคลุมสุสานชั่วขณะมีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านซอกหิน ลู่ชิงเหยารู้สึกได้ถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้นระหว่างชายทั้งสองคนเสมอเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าปะทะกันทันใดนั้น ชายตาบอดพลันสะบัดข้อมือเพียงนิดถ้วยชาดินเผาก็พุ่งวาบเข้าหาฟางหานด้วยความเร็วที่เหนือกว่าลูกธนูเพลิงที่ยิงจากหน้าไม้กล!
ฟางหานมิได้หลบหลีกแม้เพียงเศษเสี้ยวองศาเขาเพียงชูมือขึ้นคีบถ้วยชานั้นไว้ได้ด้วยนิ้วเพียงสองนิ้วอย่างง่ายดายทว่าปราณที่แฝงมากับถ้วยกลับสั่นะเืมหาศาลจนน้ำชาภายในกระเพื่อมขึ้นมาเป็สายน้ำสีใสหมุนวนดั่งัวารีขนาดจิ๋วที่กำลังพิโรธ
“วิชาไหมฟ้าดับสูญ...”ชายตาบอดพึมพำด้วยความทึ่ง
“เ้าคือศิษย์ของเฒ่าดับสูญงั้นรึ?ช่างเป็วาสนาที่อัปมงคลยิ่งนัก!เ้าเฒ่านั่นยังขี้เหงาเหมือนเดิมสินะถึงได้สร้างปีศาจเยี่ยงตนเองขึ้นมาประดับโลกนี้อีกตน”
"เฒ่าดับสูญตายไปแล้ว...เหลือเพียงข้าที่แบกรับเจตนารมณ์นั้นไว้เพื่อล้างแค้น"
ฟางหานจิบชาในถ้วยที่รับมารสชาติของมันขมปร่าและเย็นจัดราวกับน้ำแข็งขั้วโลกทว่ากลับทำให้ลมปราณกลืนิญญาในร่างพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างประหลาดเปรียบดังได้รับโอสถ์ที่เคี่ยวกรำมาจากขุมนรก
“ในเมื่อเ้าผ่านบททดสอบแรกของข้าได้ข้าก็จะบอกสิ่งที่เ้าควรรู้” ชายตาบอดลุกขึ้นยืนช้า ๆ รูปร่างที่ดูผอมโซดุจกิ่งไม้แห้งของเขาบัดนี้กลับดูสง่างามประหนึ่งกระบี่เหล็กไหลที่ถูกถอดออกจากฝักมืด
“หุบเขาอัคนีเย็นอยู่ห่างจากที่นี่ไปทางทิศพายัพสามสิบลี้มันถูกปกคลุมด้วยไอเย็นที่จัดจ้านจนแผดเผาิัให้ไหม้เกรียมได้อย่างปาฏิหาริย์และที่นั่น... มีผู้พิทักษ์ที่มิใช่คนและมิใช่มารเฝ้าอยู่นามว่า‘อสูรน้ำแข็งอเวจี’ มันคือสิ่งที่เกิดจากความอาฆาตของแผ่นดิน”
“อสูรน้ำแข็งอเวจี”ลู่ชิงเหยาทวนคำด้วยความสงสัยระคนหวาดหวั่น
“ข้าเคยอ่านในตำราโอสถของสำนักร้อยบุปผาว่ามันคือสัตว์ร้ายในตำนานที่สูญพันธุ์ไปพร้อมกับยุคาเมื่อหมื่นปีที่แล้วมิใช่หรือ?เหตุใดมันถึงยังสถิตอยู่ที่นี่?”
“ตำราบันทึกเพียงสิ่งที่พวกวิญญูชนอยากให้คนรุ่นหลังเห็นเท่านั้นแม่นางน้อยความจริงมักเป็สิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวและซ่อนอยู่ในเงามืดที่ผู้คนหวาดกลัวจะัั”
ชายตาบอดเอ่ยพลางเดินไปที่แผ่นศิลาไร้ป้ายแผ่นหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางดงหญ้า
เขาใช้ปลายนิ้วที่แข็งดุจเหล็กกล้าสลักแผนที่อย่างรวดเร็วลงบนเนื้อหินด้วยพลังดรรชนีที่ลุ่มลึกจนเกิดประกายไฟและควันสีม่วงจางๆ พวยพุ่งออกมา
“จงจำไว้...เมื่อถึงทางแยกที่ไร้รอยเท้าบนหิมะดำ จงเดินตามทิศที่มีกลิ่นของดอกหมันมรณะและเมื่อเข้าสู่ใจกลางหุบเขา อย่าได้เชื่อสิ่งที่ตาเห็น เพราะที่นั่น...ความจริงจะถูกบิดเบือนด้วยความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกถึงดวงิญญา”
ฟางหานจดจำแผนที่นั้นไว้ในมโนสำนึกอย่างแม่นยำราวกับภาพสลักหินเขามองดูชายตาบอดที่กำลังจะเร้นกายเข้าไปในม่านหมอกที่หนาทึบและเย็นเยือก
"เหตุใดท่านถึงบอกเื่นี้แก่เรา?ท่าน้าสิ่งใดเป็การตอบแทน? ยุทธภพนี้ไม่มีคำว่าเมตตาที่ไร้ข้อแลกเปลี่ยน"
ชายตาบอดหยุดก้าวเท้าแผ่นหลังของเขาสั่นไหวเล็กน้อยคล้ายกับการหัวเราะที่ไร้เสียงเยาะหยัน
“ตอบแทนงั้นหรือ?ข้าเพียงอยากเห็นว่า...ระหว่างความแค้นที่แผดเผาดุจไฟบรรลัยกัลป์ในอกเ้ากับน้ำค้างที่สะอาดใสข้างกายเ้าผู้นั้น สิ่งใดจะนำพาเ้าไปสู่จุดจบก่อนกัน!ยุทธภพนี้มันน่าเบื่อและเต็มไปด้วยพวกสวมหน้ากากข้าเพียงอยากเห็นการล่มสลายที่วิจิตรที่สุดเท่านั้นเอง”
ร่างของชายตาบอดเลือนหายไปในม่านหมอกไม่ผิดจากภาพลวงตาที่สลายตัวในสายลมทิ้งให้ฟางหานและลู่ชิงเหยายืนอยู่ท่ามกลางสุสานร้างที่บัดนี้ดูวังเวงและกดดันยิ่งกว่าเดิมลมราตรีพัดกรรโชกเอาจีวรขาด ๆบนกิ่งไม้สะบัดไหวเปรียบดังมือของคนตายที่กำลังกวักเรียกให้ทั้งสองก้าวเข้าสู่อเวจีที่หนาวเหน็บ
ลู่ชิงเหยามองไปที่ฟางหานแววตาของนางเต็มไปด้วยความวิตกและความกังวลที่ท่วมท้น
“ฟางหาน...ท่านคิดจริงๆ หรือว่าคำพูดของชายผู้นี้เชื่อถือได้? แววตาที่ว่างเปล่าของเขาดูเหมือนจะมองเห็นโลงศพที่รออยู่เบื้องหน้าเราและชื่ออสูรน้ำแข็งอเวจีนั่น... ข้ารู้สึกถึงไอสังหารมหาศาลเพียงแค่ได้ยินชื่อของมันท่านมิคิดจะทบทวนอีกครั้งหรือ?”
ฟางหานเก็บถ้วยชาลงพลางจ้องมองไปในทิศพายัพที่มืดมิด"จะจริงหรือเท็จ ข้าก็ต้องไป... หากข้ากลัวความตายข้าคงไม่ปีนขึ้นมาจากกองซากศพในหุบเขาหมื่นศพเมื่อสามปีที่แล้ว ลู่ชิงเหยา...หากเ้าหวาดกลัวความหนาวเย็นและปีศาจนี่คือโอกาสสุดท้ายที่เ้าจะหันหลังกลับไปหาแสงสว่างและชื่อเสียงในสำนักของเ้า"
ลู่ชิงเหยานิ่งไปครู่หนึ่งความเงียบระหว่างคนทั้งสองนั้นช่างยาวนานดั่งศตวรรษก่อนที่นางจะกระชับกระบี่หยกเขียวในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดแววตาของนางกลับมามั่นคงเสมอเหมือนศิลาที่มิอาจไหวติง
“ข้าบอกท่านแล้วไง...นรกที่เห็นด้วยตาตนเอง ยังดีกว่า์ที่คนอื่นปั้นแต่งให้ข้าฟัง ข้าจะไปกับท่านต่อให้ต้องเผชิญกับอสูรจากขุมที่ลึกที่สุดก็ตาม!”
ฟางหานไม่ได้ตอบเป็วาจาทว่าภายใต้หน้ากากศิลาที่แสนเ็า กลับมีร่องรอยของความนับถือในความเด็ดเดี่ยวของสตรีตรงหน้าผุดขึ้นมาเพียงเบาบางประดุจเส้นไหมที่มองไม่เห็นเขาเริ่มออกเดินมุ่งหน้าสู่ทิศพายัพอย่างมั่นคงทิ้งเื้ัไว้เพียงสุสานไร้ป้ายที่ยังคงเก็บงำความลับและความเ็ปของโลกใบนี้ต่อไปในความเงียบงันชั่วนิรันดร์...
เงาของคนทั้งสองทอดยาวไปบนพื้นดินที่เปื้อนเือัสดงเป็ปฐมบทของการเดินทางสู่ใจกลางแห่งความเยือกเย็นที่เป็นิรันดร์
**********************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่ "กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร
************************************
"ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเส้นทางของ'กระบี่คืนิญญา' มาจนถึงบทนี้ครับ...ทุกตัวอักษรผมตั้งใจกลั่นออกมาให้สมกับเวลาที่ท่านมอบให้
สำหรับในตอนหน้า (บทที่ 16) เนื้อหาจะยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีกระดับและผมมีเื่อยากจะขอน้ำใจจากนักอ่านทุกท่านสักเล็กน้อย... หากอ่านแล้วถูกใจผมอยากจะขอแรงสนับสนุนเป็ 'ค่ากาแฟ' สักแก้วเพื่อเป็พลังใจในการรังสรรค์ผลงานคุณภาพแบบนี้ให้ทุกท่านได้มีความสุขกับการอ่านในบทต่อๆไปครับ
ส่วนใครที่อดใจไม่ไหวอยากอ่านรวดเดียวจนจบ 58 ตอน (รวมตอนพิเศษ) ตอนนี้ฉบับ E-book วางแผงที่ MEBแล้วนะครับ ในราคาโปรโมชั่นเฉลี่ยเพียง 'ตอนละประมาณ5 บาท' เท่านั้นเอง!คุ้มกว่าค่ากาแฟหนึ่งแก้วแน่นอนครับ
https://shorturl.asia/8BXCt
ขอบคุณจากหัวใจและพบกันใหม่ในบทที่ 16ที่เข้มข้นกว่าเดิมครับ!"
และอย่าลืมแวะไปอัปเดตอาคมกับโปรเจกต์ใหม่ของผม'อัปเกรดอาคม: มรดกโปรแกรมล่าิญญา' ด้วยนะครับนามปากกา 'พิมภัสสร' รับประกันความขลังครับ!"