จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    ตอนที่ 39 ทักษะเก้าชีพจร

    ตอนที่ 39

    ทักษะเก้าชีพจร 

    หลิงเฉินได้นั่งลงไปที่พื้นของห้องพักพร้อมกับเริ่มนั่งสมาธิเปลือกตาทั้งสองข้างพับปิดลงอย่างช้าๆ 

    ทักษะเก้าชีพจรเป็นทักษะระดับสีแดงที่ลายไปจากใต้หล้ามานานปี ตั้งแต่ในยุคสมัยชีวิตเก่าของหลิงเฉินตอนนั้นทักษะเก้าชีพจรก็หายไปจากยุทธภพเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เพียงคำพูดที่บอกต่อกันมาเท่านั้น

    ทักษะนี้เป็นหนึ่งทักษะที่ลึกลับสำหรับหลิงเฉิน อย่างทักษะจิตอสูรน้ำแข็งที่คุณหนูรองสกุลโม่ฝึกฝน แม้ว่าหลิงเฉินจะไม่เคยฝึกแต่เขาก็รู้ถึงแก่นแท้ของทักษะนี้ดี 

    แต่ว่าทักษะเก้าชีพจรเป็นทักษะที่เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย อาจจะต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกไม่รู้ตั้งกี่ปีถึงจะฝึกฝนมันให้สำเร็จขั้นที่ 1 ได้

    แต่ถึงอย่างไรเสียมันก็คุ้มที่จะลองเสี่ยงดูเพราะว่าทักษะเก้าชีพจร มันทักษะที่มีประโยชน์เป็นอย่างมากในการต่อสู้ 

    ภายในตำรากล่าวเอาไว้ว่าศึกษาโลกให้รู้ถึงแก่นแท้ แล้วใช้พลังวิญญาณส่วนเกินในการสร้างโลกอีกใบขึ้นมา ภายในตำราคงจะเปรียบว่าแก่นพลังวิญญาณนั้นเป็นดั่งโลกภายในร่างกาย ให้ศึกษามันให้บรรลุถึงแก่นแท้จากนั้นก็สร้างมันขึ้นมาอีกใบ 

    หลังจากดวงตาทั้งสองของหลิงเฉินพับปิดลงสิ่งแรกที่ภายในตำราบอกให้เขาทำก็คือการศึกษาถึงแก่นพลังวิญญาณของตนเองให้ละเอียด

    ถ้าเป็นแก่นพลังวิญญาณในชีวิตที่แล้วของหลิงเฉินรู้ถึงองค์ประกอบของมันเป็นอย่างดีแต่ว่าในชีวิตนี้แก่นพลังวิญญาณของหลิงเฉินมันเปลี่ยนไป ตอนนี้แก่นพลังวิญญาณภายในร่างกายของเขาคือแก่นพลังวิญญาณ 5 ธาตุสยบสวรรค์ เพราะฉะนั้นเขาจำเป็นต้องศึกษามันใหม่ทั้งหมด

    การจะศึกษาแก่นพลังวิญญาณให้ละเอียดคนปกติอาจจะต้องใช้เวลาถึงหลายสิบปี แต่สำหรับหลิงเฉินไม่ใช่ ในชาติที่แล้วเขาศึกษาแก่นพลังวิญญาณระดับพิภพโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนเขาก็สามารถเข้าใจถึงโครงสร้างและรายละเอียดของมัน แต่นั้นมันตอนที่เขาเพิ่งเริ่มฝึกฝนในเส้นทางแห่งวิถีการฝึกตน ตอนนี้เขาอาจจะทำมันได้รวดเร็วกว่านั้น 

    แต่เมื่อหลิงเฉินลองคิดดูแล้วแก่นพลังวิญญาณตอนนี้ของเขา เป็นการพลังวิญญาณที่ชื่อว่า 5ธาตุสยบสวรรค์ที่อยู่ในระดับ สวรรค์ แน่นอนว่าโครงสร้างและทุกอย่างของมันก็จะลึกล้ำกว่าแก่นพลังวิญญาณระดับพิภพ

    หลังจากที่หลิงเฉินพยายามศึกษามันอยู่ประมาณหนึ่งชั่วยามเต็มๆมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แก่นพลังวิญญาณระดับ สววรค์ มันมีความลึกล้ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

    ในช่วงเวลาเดียวที่อีกมุมหนึ่งของแคว้นหมิง ณ ชายแดนของแคว้นหมิงที่อยู่ติดกับชายแดนของแคว้นหลิวทั้งสองแคว้นกำลังจะเริ่มศึกครั้งใหญ่กันในวันรุ่งขึ้น 

    แคว้นหมิงและแคว้นหลิวขัดแย้งกันมานานและเริ่มรุกรานใส่กันตั้งแต่เมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้วจนมันกลายเป็นความบาดหมางที่ยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้

    ณ ที่ตั้งค่ายทหารแคว้นหมิง ทหารรวมแสนคนที่เดินทางมาพร้อมทำศึกในครั้งนี้ กระโจมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางค่าย ภายในนั้นมีแม่ทัพน้อยใหญ่มากมายกำลังนั่งรอชายคนหนึ่งอยู่ 

    “ นี่พวกเจ้าคิดเห็นอย่างเยี่ยงไร ” แม่ทัพผู้หนึ่งได้ถามขึ้นอย่างรวมๆ

    “ ศึกครั้งนี้พวกเราไม่แพ้อย่างแน่นอนเพราะว่าครั้งนี้ท่านแม่ทัพใหญ่ก็เดินทางมาด้วยตัวเองแถมยังมีไท่จื่อเสด็จมาด้วยพระองค์เองอีก ” แม่ทัพผู้หนึ่งกล่าวแสดงความคิดขึ้นมา

    “ ท่านแม่ทัพใหญ่ข้าพอเข้าใจได้ แต่ไท่จื่อจะไหวงั้นรึ  ” รองแม่ทัพใหญ่ที่นั่งเงียบมานานได้แสดงความคิดเห็นเขาเขา เขาคือชายร่างกายล่ำสันสวมใส่ชุดเกราะสีเงินมีใบหน้าที่เฉยชาเขาผู้นี้เป็นทหารคนสนิทของแม่ทัพใหญ่ 

    “ ท่านพูดอะไรน่ะท่านรองแม่ทัพ!!! ”

    “ ข้าพูดเรื่องจริง แม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนเหมือนกันแต่องค์ไท่จื่อก็เป็นเพียงผู้ฝึกตนที่ถึงเพียงแค่ระดับหยั่งรู้ ขั้น 2 เท่านั้นเอง ” รองแม่ทัพใหญ่ได้กล่าวดูถูกอย่างออกนอกหน้า 

    รองแม่ทัพใหญ่ผู้นี้เป็นคนที่จริงจังกับการรบมากเพราะฉะนั้นการมาขององค์ไท่จื่อในครั้งนี้เขาคิดได้อย่างเดียวคือเด็กมาเดินเล่นจนอาจจะทำให้การรบครั้งนี้เสียได้ 

    “ ท่านพูดเกินไปแล้วท่านรองแม่ทัพใหญ่ เป็นที่รู้กันดีทั้ง 5 แคว้นว่าไท่จื่อของเราเป็นองค์ไท่จื่อที่มีความสามารถมากที่สุด ” แม่ทัพผู้หนึ่งกล่าวสวนขึ้นมาอย่างทันควัน

    “ องค์ไท่จื่อนั้นฉลาดเรื่องการบริหารบ้านเมืองข้ายอมรับแต่การรบมันไม่ใช่!!! ” 

    “ ท่านกำลังดูถูกไท่จื่องั้นรึ!!! ”

    “ ใช่!!! ” รองแม่ทัพใหญ่ตอบรับอย่างเต็มปาก เขาเป็นคนเปิดเผยอยู่แล้วชอบผู้ใดก็บอกว่าชอบไม่ชอบผู้ใดก็บอกว่าไม่ชอบ 

    ตอนนี้ภายในกระโจมขนาดใหญ่แห่งนี้เต็มไปด้วยความอึดอัดเหล่าแม่ทัพน้อยใหญ่ต่างเริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจใส่กัน แน่นอนว่าผู้ที่คิดแตกต่างไม่ได้มีแค่รองแม่ทัพใหญ่ผู้คนนั้นย่อมแบ่งเป็นสองฝั่งสองฝ่ายอยู่แล้ว

    ในขณะที่พวกเขากำลังเขม่นกันอยู่นั้นเองเสียงของทหารด้านหน้าได้ตะโกนขึ้นมาอย่างดังลั่น “ องค์ไท่จื่อเสด็จแล้ว!!! ”

    เมื่อได้ยินเสียงของทหารด้านนอกตะโกนดังลั่นเหล่าแม่ทัพน้อยใหญ่ก็เริ่มจัดระเบียบของตนเองแล้วนั่งอย่างมีมารยาท แม้ว่าเมื่อครู่พวกเขาจะทะเลาะกันเล็กน้อยแต่ว่าเมื่ออยู่ตรงหน้าของนายท่าทางของพวกเขาต้องดูมีมารยาทที่สุด

    ไม่นานนักร่างของชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่มีช่วงอายุอยู่ราวๆสักประมาณสิบเก้าปีได้เดินผ่านทางเข้าของกระโจมเข้ามาด้านหน้า รูปหน้าหล่อเหลาคมสัน คิ้วทั้งสองขมวดเข้มพลันกับแสดงแววตาที่ดุดันใบหน้านั้นไม่มีรอยยิ้มเลยสักนิด ทั่วทั้งกายสวมใส่เกราะสีทองอร่ามร่างกายองอาจสง่างาม เขาคือองค์ไท่จื่อของแคว้นหมิง หมิงเหอหลิง 

    ผู้ที่เดินตามด้านหลังขององค์ไท่จื่อมานั้นคือแม่ทัพใหญ่ของแคว้นหมิง 

    “ ถวายบังคมองค์รัชทายาท!!! ” เหล่าแม่ทัพน้อยใหญ่กล่าวขึ้นมาพร้อมกันอย่างหนักแน่น

    จบตอน