ตอนที่ 148
ซางกวานเฉิน แม้จะรู้สึกเจ็บใจ หากแต่มันก็ทำสุดความสามารถแล้วจึงไม่มีอะไรให้ค้างคา ถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง คล้ายว่ายกภูเขาออกจากอก... ซางกวานเฉินเป็นคนที่มีอุดมการณ์และวิถีทางอันแรงกล้า ดังนั้นจึงไม่ใช่คนที่เห็นแก่ชื่อเสียงอะไรแม้จะพ่ายแพ้ก็มิได้รู้สึกอับอาย ยื่นมือจับประสานกับ ซุน อย่างมีมารยาท...
“พยายามเข้าล่ะ ข้ารู้ว่าเจ้ายังมีความสามารถบางอย่างเก็บซ่อนไว้อยู่”
ซุน ยิ้มรับ พลางพยักหน้า...
“เป็นการต่อสู้ที่ดี หากการประลองนี้คือการเปรียบวัดกันที่วิถีแห่งกระบี่ข้าก็คงพ่ายแพ้ไปแล้ว…”
ซางกวานเฉิน มองสำรวจ ซุน เล็กน้อย ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึงทั้งที่บุกฝ่าปราณกระบี่นับไม่ถ้วนถึงเพียงนั้น ร่างกายกลับไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ปรากฏอยู่เลยมีเพียงบาดแผลตื้นเขินประปลาย และอาภรณ์ที่ขาดวิ่นรุ่งริ่ง บ่งบอกถึงพื้นฐานพลังคุ้มกายที่เหนือขอบเขตสามัญสำนึกไปแล้ว...แม้จะมีอาการบอบช้ำภายในให้เห็น แต่ภาพรวมยังนับว่าสมบูรณ์เกือบ 8 ใน 10 ส่วน
“รอบถัดไป หากไม่ผิดพลาดเจ้าก็น่าจะได้เจอกับ เกาทงหลินเจ้านั้นเป็นอัจฉริยะแท้จริง ประสบการณ์ต่อสู้ก็สูงมากความแข็งแกร่งคงจะเหนือกว่าข้าระดับหนึ่งไม่มากก็น้อย... แต่ก็มิใช่ว่าเจ้าจะไม่มีโอกาสชนะยังคงมีความเป็นไปได้
ทว่า... หากเจ้าโชคดีเอาชนะ เกาทงหลิน ไปได้จริง ๆ รอบชิงชนะเลิศในวันนี้อย่าคิดพยายามฝืนเอาชนะ เฉียงตงฟาง เป็นเด็ดขาด!! เจ้านั่นมันคือสัตว์ประหลาดในรุ่นเยาว์ขนานแท้แม้ว่าจะให้ตัวแทนจากพรรคมังกรฟ้าทั้ง 9 คน รุมเล่นงานก็ยังไม่มีโอกาสชนะเฉียงตงฟาง ได้เลย
โดยเฉพาะเมื่อ เฉียงตงฟาง ระเบิดพลังของร่างสถิตออกมา... เจ้านั่นมันจะไม่ได้อยู่ในระดับของมนุษย์อีกต่อไปถือเป็นคำเตือนที่ข้าอยากจะแนะนำเจ้า...” ซางกวานเฉินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่จริงจังอย่างที่สุด ราวกับเห็น ซุน เป็นสหายร่วมวิถีกระบี่ผู้หนึ่ง
ซุน ทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับเบา ๆ
อดไม่ได้ที่จะสะท้านสะเทือนภายในใจอยู่ลึก ๆ
ชัยชนะของ ซุน ถูกประกาศขึ้น ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงของเหล่าผู้ชมเพราะนี่คือการพลิกผันผลการประลองครั้งใหญ่ ชนิดที่ว่าถูกประกาศออกไปนอกเวทีประลองจะต้องมีคนคิดว่าเป็นเรื่องโกหก...แต่สำหรับผู้ชมที่ได้ดูการประลองตั้งแต่ต้นจนจบ ย่อมไม่มีใครเคลือบแคลงใจในชัยชนะครั้งนี้!!
ภาพการบุกฝ่าปราณกระบี่นับไม่ถ้วนยังตราตรึกใจผู้ชมจำนวนมากอยู่เลย นึกไม่ออกเลยว่าจำเป็นต้องใช้จิตใจและร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงใดจึงจะสามารถกระทำการเช่นนั้นได้... และการโจมตีครั้งสุดท้ายที่ ซุนเลือกโจมตีที่กระบี่ มิใช่ร่างกายของ ซางกวานเฉิน ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก
เพราะในยุทธภพที่แข่งขันที่สูงล้ำ ชัยชนะในวันนี้ อาจกลายเป็นความพ่ายแพ้ในวันหน้า...ดังนั้นภายใต้การประลองหากสามารถเล่นงานอีกฝ่ายให้สาหัสได้โดยไม่ผิดกฎ เกือบทั้งหมดย่อมเลือกที่จะกระทำโดยไม่ลังเลเพื่อปิดโอกาสการเติบโตของคู่แข่ง... ดังนั้นการลงมือของ ซุนจึงทำให้เหล่ายอดฝีมือระดับสูง รู้สึกประทับใจ ซุน ยิ่งนักที่มีทั้งความแข็งแกร่งและคุณธรรมที่น่าชื่นชม
จนเริ่มมีการพูดถึงมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความสามารถที่เกินขอบเขตพื้นฐานลมปราณมีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ดีและแง่ร้าย บ้างก็ว่า ซุน มีวัตถุปกปิดพื้นฐานแท้จริงบ้างก็ว่า ซุน ใช้โอสถปลุกชีพจรชั่วคราว ซึ่งนั่นคือการผิดต่อกฎการประลอง ถึงขั้นที่ทางสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพส่งคนมานำโลหิตของซุน ไปตรวจสอบโดยตรง ๆ แต่ก็พบแค่เพียงฤทธิ์ของสุราฟื้นฟูลมปราณเท่านั้นซึ่งไม่ถือเป็นสิ่งต้องห้าม...
ณ อัฒจันทร์ด้านหนึ่ง...
ซางเต๋อ ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ ในขณะที่ เตียมู่หย่งพลันส่งเสียงหัวเราะแผดดังขึ้น... แม้ว่า ซางเต๋อ จะรู้สึกว่าการประลองครั้งนี้ไม่มีความยุติธรรมอย่างยิ่ง เพราะ ซุน ไม่ได้เอาชนะ ซางกวานเฉินด้วยวิถีแห่งกระบี่ แต่เอาชนะด้วยขวานศิลาในกระบวนสุดท้าย ทว่าวาจาเมื่อลั่นออกไปแล้วในฐานะผู้มีชื่อเสียงจะดึงกลับคืนมาได้เยี่ยงไร? สุดท้ายจึงสูญเสียกระบี่สำรองล้ำค่าเล่มหนึ่งไปกับเดิมพัน...
เตียมู่หยง มองกระบี่อักขระระดับสูงเล่มนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะปลื้มปริ่มตั้งใจว่าจะนำไปมอบเป็นของขวัญให้กับ ซุน ในชัยชนะครั้งนี้ เพราะสำหรับ เตียมู่หยงเพียงแค่ทำให้ ซางเต๋อ เสียหน้าได้ ก็ถือว่าคุ้มค่ามากพอแล้ว...
หลังจบการประลอง ยังมีห้องพักฟื้นที่เปี่ยมไปด้วยปราณธรรมชาติคละคลุ้งมีหน่วยแพทย์ของทางสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ คอยช่วยในการรักษาฟื้นฟูนับเป็นความได้เปรียบของผู้ที่ได้ประลองเป็นคู่แรก ที่มีเวลาฟื้นฟูมากกว่าคู่อื่นๆ ตามลำดับการจับสลาก... ทั้งยังมีภาพนิมิตฉายแสงสะท้อนการต่อสู้บนเวทีในคู่ประลองอื่นๆ ให้ ซุน ได้ชมขณะฟื้นฟูร่างกายอีกด้วย...
การประลองในรอบสองนี้ ยังคงดำเนินต่อไป... ซึ่งผลการประลองนอกเหนือจากคู่ของซุน และ ซางกวานเฉิน ก็ไม่มีคู่ได้พลิกผันในความคาดหมาย... เฉียงตงฟาง ไป๋หู่จิงหรงซวงฉวี่ เกาทงหลิน ลั่วชิงเหอ และ อี้เหวินจิน กลุ่มอัจฉริยะผู้เยาว์ทั้ง 5รวมไปถึง ลั่วชิงเหอ ได้ผ่านเข้ารอบ 3 เป็นที่เรียบร้อย
เหลือก็แค่คู่สุดท้ายของรอบที่ 2 นี้ เป็นการปะทะระหว่าง เจี่ยโย่วเทียนและ อี้เหวินเจี่ย ถือเป็นคู่ที่เรียกได้ว่าน่าสนใจที่สุดในรอบนี้เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีป... ทว่าด้วยความเหนือล้ำกว่าในพื้นฐานลมปราณของเจี่ยโย่วเทียน ที่บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 8 เมื่อเดือนก่อน จึงใช้พลังที่เหนือกว่าและวิถีกระบี่พิสดารที่ราวกับกระบี่นั้นมีชีวิต จึงเอาชนะ อี้เหวินเจี่ย ไปได้ในที่สุดแต่ก็สูญเสียพลังไปไม่น้อย...
จนทำให้ได้ตัวแทน 8 คนสุดท้ายของการประลอง... กรรมการได้ประกาศให้มีการพักฟื้นผู้เข้าประลองเป็นเวลา1 ชั่วยาม ก่อนจะเริ่มต้นการประลองอีกครั้งทันที ในรอบที่ 3 เพื่อเฟ้นหา ตัวแทนที่แข็งแกร่งที่สุดจากทั้ง4 สาย...
ซึ่งในสายประลองที่ 4 นั้น...
ซุน ปะทะ เกาทงหลิน
..................................................
ห้องพักฟื้น...
เวลานี้ผู้ผ่านเข้ารอบทั้ง 8 คน มารวมตัวกันภายในห้องพักฟื้นที่จัดเตรียมไว้แห่งนี้มีหลายคนที่สูญเสียลมปราณไปมาก ทั้งยังมีบาดแผลบนเรือนกายหลังการต่อสู้ในสองรอบที่ผ่านมาเพราะถึงยังไงนี่ก็เป็นการต่อสู้ของผู้เยาว์ฝีมือดีที่ถูกเลือกมาจากทั่วทวีปทุกคนล้วนเยี่ยมยุทธไม่อาจประมาท แม้จะเอาชนะได้แต่ก็มิอาจสมบูรณ์แบบในทุกการประลอง
โดยเฉพาะ ซุน และ เจี่ยโย่วเทียนที่ดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดในรอบ 2 ที่ผ่านมา เนื่องด้วยเป็นการเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งทำให้การประลองสูสีและรุนแรง...
สมาชิกทั้งหมดในห้องนี้ล้วนคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว จากทั้งตำแหน่งและสถานะจะมีก็แต่ ซุน ที่แปลกหน้าสำหรับคนอื่น ๆ ถึงกระนั้นองค์รัชทายาท ลำดับที่ 9ไป๋หู่จิวหรง กลับเป็นคนเดียวที่คล้ายจะสนิทสนมกับ ซุน มากที่สุดสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ ท่ามกลางสายตาแปลกประหลาดของอีกหลาย ๆ คน
เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ หันมองหน้ากันเล็กน้อยเผยแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิดหนักใจ ก่อนที่ทั้งสองจะตัดสินใจเดินตรงเข้ามาหาซุน พร้อม ๆ กันด้วยใบหน้าเคร่งขรึม... การเข้ามาครั้งนี้เป็นความรู้สึกที่แตกต่างในหลายๆ แง่มุม ดวงตาของทั้งสองฉายแววประหลาด
ลั่วชิงเหอ จะแค่นเสียงออกมาเบา ๆ
“เอกลักษณ์ลมปราณเช่นนี้ แม้ใบหน้าเจ้าจะเปลี่ยนไปแต่ข้าที่เคยประมือกับเจ้ามาก่อนหนึ่งกระบวนท่า ย่อมจดจำเอกลักษณ์เหล่านั้นได้ดี...ข้าควรจะเรียกเจ้าว่า ซุน หรือ เหยาซาน หรือว่า แมวสวรรค์ ดีล่ะ?!” ลั่วชิงเหอ กล่าวขึ้นเสียงขรึม
“กระบี่พันชั่งเล่มนั้น ข้าก็จำได้ดี... นั่นเป็นกระบี่ของผู้อาวุโสเถิง ที่เคยเสนอให้กับข้าเมื่อหลายปีก่อน ทว่าวิชาที่ใช้ของข้าไม่เหมาะกันน้ำหนักมหาศาลของมันจึงได้ปฏิเสธไป... เพลงกระบี่ที่เจ้าใช้เกือบทั้งหมด ล้วนประยุกต์มาจากพื้นฐานดั้งเดิมของสำนักสายลมประจิมจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรงั้นหรือ... ศิษย์น้อง?!” เจี่ยโย่วเทียนกล่าวเสริมขึ้นเช่น
ทั้งสองคนมิใช่ศิษย์ระดับต่ำ แต่เป็นถึงชนชั้นศิษย์หลัก 2อันดับแรกของสำนัก ดังนั้นความแน่นแฟ้นที่มีกับสำนักสายลมประจิม ย่อมหยั่งรากลึกจนถึงแก่นแท้ชนิดที่ว่าเมื่อจบการศึกษาไปแล้ว ก็สามารถเข้าเป็นชนชั้นผู้ฝึกสอนได้ในทันทีมีหรือที่ทั้งสองจะมองข้ามการต่อสู้ของ ซุน ในสองรอบที่ผ่านมา
ท่ามกลางคำพูดของ ลั่วชิงเหอ และ เจี่ยโย่วเทียน ย่อมเรียกความสนใจให้กับทุกคนในห้องนี้อย่างมากรวมไปถึง ซวงฉวี่ ที่เคยประมือกับ ซุน มาแล้วครั้งหนึ่ง... โดยเฉพาะ ไป๋หู่จิวหรงที่เบิกตาโพลงขึ้นทันที เพ่งมองมายัง ซุน ด้วยความรู้สึกสับสนเหตุเพราะนางวางแผนจะดึงตัว ซุน เข้าหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ดังนั้นหาก ซุน เป็นคนของสำนักสายลมประจิมอยู่ก่อนแล้วว่ากันตามความเหมาะสมแล้ว คงไม่อาจเข้าหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ได้อีก...
ซุน เผยสีหน้านิ่งสงบต่อวาจาเหล่านั้น ทั้งยังมีรอยยิ้มน้อย ๆปรากฏ เมื่อเรื่องราวบานปลายมาถึงตอนนี้แล้ว ทั้งบรรดาเหล่าผู้ชมในชนชั้นยอดฝีมือที่รู้จักสำนักสายลมประจิมมาบ้าง ก็คงพอจะมองออกในเรื่องนี้ได้เช่นกัน อีกทั้ง ซุนก็เริ่มเชื่อมั่นในพลังการเอาตัวรอดของตนเองมากขึ้น ตามลำดับผ่านการเติบโตและประสบการณ์
ผ่านศึกการประลองในครั้งนี้ มั่นใจว่าตนคงถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น ทั้งจากศัตรูและจากขุมกำลังในอีกหลาย ๆ ฝ่าย ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของ ซุน ในเวลานี้คือสำนักสายลมประจิม ดังนั้นก็ควรจะเชื่อมั่นในสำนักอย่างถึงที่สุด
“ถูกต้อง... ข้าเป็นคนเดียวกับ เหยาซาน ศิษย์สายใน สำนักสายลมประจิม”
“!!!!!!!!!!!” เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ แม้จะคาดเดาไว้อยู่แล้วแต่พอได้ยินจากปากก็ยังอดไม่ได้ที่จะอึ้งงัน ผงะไปเล็กน้อย เผยแววตาสลับซับซ้อน หลากหลายความรู้สึกในเวลาเดียว...
แม้จะมีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นภายในสำนัก แต่ยังไงทุกคนก็ล้วนเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องอาจมองว่า เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ไม่ค่อยจะลงรอยกันนักทว่าเมื่อก้าวออกจากสำนัก ทั้งสองก็นับเป็นคนในครอบครัวเดียวกันหากเกิดความบาดหมางหรือการต่อสู้ที่ด้านนอกก็พร้อมที่จะหยิบยื่นการช่วยเหลือโดยไม่บ่ายเบี่ยง
ดังนั้นพอได้มาทราบสถานะของ ซุน เช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะมอง ซุนเป็นทั้งคู่แข่ง และเป็นพี่น้องในขอบเขตสายตาเดียวกัน... เจี่ยโย่วเทียนเดินกลับไปทันทีโดยไม่พูดอะไรนัก ส่วน ลั่วชิงเหอ หัวเราะเสียงเย็นออกมาพลางสวมกอดอก...
“ทำได้แสบนักนะ... เจอกันคราวก่อนว่าเจ้าแสบมากแล้วแต่ครั้งนี้กลับมากยิ่งกว่า!!เอาเถอะอย่างไรการที่เจ้าผ่านมาถึงรอบนี้ได้ ก็ทำให้ข้าภาคภูมิใจไม่เลว ที่ 3 คนของสำนักเราเข้ามาถึงรอบลึกนี้ได้...”
กล่าวจบ ลั่วชิงเหอ ก็ชำเรืองมองไปยัง เฉียงตงฟาง...
“ทว่ารอบที่ 3 นี่ ข้าอาจจะมาได้แค่นี้ แต่อย่างน้อยข้าจะพยายามทำให้เจ้าสัตว์ประหลาดนั้นบอบช้ำให้มากที่สุดก็แล้วกัน เจ้าก็พยายามเข้าล่ะ เกาทงหลิน แม้นิสัยมันจะน่ารังเกียจแต่ด้านพลังฝีมือเรียกได้ว่าสมกับตำแหน่งเลยทีเดียว...”
ซุน เผยความรู้สึกประหลาดอยู่เนืองลึกอาจเพราะตอนอยู่ภายในสำนักตนมักจะถูกมองด้วยความไม่เป็นมิตรจากศิษย์พี่ศิษย์น้องรอบกายดังนั้นเมื่อจึงทำตัวไม่ค่อยถูกนัก ที่ได้รับไมตรีเล็ก ๆ จากคนอย่าง ลั่วชิงเหอ ทว่าอย่างน้อยก็ทำให้ได้รู้ว่ายังมีสายใยของศิษย์ร่วมสำนักปรากฏให้ได้เห็นอยู่บ้าง...
“ขอบคุณที่ย้ำเตือน... ศิษย์พี่ลั่ว”
การพูดคุยกันของทั้งสามคน ทำให้คนอื่น ๆ ในห้องเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อความประหลาดใจในตัวตนของ ซุน เริ่มที่จะกระจ่างชัด ว่าแท้จริงแล้ว ซุนเป็นศิษย์ลับของสำนักใหญ่อย่างสำนักสายลมประจิมนี่เอง แต่ทุกคนก็ไม่คิดว่าสำนักสายลมประจิมจะปลุกปั้นศิษย์ในรุ่นนี้ได้แข็งแกร่งจนน่าตกใจ
เกาทงหลิน กัดฟันดังกรอด ทั้งที่ตระกูลเกาตามหา ซุนมาตลอดหลายเดือน แต่แท้จริงแล้วกลับไปหลบอยู่ใต้จมูก อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้เช่นเดียวกันย่อมสร้างความไม่สบอารมณ์อย่างที่สุด...
“ให้กำลังใจกันเข้าไป... สุดท้ายพวกเจ้าสามคนก็ต้องจบสิ้นลงในรอบนี้นี่แหละโดยเฉพาะเจ้า ซุน!! อย่าคิดว่าการเอาชนะ ซางกวานเฉิน ได้จะทำให้เจ้าได้ผงาดทัดเทียมรัศมีกับข้า...ยิ่งข้าได้เห็นกระบวนท่าสุดท้าย ที่เจ้าเลือกโจมตีกระบี่ แทนที่จะดับทำลาย ซางกวานเฉินเสียในการประลอง ยิ่งทำให้ข้าแน่ใจว่าเจ้านั้นยังอ่อนหัดนักไม่มีทางเอาชนะข้าได้แน่นอน!!” เกาทงหลิน เค้นเสียงผ่านร่องฟันประกาศกล้าด้วยท่าทีเป็นศัตรูก่อนเริ่มประลอง
ทว่า ซุน กลับหัวเราะใบหน้าเย็นชาออกมา แผ่จิตสังหารอันรุนแรง ที่ไม่เคยดึงออกมาใช้เลยในการประลองก่อนหน้า...เปลี่ยนบรรยากาศภายในห้องให้อึดอัดจน กลายเป็นจุดรวมสายตาของทุกคนโดยพลัน...
“เกาทงหลิน... เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ตัวข้านั้นรู้หนักรู้เบายามลงมือ...ซางกวานเฉิน มีใจคิดประลอง ข้าก็ตอบรับด้วยการประลอง... ทว่าคนอย่างเจ้าที่มีใจคิดสังหารข้าก็พร้อมจะหยิบยื่นตั๋วนรกให้กับเจ้าเอง!! รับรองว่าหากเป็นสถานการณ์เดียวกันกับซางกวานเฉิน ขวานศิลาของข้า จะบรรจงลงกลางกบาลของเจ้า อย่างมิให้คลาดเคลื่อนแม้เพียงนิด!!”
................................................