จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 65 ฉู่เยว่ฉาน

            เมื่อเดินออกมาจากหอตำราฉินอวี่กลับพบกับกลุ่มคนที่ล้อมอยู่ทางด้านขวาของประตูหอตำรา มีแผ่นศิลาแผ่นหนึ่งตั้งอยู่ตรงด้านข้างประตูใหญ่และมีศิษย์จำนวนมากกำลังมองดูแผ่นศิลาและจับกลุ่มพูดคุยกัน

            “มีรายชื่อของศิษย์พี่หญิงฉู่บนแผ่นศิลาแล้ว แม้ว่าจะอยู่ด้านล่างสุดแต่อย่างน้อยที่สุดนางก็ต้องท่องจำตำราไปสองพันห้าร้อยเล่มแล้ว!”

            “ระยะเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปจดจำได้สองพันห้าร้อยเล่มพลังความจำไม่ธรรมดาเลยจริงๆ?”

            “ศิษย์พี่หญิงฉู่พยายามมาหลายครั้งแล้ว และหากเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกไม่นานนางคงจะสามารถท่องจำได้ถึงสามพันเล่มและผ่านการทดสอบชั้นที่หนึ่งของผู้ดูแล”

            ...

            ฉินอวี่แทรกเข้าไปในฝูงชน และมองดูแผ่นศิลาแผ่นใหญ่นั้นด้วยความสนใจ

            แผ่นศิลานั้นมีความสูงสามจ้าง ชั้นบนสุดมีภาพมายาขนาดเท่าฝ่ามือและภาพมายานี้ดูเหมือนจะเป็นภาพของคนกำลังนั่งขัดสมาธิ ใต้ภาพมายานั้นลงมาล้วนเต็มไปด้วยรายชื่อของผู้คนที่เรียงรายติดต่อกัน

            ฉินอวี่มองไล่ลงมาตลอดทั้งแผ่น จนถึงรายชื่อบริเวณล่างสุด “ฉู่เยว่ฉาน”แต่อักษรสามตัวนี้ของคำว่า “ฉู่เยว่ฉาน” ยังแตกต่างจากรายชื่ออื่นๆอยู่ประการหนึ่ง นั่นก็คือ ตัวอักษรสามตัวนี้ยังคงลอยอยู่เหนือพื้นผิวแผ่นศิลามิได้แกะสลักลงไปในเนื้อศิลา

            “หากเป็นตามที่พวกเขาพูดหลังจากท่องจำตำราได้ไม่ต่ำกว่าสองพันห้าร้อยเล่มภายในระยะเวลาหนึ่งก้านธูปก็จะมีรายชื่อปรากฏลอยอยู่บนแผ่นศิลา หรือจะพูดอีกย่างได้ว่ารายชื่อของผู้ดูแลหอตำรานับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักยุทธ์ว่านจ้งมาจะต้องปรากฏอยู่บนแผ่นศิลานี้สินะ?” ฉินอวี่พึมพำกับตัวเอง

            “สายตาของเขาจับจ้องไปยังรายชื่อแรกที่อยู่ใต้ภาพมายาภาพนั้นอีกครั้งและไล่สายตาลงมาเรื่อยๆ

            “หวังโฮ่วเต๋อ”

            “หนีเฟิง”

            “ตี้อวิ่นเทียน”

            เมื่อมองลงมาเรื่อยๆ จนถึงตำแหน่งตรงกลางป้ายศิลา ฉินอวี่ก็ต้องตกใจ

            “หวงถิง!”

            “เขา... เขาก็อยู่ในรายชื่อหรือ?” สีหน้าของฉินอวี่เริ่มแปลกไปทันทีและนึกถึงอาจารย์ที่ที่ทำตัวไม่ค่อยน่านับถือคนนั้น ฉินอวี่ก็พูดอะไรไม่ออกเพราะนึกไม่ถึงว่าพลังความจำของเขาจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้

            จากนั้น ฉินอวี่ก็ค่อยๆ มองลงมาทีละรายชื่อ

            ในตำแหน่งด้านล่างของป้ายศิลา ฉินอวี่ก็พบกับรายชื่อที่คุ้นเคย

            “สวี่โม่ชิง!”

            นางหรือ? นางก็อยู่ในรายชื่อบนป้ายศิลาด้วยหรือ?

            ฉินอวี่ประหลาดใจ ในตอนแรกที่บิดาของเขาได้พูดขึ้นมาว่ามารดาของเขาและสวี่โม่ชิงมีความสนิทสนมกันมากในภายหน้าสามารถไปขอความช่วยเหลือจากนางได้และตอนนี้ตนเองก็ยังมีป้ายคำสั่งของนางอยู่อีกด้วย

            ฉินอวี่ยังคงมองต่อไป

            จนกระทั่งถึงส่วนเกือบล่างสุดของป้ายศิลาก็พบตัวอักษรสองตัว “ลี่อวิ๋น”เมื่อเห็นชื่อนี้ เขาเดาได้ว่าคนผู้นี้คงจะเป็นผู้ดูแลลี่

            “คนที่จะมีรายชื่อบนแผ่นศิลาได้จะต้องท่องจำตำราได้สองพันห้าร้อยเล่มเป็นอย่างน้อย และหากจะสลักชื่อของตนเองลงไปบนแผ่นศิลาพวกเขาต้องจดจำให้ได้อย่างน้อยสามพันเล่ม หากมองจากแผ่นศิลานี้ในหลายปีมานี้สำนักยุทธ์ว่านจ้งมีผู้มีพรสวรรค์อันอัจฉริยะเกิดขึ้นมากมายจริงๆ”ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง และเมื่อได้เห็นแผ่นศิลาแผ่นนี้เขาก็เริ่มรู้สึกว่าสำนักยุทธ์ว่านจ้งแห่งนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่เขาเคยคิดไว้เสียแล้ว

            “หากหวังชิงคัดลอกแบบแผนมาจากสำนักเทียนฉีจะต้องมีสำนักสายในอยู่เหนือสี่สายชีพจรขึ้นไปอีกระดับจึงจะเป็นที่รวมของผู้มีพรสวรรค์อันอัจฉริยะที่แท้จริงและจะต้องมีตำแหน่งของผู้สืบทอด ซึ่งนั่นนับเป็นบุตรแห่งสวรรค์อันภาคภูมิของสำนักที่แท้จริงและมีโอกาสจะได้ขึ้นเป็นเจ้าสำนักต่อไป”

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นฉู่เยว่ฉานก็เดินออกมาจากประตูใหญ่ด้วยใบหน้าซีดเผือด

            “ศิษย์พี่หญิงฉู่สู้ต่อไป อีกไม่นานเท่าไรท่านก็จะผ่านการทดสอบแรกแล้ว”มีศิษย์คนหนึ่งส่งเสียงให้กำลังใจฉู่เยว่ฉาน

            ฉู่เยว่ฉานยิ้มอย่างเฉยเมย และไม่ได้พูดอะไรออกไปก่อนจะเดินจากไปอย่างช้าๆ

            “ท่านเก่งมากแล้วล่ะ” ขณะที่ฉู่เยว่ฉานกำลังเดินผ่านไปฉินอวี่ก็พูดขึ้นมาทันที

            ฉู่เย่วฉานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองไปทางฉินอวี่และพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เดินออกไป

            “ช้าก่อน ศิษย์พี่หญิงฉู่ ข้าขอถามอะไรท่านสักหน่อยได้หรือไม่?” ฉินอวี่รีบตามออกไป เขาต้องการจะถามเรื่องแต้มสนับสนุนสำนักและคำถามอื่นๆอีกมากมาย และคิดว่าคงไม่มีใครเหมาะสมที่จะถามออกไปได้มากเท่าฉู่เยว่ฉานอีกแล้วในเมื่อเขาเป็นที่สนใจของคนระดับอัจฉริยะเช่นนี้ ฉินอวี่ย่อมไม่ปล่อยไปอย่างแน่นอน

            ฉู่เยว่ฉานหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงหันไปมองฉินอวี่ด้วยสายตาที่ดูมีชีวิตชีวาเมื่อนางเห็นการแสดงออกที่ตรงไปตรงมาและดวงตาที่เผยให้เห็นความจริงจังของฉินอวี่ฉู่เยว่ฉานก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า

            ฉินอวี่ยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็เดินตามฉู่เยว่ฉานไปข้างหน้าอย่างช้าๆในขณะที่ศิษย์คนอื่นต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง จ้องมองไปทางฉินอวี่อย่างตกใจ

            “คางคก... ไม่สิ คางคกเน่าคิดจะกลืนกินหงส์ฟ้า เจ้า...เจ้าคนใกล้ตายกล้าเอื้อมสูงถึงเพียงนี้ ช่างหน้าไม่อายสิ้นดี”

            “หน้าไม่อาย ไม่มียางอายจริงๆ”

            “ใครๆต่างก็รู้ว่าฝูโจ้วบุตรแห่งสวรรค์ผู้ภาคภูมิอันดับหนึ่งของสำนักยุทธ์ว่านจ้งหลงรักศิษย์พี่หญิงฉู่มาเป็นเวลานาน...ดูเหมือนคนใกล้ตายผู้นี้คงจะมีอายุไม่ถึงสามปีแล้วจริงๆ”

            “รนหาที่ตายจริงๆ เลยเชียว แม้ว่าศิษย์พี่หญิงฉู่จะเข้าถึงง่ายแต่ก็ไม่ใช่บุคคลที่คนใกล้ตายอย่างเขาจะใกล้ชิดได้? ข้าว่าไม่น่าจะถึงสามปีแค่ครึ่งปีก็ไม่รู้เขาจะยังมีชีวิตรอดได้หรือไม่...”

            เสียงต่อว่า เสียงนินทา และเสียงอิจฉาดังขึ้นตามหลังฉู่เยว่ฉานและฉินอวี่ที่กำลังเดินออกไป

            ฉินอวี่ขมวดคิ้ว ได้ยินเสียงที่ดังมาจากด้านหลังจากนั้นเขาก็เหลือบมองฉู่เยว่ฉาน และพูดขึ้น “ศิษย์พี่หญิงฉู่...นี่คงไม่ทำให้ท่านลำบากใจใช่หรือไม่?”

            “ไม่เป็นไร ข้าบอกแล้วว่าข้าสามารถปกป้องเจ้าได้ตลอดชีวิต เอาล่ะเจ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจ รีบถามมาเถอะ?” ฉู่เยว่ฉานพูดไปเดินไป

            “เป็นเพราะข้าไม่ได้จุดตะเกียงกรรม จึงดูเหมือนสายชีพจรหวงจะหลงลืมข้าไปแล้วแม้แต่ป้ายคำสั่ง หรือเสื้อผ้าข้าก็ไม่มีและข้าก็เข้าไปใช้หอตำราได้สูงสุดเพียงชั้นที่หนึ่ง...แต่พวกเขาบอกว่าต้องใช้แต้มสนับสนุนของสำนักไม่ทราบว่าแต้มสนับสนุนสำนักต้องคำนวณเช่นไร?” ฉินอวี่กล่าวอย่างจริงใจแต่กลับรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก ปกป้องข้าตลอดชีวิต? เจ้าแน่ใจหรือ?

            “หากไม่ได้จุดตะเกียงกรรมก็หมายถึงเจ้ายังไม่ใช่ศิษย์ที่แท้จริงของสำนักยุทธ์ว่านจ้งเป็นเพราะจะต้องมีตะเกียงกรรมวางไว้ในหอบรรพชนของแต่ละสายชีพจรเท่านั้นจึงจะได้รับป้ายคำสั่ง เมื่อมีป้ายคำสั่งประจำตัวจึงจะได้รับทรัพยากรในการฝึกฝนและเสื้อผ้าส่วนแต้มสนับสนุนสำนัก... ในสำนักแห่งนี้จะเทียบได้กับศิลาวิญญาณแต่จะมีมูลค่ามากกว่าศิลาวิญญาณ และได้มายากยิ่งนัก”

            “ยกตัวอย่างเช่น เจ้าทำภารกิจของสำนักสำเร็จ จึงจะได้รับแต้มสนับสนุนและเจ้ายังสามารถแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งต่างๆ ได้ อาทิ โอสถ เม็ดยาอสูร วัตถุดิบยาวัสดุการหลอมอาวุธ อาวุธวิญญาณ ใบปรุงยา กลวิญญาณก็ได้เช่นกันในสำนักจะมีกฎในการแลกเปลี่ยนที่ระบุเอาไว้ ซึ่งไม่มีใครได้รับการยกเว้นทั้งสิ้นแม้แต่เจ้าสำนักก็ตาม”

            “แน่นอนว่าเจ้ายังเปลี่ยนแต้มสนับสนุนของเจ้าไปเป็นสิ่งของที่ต้องการจากภายในสำนักได้อย่างไรก็ตาม ในสำนักแห่งนี้ แต้มสนับสนุนจึงมีประโยชน์กว่าศิลาวิญญาณยิ่งนัก”

            “แล้วอัตราการแลกเปลี่ยนเป็นเช่นไร? อย่างเช่น...โอสถระดับสามหนึ่งเม็ด หรือระดับสี่หนึ่งเม็ดอะไรเช่นนี้?” ฉินอวี่ถามอย่างสงสัย

            “หากยึดหลักว่าโอสถระดับสามจะแลกเปลี่ยนได้เพียงห้าแต้มเท่านั้น ดังนั้นโอสถระดับสี่น่าจะสามารถแลกแต้มสนับสนุนได้สิบแต้ม... แต่เช่นนี้ย่อมไม่คุ้มค่าหากมียอดฝีมือคนใดในสำนัก นำเงินรางวัลที่ได้รับมาแลกเปลี่ยนของที่จำเป็นแต้มสนับสนุนก็จะยิ่งมีมาก อาทิเช่น หากแลกกับสำนักอาจจะได้ห้าแต้มแต่หากแลกกับบุคคล ก็อาจได้ถึงสิบแต้ม” ฉู่เยว่ฉานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ อธิบาย

            ฉินอวี่ได้แต่พูดไม่ออก โอสถระดับสี่กลับแลกได้เพียงสิบแต้มเท่านั้นหรือ?นี่คือกฎเกณฑ์ที่หวังชิงวางเอาไว้หรือ? นี่มันหลอกลวงกันเกินไปหรือไม่

            “เพียงแต่ หากต้องการอาวุธวิญญาณทั่วไป เช่นอาวุธวิญญาณระดับสองกลับใช้แค่สองแต้มเท่านั้น” ดูเหมือนว่าฉู่เยว่ฉานจะสังเกตเห็นท่าทีของฉินอวี่จึงพูดเสริมขึ้นมา

            “เรื่องนี้นับว่าไม่เลวเลย” ฉินอวี่พึมพำในใจ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งฉินอวี่ก็ถามขึ้นอีกครั้ง “อ้อจริงสิ ศิษย์พี่หญิงฉู่ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินมาว่าในหอบรรพชนของสำนักมีรูปภาพของที่...ปรมาจารย์ปู่หวังชิงทิ้งเอาไว้ด้วยตนเอง... ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่?”

            “มีแน่นอน แต่ข้าเองก็ไม่เคยไปที่นั่นเช่นกัน” ฉู่เยว่ฉานพยักหน้า

            หัวใจของฉินอวี่รู้สึกสั่นไหว และพูดต่อไป “ข้ามีความเคารพต่อ...ปรมาจารย์หวังชิงเป็นอย่างยิ่ง ศิษย์พี่หญิงฉู่พอจะทราบหรือไม่ว่าทำอย่างไรจึงจะได้ไปหอบรรพชน?ข้า... ข้าอยากเห็นผลงานของปรมาจารย์สักครั้งในชีวิต”

            ฉู่เยว่ฉานหยุดลงชั่วครู่ ก่อนหันไปมองฉินอวี่ด้วยความสงสารและได้แต่ถอนหายใจ “หากเป็นหอบรรพชนประจำสายชีพจรต่างๆ ก็เข้าไปได้อย่างง่ายดายแต่หากเป็นหอบรรพชนประจำสำนัก ไม่อาจเป็นไปได้ในระยะเวลาอันสั้นเว้นเสียแต่ว่า...”

            “เว้นเสียแต่ว่าอะไรหรือ?” ฉินอวี่กล่าวอย่างรวดเร็ว

            ฉู่เยว่ฉานกัดริมฝีปากของนางเบาๆ รับรู้ได้ถึงความร้อนรนในดวงตาของฉินอวี่และดูเหมือนจะหมดความอดทนเล็กน้อย หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง นางก็พูดขึ้น“เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะสามารถเข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์รุ่นห้าในอีกสามปีข้างหน้าได้แต่จะต้องโดดเด่น และขึ้นเป็นสิบอันดับแรกด้วยเป็นเพราะจะมีเพียงสิบอันดับแรกในสี่สายชีพจรเท่านั้นที่จะมีคุณสมบัติพอที่จะเข้าหอบรรพชนเพื่อกราบไหว้ปรมาจารย์ผู้บุกเบิกได้” พูดจบดวงตาของฉู่เยว่ฉานเปล่งประกายอย่างห้ามไม่ได้และดูเหมือนว่าจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้

            ฉินอวี่ตกตะลึง การจะเข้าไปหอบรรพชนยากขนาดนี้เชียวหรือ? ทั่วทั้งสำนักยุทธ์ว่านจ้งมีเพียงศิษย์สิบอันดับแรกของศิษย์รุ่นห้าเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์?

            เมื่อเห็นท่าทีตกใจของฉินอวี่ ฉู่เยว่ฉานก็ถอนหายใจ “เจ้าไม่ต้องกังวลหากข้าสามารถเป็นที่โดดเด่นและได้เข้าไปข้าจะนำเรื่องทั้งหมดในหอบรรพชนมาบอกเจ้า... เพียงแต่ก่อนอื่น...”ฉู่เยว่ฉานหยุดลงกะทันหัน

            หลักฐานที่นางพูดนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาต้องอาศัยอยู่ครบสามปีก่อน

            สีหน้าของฉินอวี่นิ่งทื่อไปทันที เมื่อรู้สึกถึงสายตาของฉู่เยว่ฉานฉินอวี่ก็พูดไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ทำไมเขาจะไม่เข้าใจความหมายที่อยู่ในคำพูดของฉู่เยว่ฉาน? หลังจากผ่านไปไม่นานเขาก็สูดลมหายใจลึก ก่อนพูดออกไปด้วยดวงตาที่แน่วแน่ “ศิษย์พี่หญิงฉู่...ข้าจะต้องมีชีวิตอยู่เกินสามปีแน่นอน... หรืออาจจะนานกว่านั้น...”

            ดวงตาของฉู่เยว่ฉานขยับทันทีแต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่ฉินอวี่ไม่ได้จุดตะเกียงกรรม แววตาของนางก็ดูกังวลแต่ก็พยักหน้าทันที

            “จริงสิ ศิษย์พี่หญิงฉู่ ในภาพรวมของข้าตอนนี้ข้าพอจะเข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์ได้หรือไม่?” ฉินอวี่ถาม

            ฉู่เยว่ฉานส่ายหน้า ก่อนจะพูดกลับไป “ผู้เข้าร่วมคัดเลือกศิษย์อย่างน้อยต้องเป็นศิษย์ชั้นนำจึงจะเข้าร่วมได้แต่ในตอนนี้เจ้ายังไม่ได้เป็นศิษย์ระดับทั่วไปเลยด้วยซ้ำ...”

            ฉินอวี่ตกตะลึงอย่างมาก ยังไม่ได้เป็นแม้แต่ศิษย์ทั่วไป? ในตอนนี้ ฉินอวี่คิดแต่เพียงอยากนำป้ายคำสั่งของอาจารย์หวงถิงออกมาเพื่อบอกว่าตนเองเป็นศิษย์ของสายชีพจรดินแล้ว... แต่เรื่องนี้ หากพูดออกไปทุกคนก็คงมองเป็นเรื่องน่าขัน และมองเขาเป็นคนโง่เสียปล่า...

            หลังจากนั้นครู่หนึ่ง มือทั้งสองของฉินอวี่ก็ยกขึ้นประสานกันและพูดอย่างจริงใจ “ขอบพระคุณศิษย์พี่หญิงฉู่สำหรับคำชี้แนะ ฉินอวี่จะจำไว้ไม่ลืม”

            “ไม่เป็นไร... เจ้าก็ต้องระวังสักหน่อย...รอให้ข้านำเรื่องในหอบรรพชนมาบอกเจ้า ถ้าไม่มีอะไรจะถามอีก ข้าก็ขอตัวก่อน”ฉู่เยว่ฉานกล่าว หลังจากพูดจบ นางก็ก้าวเท้าออกไป แต่เมื่อก้าวออกไปไม่กี่ก้าวนางก็หยุดอย่างกะทันหัน และหันศีรษะกลับมา “ว่าแต่ เจ้าชื่ออะไร?”

            “ฉินอวี่” ฉินอวี่ตอบกลับไป

            “อืม ข้าชื่อฉู่เยว่ฉาน” ฉู่เยว่เฉินพยักหน้าเล็กน้อย พูดจบก็จากไป

            ฉินอวี่มองฉู่เยว่ฉานที่กำลังจากไปด้วยสายตาที่ชื่นชมในฐานะของธิดาแห่งสวรรค์ผู้ภาคภูมิของสำนักฉู่เยว่ฉานกลับไม่มีความเย่อหยิ่งหรือทะนงตนเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีจิตใจดีงามเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งพบเห็นได้ยากยิ่งนัก

            ฉินอวี่มีความรู้สึกปะปนกันไปในใจ การมายังสำนักยุทธ์ว่านจ้งในครั้งนี้มีจุดประสงค์สำคัญคือการเข้าหอบรรพชน... แต่กลับไม่นึกเลยว่าจะยากลำบากเช่นนี้

            เป็นไปได้หรือไม่ว่า...จะต้องรอจนกว่าอาจารย์จะกลับมาจึงจะสามารถเข้าไปในหอบรรพชนได้? แต่ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อใด

            ศิษย์สิบอันดับแรกของศิษย์รุ่นห้า... ลูกศิษย์ชั้นนำ...

            เดี๋ยวนะ...

            หากข้าได้เป็นผู้ดูแลหอตำรา... ข้าจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์สายในหรือไม่?

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน