เฉินอิน นางที่รับรู้ว่าอี้เฉินยามนี้ ไม่มีใจที่จะต่อสู้กับตัวนาง ผิดกับตัวนางอย่างสิ้นเชิง ที่คิดอยากจะเปิดฉากการต่อสู้จนตัวสั่น ต้องรีบเก็บอาการนั้นไปโดยพลัน กล่าวเสียงใสกังวาน ราวกับเทพธิดาออกมาในทันใด "เช่นนั้น เรามาแข่งวัดเปลวเพลิงที่เป็นจุดกำเนิดไฟเทพขึ้นมา ดีหรือไม่อี้เฉิน หากเปลวเพลิงของเจ้ามีความร้อนเหนือกว่าข้า ข้าก็จะถือว่าข้าแพ้เจ้าแล้วกัน"
อี้เฉินขมวดคิ้วมุ่นจนเป็นปมอยู่เล็กน้อย เกรงว่าเฉินอิน สตรีผู้นี้คงจะถอยเต็มที่จนหลังชนฝาแล้ว หากเขายังไม่ยินยอมรับข้อเสนอ ของนางอีก เกรงว่านางจะไล่เขาออกจากหุบเขาโอสถเป็นแน่ "ได้ๆ เสียงสังหาร เฉินอิน ข้ารับคำท้าเจ้า "
ผู้คนได้ยินชายหนุ่มรับคำท้าอย่างไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อน หลายคนต่างก็พากันส่ายหัว "เหมือนว่าผู้เป็นอันดับหนึ่ง จะเอาชื่อมาทิ้งภายในยอดเขาของเราแล้วกระมัง"
"ฮ่าๆ แข่งขันเช่นนี้ นักปรุงโอสถอย่างพวกเราก็ชนะนะสิ"
"ไม่ต้องถึงมือศิษย์พี่ เฉินอิน หรอกกระมัง ข้าศิษย์เหยินเจีย ขอท้าประลองเอง" ก่อนชายหนุ่มจะพุ่งปราดเข้ามาคำนับ หญิงสาวด้วยสายตาเลื่อมใส "ให้ข้าร่วมสนุกด้วยได้หรือไม่ แม่นาง เฉินอิน"
ด้าน เฉินอินนางมองไปที่อี้เฉิน เมื่อไม่เห็นชายหนุ่มคัดค้านอะไร นางจึงพยักหน้ารับคำ ก่อนนางจะบอกกล่าวอี้เฉิน พร้อมกับสืบฝีเท้าพาอี้เฉิน ไปที่แท่นศิลาวัดพลังเปลวเพลิง
"แท่นศิลาที่อยู่ตรงหน้าเจ้ามันมีนามว่า ศิลาจูเชวี่ย นามนั้นมาจากนกเพลิงที่ถูกกล่าวขานในตำนาน ว่าเป็นผู้ครองน่านฟ้าแห่งนี้ หวังว่าเพลิงวิเศษที่เจ้ามี จะปลุกร่างวิญญาณจูเชวี่ย ในตำนานขึ้นมาได้ อย่างที่เจ้าเห็นระดับความร้อนแบ่งออกเป็น10ระดับ ที่ปรากฏบนแท่นศิลาสูงค้ำฟ้า เป็นสิ่งสำคัญที่ใช้วัด ระดับ การเป็นนักปรุงโอสถว่าผู้ใดจะมีพรสวรรค์หรือไม่ เช่นนั้นเริ่มได้"
สิ้นคำพูดของเฉินอิน ศิษย์นามว่า เหยินเจีย ก็พุ่งปราดมายืนด้านบนแท่นศิลาจูเชวี่ย ก่อนฝ่ามือจะเอื้อมออกไปแตะ แท่นศิลาวัดพลังเปลวเพลิง ในฉับพลันที่ชายหนุ่มปลดปล่อยไฟวิเศษสีทองเข้าไป ศิลาจูเชวี่ย ก็เกิดการสั่นไหวน้อยๆ ก่อนแท่นศิลาจะแดงฉานพุ่งขึ้นสูง อย่างรวดเร็ว
หมู่ชนที่เห็นต่างก็คลี่ยิ้มบางออกมากว้าง กล่าวชมกันออกมาไม่ขาด เมื่อเห็นความร้อนของเปลวเพลิง เหยินเจีย พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ในไม่กี่ชั่วอึดใจก็มาอยู่ระดับ 5 "สมแล้วที่เป็น ศิษย์พี่เหยินเจีย เพียงเวลาไม่นานก็เร่งความร้อนของเปลวเพลิงวิเศษ มาอยู่ระดับ 5แล้วในยามนี้"
แม้แต่เหล่าเทพสวรรค์ ที่จับตาดูยัง ไม่ค้านในศักยภาพของ เหยินเจีย ผู้นี้ แต่เมื่อแท่นศิลาจูเชวี่ย แดงฉานจนไปถึงระดับ 6 ความร้อนมันก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัดถนัดตา ก่อนที่ความร้อนจะพุ่งขึ้นไปเหยียบ ระดับ7 พร้อมกับร่างของชายหนุ่มนามว่าเหยินเจีย ที่สูญเสียปราณพลังไปไม่น้อย ยกฝ่ามือออกจากแท่น ศิลาจูเชวี่ย รับรู้ได้ว่า เขาในยามนี้ ไม่อาจเพิ่มพูนความร้อน ไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
ทว่าแค่ระดับ 7 หมู่ชนก็ตกตะลึงกันไม่น้อย มีแม้บางคนกล่าวพูดออกมา ชมเชย "เหมือนว่า ศิษย์พี่เหยินเจีย จะยกระดับไปอีกก้าวหนึ่งแล้วสินะ สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะนักปรุงโอสถของยอดเขา"
อี้เฉินกล่าวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาไต่ถาม เสียงสังหาร เฉินอิน เมื่อรับรู้ถึงความวิเศษบางอย่างของ แท่นศิลาจูเชวี่ย ที่อยู่เบื้องหน้า แถมมันยังกระตุ้นกระดูกศักดิ์สิทธิ์ภายในกายของเขาขึ้นมาเสียดื้อๆ "ศิลาจูเชวี่ย มันมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ เจ้าบอกกล่าวอธิบายมันให้ข้าฟังได้หรือไม่"
เฉินอิน นางมีสีหน้าไม่สบอารมณ์กับคำพูดของอี้เฉินเท่าใดนัก ประหนึ่งว่าชายหนุ่ม รับรู้ความวิเศษของ ศิลาจูเชวี่ย ที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างไรอย่างนั้น ก่อนนางจะกล่าวเสียง"ชิ"เล็ดลอดออกมาตามไรฟัน
ครั้นนางสืบฝีเท้าขึ้นไปบนแท่นศิลาจูเชวี่ยได้ นางไม่รอช้า ส่งฝ่ามือเรียวเล็ก ออกไปแตะ แท่นศิลาวัดพลังเปลวเพลิง อย่างไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน เปลวเพลิงสีฟ้าครามบริสุทธิ์ โพยพุ่งออกมาจากกายา นางไม่ขาดสาย ล้นทะลักทลาย หลั่งไหลออกมาพรั่งพรู ก่อนส่งเข้าไปภายในแท่นศิลาจูเชวี่ย ผ่านฝ่ามือเรียวเล็กของนาง แท่นศิลาวัดพลังเปลวเพลิง สั่นไหวขึ้นมาไม่หยุด จากความร้อนโพยพุ่งสูงอย่างฉับพลัน จนอากาศเกิดการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ศิลาจูเชวี่ยแดงฉาน ระดับ พุ่งพรวดพราด พุ่งขึ้นสูงในฉับพลัน จนหมู่ชนที่มองชมยังต้องเบิกตาออกกว้าง เมื่อเห็นแสงสีแดงฉานพุ่งขึ้นสูง
เพียงไม่กี่เสี้ยววินาที ที่สุดลมหายใจเข้าไปลึก ศิลาจูเชวี่ยก็กลายเป็นสีแดงฉานพุ่งขึ้น มาอยู่ระดับ5ในทันใด ก่อนมันจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปอยู่ระดับหก ระดับเจ็ดอย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับ8 หมู่ชนที่เห็นต่างก็เบิกตาออกกว้างหัวใจสั่นสะท้านไม่น้อย เมื่อเห็นแท่งเสาหินแดงฉาน เกือบจะทั้งแท่ง ในกรอบสายตาในยามนี้ แม้แต่ผู้อาวุโสชรา ที่ส่งสายตาออกมาสำรวจตรวจสอบ ยังกล่าวอุทานออกมาด้วยความตกใจ "หืม!! เฉินอิน นางไปอยู่ระดับ 8 ของเหล่าผู้อาวุโสแล้วอย่างนั้นหรือ"
เหยินเจีย ที่เห็นแสงสีแดงฉานพร่างพราวลอยขึ้นสูง เขาถึงกับต้องกำฝ่ามือไว้จนแน่น ไม่คิดว่าเฉินอิน ที่เข้าไปภายในสงคราม เทพพันปี นางจะยกระดับตนเองขึ้นมาเหนือกว่าเขาก้าวหนึ่งเช่นนี้ รอบด้านต่างก็เต็มไปด้วยเสียงสรรเสริญ ประหนึ่งเห็น เฉินอินเป็นเทพธิดา นางฟ้าลงมาจุติก็มิปาน
อี้เฉินที่ปรายตาไปมองนางอยู่แวบหนึ่ง รับรู้ได้ในทันทีว่านางไม่พอใจ ในการทดสอบนี้ของนางเท่าใดนัก ก่อนน้ำเสียงหญิงสาวจะแค่นเสียงดุออกมา เมื่อเห็นสายตาของชายหนุ่ม"เจ้ามองอะไรอี้เฉิน ยังไม่รีบขึ้นไปทดสอบอีก"
อี้เฉินได้ยินเขาได้แต่เพียงส่ายหัว คลี่ยิ้มเจื่อน สืบฝีเท้าขึ้นไปด้านบนแท่นศิลาจูเชวี่ย ทว่ากระดูกศักดิ์สิทธิ์ของเขาถูกกระตุ้นออกมาไม่หยุด แม้ว่ามันจะเป็นกระดูกศักดิ์สิทธิ์ ที่พึ่งถือกำเนิดเกิดใหม่ก็ตาม ทว่าพลังของมันกลับมีมากกว่ากระดูกศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์กว่าในยามก่อนที่อี้เฉินครอบครองเสียอีก
ฉับพลันที่อี้เฉินเอื้อมฝ่ามือไปแตะ แท่นศิลาจูเชวี่ย คิดจะปลดปล่อยปราณพลังเข้าไปภายใน แท่นศิลาวัดพลังเปลวเพลิง กลับกลายเป็นว่า แท่นศิลาจูเชวี่ย กลับส่งปราณพลังเก่าแก่โบราณ บางอย่าง เข้ามาภายในกายาของเขาอย่างฉับพลัน ไฟวิเศษสีแดงฉานดุจดั่งโลหิต ดูดซับปราณพลังเพลิง ภายในแท่นศิลาจูเชวี่ย อย่างรุนแรง แม้แต่กระดูกศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในกายอี้เฉิน ยังถูกขัดเกลาขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
ส่งให้กายาอี้เฉิน ที่เอาแต่ยืนนิ่ง ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ของแท่นศิลาจูเชวี่ย แต่อย่างใด กายาสั่นเทิ้มขึ้นมาไม่หยุด หมู่ชนที่เห็นถึงกับขำออกมา "เขาไปอยู่ในขั้นพลังเทพสวรรค์แล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดไฟวิเศษของเขาถึงดูอ่อนด้อยถึงเพียงนี้เล่า แม้แต่จะสำแดงความร้อนออกมายังไม่มี"
เหยินเจีย กล่าวพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "หรือว่าไฟเทพที่เขาสยบจะเป็นไฟเทพระดับต่ำกัน อย่างไรมันก็น่าจะสำแดง ความร้อนออกมาได้บ้างสิ"
เสียงสังหารเฉินอิน ผู้อาวุโสชรา ภายในยอดเขาโอสถที่ส่งสายตามาดูชม ยังมีสีหน้าประหลาดใจ พวกเขาไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ถึงไฟเทพจะต้อยต่ำถึงเพียงใด อย่างไรมันก็ต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาบ้าง แต่นี่ อี้เฉิน กลับไม่มี ริ้วคลื่นปรากฏออกมาเพียงนิด
ทางด้านอี้เฉินยามนี้ เขากลับคลี่ยิ้มออกมากว้าง ประหนึ่งไฟวิเศษภายในกายของเขากำลังจะยก ระดับ จากเปลวเพลิงแท่นเสาหิน ที่หลั่งไหลเข้ามาภายในกายขัดเกลาไฟวิเศษของเขา กระตุ้นกระดูกศักดิ์สิทธิ์ อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
..ก่อนน้ำเสียงชายหนุ่มผู้หนึ่งจะกล่าวพูดออกมา ท่ามกลางหมู่ชนที่มองชม เมื่อไม่เห็นอี้เฉินเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่นาน ร่วมหนึ่งก้านธูปใหญ่ "เจ้าลงมาเสีย แค่นี้เจ้ายังอับอายไม่พออีกหรือ อันดับหนึ่งอะไรกัน ใครเป็นคนมอบให้เจ้ากัน"
ชายหนุ่มอีกคนก็กล่าวพูดขึ้นท่ามกลางผู้มาดูชม "ใช่ๆ ข้าเองก็เห็นด้วย เหตุใดเรายังไม่ไล่คนผู้นี้ ออกจากยอดเขาโอสถของเราอีก"
ทว่าเมื่อสิ้นคำพูดพวกเขาเหล่านั้น หลายคนต่างก็ต้องเบิกตาออกกว้าง เมื่อเห็นร่างกายอี้เฉินเกิดการเปลี่ยนแปลง กายาร้อนจนแดงฉาน เกิดรอยแตกร้าวลุกลามไปทั่วในฉับพลัน "เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของมัน หรือว่ามันจะถูกฟ้าดินลงทัณฑ์กัน"