ทันทีที่ตันตันก้าวผ่านบานประตูไม้สีซีดจางจนเกือบผุเข้ามาในตัวบ้าน ก็ต้องแปลกใจเพราะถึงแม้ตัวบ้านจะดูเก่าซอมซ่อ หากแต่ความใส่ใจในการปัดกวาดเช็ดถูกช่างยอดเยี่ยม บ้านหลังคามุงฟางหลังนี้มีห้องนอนสองห้อง ห้องโถง และห้องครัวเล็กๆ ด้านหลังอีกห้องหนึ่งเท่านั้น โต๊ะกลางและตั่งไม้ทรงสูงไม่กี่ตัวถูกจัดไว้กลางบ้าน ส่วนตู้และชั้นวางของมีน้อยชิ้นนัก นั่นคงเป็เหตุผลที่ทำให้บรรยายกาศของบ้านดูปลอดโปร่งและอบอุ่น
“พี่สาว” เฟิงเออร์เรียกเสียงเบา “เสื้อของท่านแม่เ้าค่ะ อาจเก่าไปสักหน่อยแต่ข้าซักจนสะอาดตากแดดแล้วพับเก็บไว้ในหีบอย่างดี ท่านสามารถยืมใช้ก่อนได้”
“ขอบใจเ้ามากนัก” ตันตันรับชุดสีชมพูซีดจางปักลายดอกมู่ตานมาไว้ในมือ กลิ่นหอมอ่อนๆ อบอวลชวนให้รู้สึกสดชื่นจนอดที่จะยกขึ้นมาดมไม่ได้
“หอมหรือไม่เ้าคะ กลิ่นดอกมู่ตานข้าเอามาอบแห้งแล้วใส่ไว้ในหีบแบบที่ท่านแม่เคยทำเ้าค่ะ”
“หอมมากข้าชอบมาก” ตันตันระบายยิ้มอ่อนโยน ในมือพลิกดูการตัดเย็บอันประณีตของงานปักที่ในชาติก่อนเธอไม่เคยมีโอกาสได้เห็น
“ท่านแม่บอกว่าดอกมู่ตานเป็ดอกไม้นำโชคควรให้อยู่ใกล้ตัวไว้เสมอเ้าค่ะ อ่างน้ำกับผ้าเช็ดหน้าวางอยู่ที่ฉากด้านหลังแล้วนะเ้าคะ เชิญท่านตามสบาย ข้าขอตัวไปช่วยพี่ใหญ่เตรียมอาหารเย็นก่อนเ้าค่ะ”
“ได้ ข้าจะรีบตามออกไป ขอบใจเ้ามากนะเฟิงเออร์”
เฟิงเฉินยกอาหารมาวางบนโต๊ะไม้อย่างคล่องแคล่ว ไอร้อนลอยกรุ่นของโจ๊กเป็ภาพที่ชวนให้น้ำลายสอ เขาวางผักดอง และผัดผักอีกสองจานไว้ตรงกลาง ทั้งหมดดูลงตัวสำหรับชาวบ้านฐานะค่อนไปทางยากจนอยากพวกเขา แต่เพราะเหตุใดวันนี้เฟิงเออร์จึงยังทำหน้ายุ่ง แถมสายตายังจับจ้องไปยังอาหารด้วยความกังวลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“เฟิงเออร์น้อยของพี่ไม่สบายรึ เหตุใดจึงทำหน้าตาเช่นนั้นเล่า” เขามองน้องสาวอย่างไม่เข้าใจ
“เมื่อเช้าไหนพี่ชายบอกจะซื้อหมั่นโถกับขาหมูอร่อยๆ มาฝากเฟิงเออร์ไงเ้าคะ เหตุใดมื้อนี้จึงยังมีแค่ผัก หรือเพราะเถ้าแก่จอมเ้าเล่ห์นั่นมิยอมจ่ายค่าแรงพวกเราอีกแล้วเ้าคะ” สายตาที่จ้องมายังเขาทำหัวใจของคนเป็พี่สั่นไหว
“ก็ไม่เชิงนัก วันนี้เถ้าแก่นัดพี่เข้าไปรับค่าแรงจริงๆ แต่จู่ๆ ร้านก็ปิดราวกับไม่มีคนอยู่ พี่เคาะเรียกอยู่เป็นานก็ไม่มีใครออกมาเปิดประตู เห็นว่าสายแล้วจึงต้องรีบออกไปตลาดไท่หยาง ไม่เช่นนั้นเกรงว่าพ่อค้าแม่ขายจะจ้างแรงงานคนอื่น จนไม่เหลืองานให้พวกเราทำ พี่ต้องขอโทษเ้าที่ผิดสัญญา” เขายกมือขึ้นลูบหัวน้องสาวอย่างอ่อนโยน แต่ใครจะรู้ว่าในใจของเฟิงเฉินนั้นเสียใจและเ็ปเพียงใด
อีกด้านตันตันที่ออกมาทันฟังสองพี่น้องสนทนากันก็มีอันต้องเก็บสีหน้าอารมณ์ให้มิดชิดก่อนจะเดินไปยังโต๊ะกินข้าวที่สองพี่น้องนั่งอยู่
“ต้องขออภัยที่ให้รอ”
“เชิญนั่งๆ วันนี้พวกเราไม่มีของมีค่าใดจะตอบแทน ในบ้านมีเพียงโจ๊กกับผัดผักที่เฟิงเออร์ทำอย่างสุดฝีมือ ท่านพอจะทานได้หรือไม่” ตันตันสังเกตเห็นใบหน้าเศร้าของเด็กสาวก็พอจะเดาสาเหตุได้จึงส่งยิ้มให้นางอย่างปลอบโยน
“ผัดผักช่างน่ากินนัก ข้าชอบมากโดยเฉพาะคะน้าดูก็รู้ว่าผักสดแค่ไหน เ้าต้องเลือกเฉพาะต้นที่งามที่สุดมาให้ข้าแน่ใช่หรือไม่ หน้าตาสีสันจึงน่ากินถึงเพียงนี้ เฟิงเออร์ของข้าช่างมีฝีมือนัก” นางมองเด็กน้อยด้วยแววตาชื่นชม ก่อนจะจ้องเข้าไปในดวงตายิ้มได้คู่นั้นราวกับจะหยอกเย้า
มือเล็กๆ รีบขยับหยิบตะเกียบยื่นส่งให้อย่างเขินอาย
“มัวแต่พูดเย้าข้า พี่สาวนั่งเถอะเ้าค่ะโจ๊กต้องกินตอนร้อนถึงจะอร่อยที่สุด” เฟิงเออร์ส่งสายตาไปยังพี่ชายอย่างภูมิใจ
“ข้าขอเสียมารยาทไม่ทราบว่าท่านพอจะบอกชื่อแซ่ของท่านให้ข้ากับน้องสาวทราบได้หรือไม่” เฟิงเฉินกล่าวขึ้นในขณะที่ตันตันกำลังยื่นตะเกียบไปยังจานผัดคะน้า เธอดึงแขนกลับแล้วค่อยๆ วางตะเกียบก่อนกล่าวแนะนำตัวอย่างเป็ทางการ
“ข้าเสียมารยาทแล้ว ต้องขออภัย ข้าแซ่มู่ เรียกข้าว่ามู่ตานเถอะ”
“มู่ตาน มู่ตานที่หมายถึงดอกมู่ตานใช่หรือไม่” ชายหนุ่มถามกลับพร้อมเหลือบมองไปยังน้องสาวตัวน้อย
“พี่สาวชื่อเหมือนดอกไม้ หน้าตาก็งดงามราวกับดอกไม้ด้วยเ้าค่ะ” เฟิงเออร์กล่าวชม ตันตันไม่ว่ากล่าวอะไรต่อเพียงแต่ส่งยิ้มให้เช่นเดิมเท่านั้น
“แม่ของพวกเราชื่นชอบดอกมู่ตานนัก นางว่าดอกมู่ตานคือดอกไม้ที่จะนำโชคลาภมาสู่ครอบครัว รวมถึงความรักที่ดี ชุดที่ท่านใส่นางก็บรรจงเย็บปักขึ้นด้วยตนเอง” เฟิงเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชมมารดา “เสียดายที่ปลายปีก่อนท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าจากไปอย่างกะทันหัน ไม่เช่นนั้นวันนี้ท่านคงได้พูดคุยเื่ดอกมู่ตานกันอีกยาว”
“จากไปแล้วงั้นรึ แสดงว่าพวกท่านอยู่ในบ้านหลังนี้กันแค่สองพี่น้องอย่างนั้นรึ” สองพี่น้องส่งยิ้มพร้อมพยักหน้าเป็การตอบรับ
“ข้าคิดถึงท่านแม่นักเ้าค่ะพี่ใหญ่ ถ้าท่านแม่กับท่านพ่อยังอยู่วันนี้พี่สาวจักต้องได้กินแต่ของอร่อยเป็แน่” สีหน้าของเด็กสาวกลับมาสลดลงอีกครั้ง
“กินเถอะ เดียวโจ๊กจะเย็น ผัดผักที่เ้าทำก็จะชืดไม่น่ากินเสียก่อน” เฟิงเฉินผายมือให้ตันตันกลับมาหยิบตะเกียบอีกครั้ง
คราวนี้ตันตันไม่รอช้าคีบผัดคะน้าวางลงบนถ้วยโจ๊ก ก่อนจะค่อยๆ ยกถ้วยโจ๊กขึ้นซดคำใหญ่ ตอนนี้เสียงบนโต๊ะระหว่างพี่น้องจะพูดคุยอะไรกันบ้างหูนางไม่อาจรับรู้อะไรได้อีกแล้ว ในสมองของนางรู้เพียงแต่หิว หิวมาก หิวสุดๆ
สองพี่น้องได้แต่ลอบยิ้มมองภาพหญิงสาวยกถ้วยโจ๊กขึ้นซดครั้งแล้วครั้งเล่า สลับกับการคีบผักจานนั้น ชิมจานนี้ รอจนนางวางถ้วยลงแล้วจึงพากันวางถ้วยตามนาง
“เฟิงเออร์ พี่เฟิงเฉิน” นางเรียกชื่อสองพี่น้องชัดถ้อยชัดคำพร้อมกับส่งสายตาที่ลุกโชติ
“ข้ามู่ตานตัดสินใจแล้ว ข้าขออยู่ที่นี่กับพวกท่านสองพี่น้องด้วยได้หรือไม่!”