ตอนที่สามสิบสี่ เลือด เนื้อและกระดูก
“หนังทองแดงกระดูกเหล็กมีดดาบไม่กร้ำกราย”
ระกาเหล็กเอามีดกรีดไปที่กล้ามเนื้อของอ้าวป้าหม่า
“เฉือนเนื้อหักกระดูก กระดูกแข็งดุจเหล็กกล้า”
วานรทองแดงเอาค้อนทุบตามกระดูกส่วนต่างๆของร่างกาย
ทั้งระกาเหล็กและวานรทองแดงนั้นแสดงการที่ดาบและทวนไม่สามารถระคายผิวให้ชมดู
“และอีกอย่างที่อันตรายมากคือชำระโลหิตคร่อก ที่ต้องใช้สมาธิอย่างมากในการเดินชีพจรไปแม้แต่พวกเราก็ยังฝึกชำระโลหิตไม่สำเร็จ”
ขณะที่ผมชักเริ่มเบื่อกับการโดนทุบกล้ามเนื้อด้วยค้อนและกำลังทรมานกับขั้นตอนการหักกระดูก
พอได้ยินคำว่าการเดินลมปราณโลหิตนั้นยากผมก็ชูมือขึ้น
“อย่างนั้นถ่ายทอดการเดินลมปราณโลหิตให้ข้าที”
พวกนักษัตรมองหน้ากัน
“มันอันตรายมากนะนายท่านข้าไม่อยากให้ท่านมีอันตรายเจี๊ยก คร่อก กระต๊าก”
ครับ
มาตรฐานการอันตรายของพวกนี้คือเอาค้อนขนาดใหญ่มาทุบท้องคนกับหักกระดูกคนนั้นอันตรายน้อยกว่าการเดินลมปราณโลหิต
“ไม่เป็นไร โสมร้อยปีสามารถช่วยข้าได้”
ผมคิดว่าจากการที่ทานโสมร้อยปีที่โม้ว่า
“คนตายก็ยังคืนชีพได้”
ทำให้ผมสามารถทนทานการเอาค้อนทุบและการหักกระดูกได้
โดยกล้ามเนื้อแข็งแกร่งและกระดูกเชื่อมต่อกันได้อย่างที่พวกนี้ว่าไว้จริงๆ
และช่วยขจัดความกังวลของผมเรื่องที่ว่าจะมีพลังของโสมตกค้างในร่างกายเพราะผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพลังของโสมร้อยปีที่ตกค้างอยู่นั้นได้เอาไปใช้เพื่อสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกของผมด้วยความรวดเร็วนั่นเอง
หากไม่มีโสมร้อยปีผมคงไม่กล้ามาฝึกแบบทรมานตนเองแบบคนบ้าแบบนี้
...
“ทะลวงผ่านเส้นโลหิตเส้นที่หนึ่ง”
“ทะลวงผ่านเส้นโลหิตเส้นที่สอง”
พวกนักษัตรมองอย่างตกใจ
“บ้าน่าเป็นไปไมได้ ไม่เคยมีใครมาก่อนในประวัติศาสตร์ทำได้อย่างนี้แน่นอนกระต๊าก”
“สำนักนักษัตรเรามีอัจฉริยะกำเนิดแล้วคร่อก”
พวกนักษัตรกล่าวอย่างชื่นชม
ทั้งที่ผมก็แค่ทานโสมร้อยปีไปอีกถ้วยกับใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ฉายภาพว่ามีหลอดเลือดบริเวณไหนในร่างกายบ้าง
ซึ่งข้อนี้ สามารถฝึกได้ง่ายกว่าการไปหักกระดูกทุบกล้ามเนื้อข้างนอกนั่นเอง
“ทะลวงเส้นโลหิตเส้นที่แปดสำเร็จ”
“ทะลวงเส้นโลหิตเส้นที่เก้า”
อะ ฟู่
ผมพ่นลมพิษสีดำแดงออกจากปาก
“นายท่านทะลวงผ่านเส้นโลหิตด่านที่สิบร่างกายเข้าขั้นชำระร่างแล้ว”
ครับ อย่างที่คิดนั่นล่ะครับ
ในการที่อ้างว่าเราจะสามารถโจมตีขั้นเหนือกว่าได้ต้องอ้างว่าฝึกการบ่มเพาะทั้ง พลังปราณมาตรฐานที่แยกไปขั้นสะสมปราณ ปรับพื้นฐาน
บ่มเพาะร่างกายก็ หนังทองแดงกระดูกเหล็ก ชำระโลหิตและชำระร่าง ที่อ้างว่าเทียบเท่าประมาณขั้นสร้างพื้นฐานของสายบ่มเพาะปราณนั่นเอง
และอีกอย่างคือ
บ่มเพาะวิญญาณ
แน่นอน ขั้นชำระร่างก็เป็นขั้นที่พวกนักษัตรฝึกมาไม่ถึงแล้วเพราะเป็นขั้นที่ต้องอาศัยความลำบากอย่างมากหากไม่ใช่เคล็ดวิชาPay to win จ่ายเงินเพื่อชัยชนะของผมที่ตอนนี้ใช้ไปอย่างต่ำสองร้อยล้านหยวน
ซึ่งเท่ากับรถคันหรูแค่ไม่กี่สิบคันถือว่าน้อยมากขนหน้าแข้งของนายน้อยสกุลอ้าวยังไม่ร่วงแต่ผมได้ไปไกลมากกว่านั้น
“อะไรกันยังสามารถทะลวงเส้นโลหิตได้มากกว่าที่คิดไว้อีกหรือนี่คร่อกนี่คือขั้นชำระร่างที่เหนือกว่าชำระร่าง เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคนข้าคิงคองเงินนับถือท่านจ้าวสำนักแล้วคร่อก”
ผมก็แค่เดินไปตามเส้นโลหิตรองไปเรื่อยๆตามวิชากายวิภาคทางการแพทย์เท่านั้นเอง
ตามแนวคิดเรื่องชีพจรลับที่มีอยู่ของสายบ่มเพาะปราณ
บ่มเพาะร่างกายแม้จะทรมานร่างกายมากกว่าในทางเทคนิค
แต่กลับเป็นสายบ่มเพาะที่สามารถใช้ความรู้ทางด้านกายวิภาคได้ดีที่สุด
เอิ๊ก ลมสีเหลืองคราวนี้ออกจากปากของผม
“ร่างกายมีแสงเหลืองทองนี่มันขั้นร่างวชิระตามตำนานความสามารถของนายท่านมีขั้นไหนกันแน่?”
พวกนั้นมองอย่างสงสัยใคร่รู้
ผมคิดว่าผมคงใช้โสมร้อยปีไปจนกว่าจะหมดพลังในการทะลวงผ่านเส้นเลือดทุกเส้นในร่างกายนั่นเอง
ผมคือนายน้อยผู้ร่ำรวยนะ
หากเงื่อนไขคือ
“การซื้อได้ด้วยเงิน”
ระดับความยากที่ได้มาคือ “ง่ายที่สุด”อย่างที่เรื่องฮันเตอร์กล่าวไว้นั่นเอง
อ้าวป้าหม่า
จ้าวสำนักนักษัตร
บ่มเพาะพลังปราณ
-สะสมปราณขั้นที่เก้า
-ทะลวงผ่านร้อยแปดจุดชีพจร
-สามชีพจรพิสดาร
-ยังไม่ผ่านชีพจรลี้ลับ
บ่มเพาะร่างกาย
-หนังทองแดง
-กระดูกเหล็ก
-ชำระโลหิต
-ชำระร่าง
-สังขารวชิระ
บ่มเพาะวิญญาณ
-ยังไม่ได้ทำการฝึก
งบประมาณที่ใช้มากกว่าสองร้อยล้านหยวน