ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 43 ในความสิ้นหวังยังมีหวัง

              หมอคัตสึรางิกำลังยุ่งกับการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ในหอประชุมคอนเสิร์ตซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสี่ของอาคารหอประชุมที่เคยเป็นสถานที่จัดงานแสดงดนตรีและกิจกรรมสันทนาการ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายและความโกลาหล


              เสียงร้องครวญครางของผู้บาดเจ็บดังสะท้อนก้องไปทั่วผนังสีขาวที่เคยสว่างสดใสบัดนี้มีรอยเลือดเปรอะเปื้อนเป็นจุด ๆบนพื้นมีเสื้อผ้าและเศษข้าวของกระจัดกระจาย ผู้บาดเจ็บนอนเรียงรายกันบนพื้นบางคนมีผ้าพันแผล บางคนมีสายระโยงระยางจากการปฐมพยาบาลชั่วคราว หมอคัตสึรางิพยายามทำงานอย่างเต็มที่ขณะที่ชิโฮะก็มุ่งมั่นสร้างกำแพงแสงขวางกั้นไว้หน้าประตูเพื่อป้องกันพวกผีดิบไม่ให้เข้ามา


              ตราบใดที่มีกำแพงแสงของชิโฮะขวางกั้นไว้บริเวณหน้าประตูพวกผีดิบก็ไม่อาจฝ่าเข้ามาได้ พวกมันเบียดเสียดกันจนล้นออกมาจากทางเดิน เสียงครวญครางต่ำๆ ของพวกมันดังก้องจากนอกประตู เงามืดทาบทับเข้ามาในหอประชุมพวกผีดิบพยายามผลักดันกันเข้ามาแต่กำแพงแสงยังคงแข็งแกร่งพอที่จะขวางกั้นพวกมันไว้ได้


              เพราะเมื่อพวกมันสัมผัสเข้ากับกำแพงแสงของชิโฮะก็จะแน่นิ่งไปทันทีราวกับถูกถอดปลั๊กดวงตาของพวกมันวาวโรจน์อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะดับไป แต่เธอรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างในตัวที่กำลังลดลงเรื่อยๆ เหงื่อเริ่มผุดขึ้นตามไรผม ร่างกายเริ่มสั่นเทาจากความเหนื่อยล้าหากเป็นแบบนี้ต่อไปคงจะไม่สามารถต้านทานได้นานนัก—


              “ชิโฮะ!”


              เสียงของเคนจิดังขึ้นก่อนที่จะฝ่าวงล้อมผีดิบเข้ามาพร้อมกับฮารุโตะ เคนจิไล่จัดการไล่ขยี้พวกผีดิบที่กำลังกระจุกตัวรวมกันหน้าประตูฮารุโตะใช้ปืนไรเฟิลยิงเจาะหัวพวกมันทีละตัว เสียงปืนดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณพวกผีดิบล้มลงต่อหน้ากำแพงแสง ขณะที่ชิโฮะยังคงยืนอย่างมั่นคงแม้จะอ่อนแรงแต่เธอก็ไม่ยอมแพ้


              ไม่นานนักเรย์และกองกำลังบางส่วนของโทชิโร่ก็ตามเข้ามาสมทบ พวกเขาใช้ทั้งดาบ ปืนและทักษะการต่อสู้ที่มีทั้งหมดช่วยกันเคลียร์พื้นที่ด้านหน้าการต่อสู้เกิดขึ้นอย่างวุ่นวายฝูงผีดิบที่เบียดเสียดกันพยายามจะฝ่าเข้ามาถูกสังหารลงทีละตัว เสียงดาบฟันเสียงปืนยิง และเสียงคำรามของผีดิบปะปนกันไปหมด บางคนถูกกระแทกล้มแต่ก็ลุกขึ้นมาต่อสู้ต่อราวกับว่าความหวังเดียวที่เหลืออยู่คือการปกป้องชีวิตของผู้คนที่อยู่ข้างใน


              “รักษาแนวป้องกันไว้ให้ได้!”


              เคนจิตะโกนสั่งขณะที่สวนหมัดหนักๆ ใส่พวกมันที่พุ่งเข้ามา ร่างเน่าเปื่อยถูกแรงกระแทกร่างจนเป็นรูโบ๋ แต่ก็ยังมีผีดิบอีกมากที่พยายามฝ่าด่านเข้ามาพื้นที่ด้านหน้ากลายเป็นสนามรบเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชีวิตรอด


              หลังเคลียร์พื้นที่อาณาบริเวณจนกลุ่มผีดิบบางเบาเรย์และกลุ่มของเขาจึงมีโอกาสที่จะพูดคุยกันเพื่อวางแผนขั้นต่อไป


              “ชิโฮะแล้วโยซึรุล่ะ... เธออยู่ที่ไหน?”


              เคนจิเอ่ยถามอย่างร้อนใจเมื่อไม่เห็นแฟนสาวอยู่ในบริเวณ


              “รุ่นพี่บอกว่าลืมของสำคัญไว้ที่ห้องน่ะเธอออกไปได้สักพักแล้วก่อนที่พวกนั้นจะบุกมา”


              ชิโฮะตอบด้วยสีหน้ากังวล


              “ชิโฮะ ตอนนี้รีบพาคนทั้งหมดไปรวมกันกับคุณมัตสึบาระที่ชั้นหนึ่งต้องรีบพาทุกคนอพยพออกไปจากที่นี่เดียวนี้เลย”


              เรย์เอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาของเขาจริงจังจนทำให้ทุกคนต้องหยุดฟัง


              “อะไรกันหมายความว่ายังไงฉันไม่เข้าใจ”


              “ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว พวกผีดิบมีมากเกินไปแนวป้องกันชั้นในต้านไม่อยู่… ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรไปก็เปล่าประโยชน์เพราะงั้นพวกเราจำต้องสละที่นี่ทิ้งก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”


              สายตาของเรย์แห้งผากและสงบนิ่งราวกับทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น


              ตอนนี้ระลอกการบุกของพวกมันที่หลั่งไหลเข้ามาในอาคารพลันช้าลงแสดงให้เห็นว่ากองกำลังของโทชิโร่กำลังต้านพวกมันเอาไว้ที่ด้านนอกได้สำเร็จ


              “ดะ...เดียวสิเคนจิ นั่นนายจะไปไหนน่ะ”


              ชิโฮะรีบรั้งแขนเคนจิไว้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะแยกตัวออกไป


              “ก็ไปตามหาโยซึรุน่ะสิพวกนายล่วงหน้าไปกันก่อนได้เลย— อะไรกันอย่าทำหน้าแบบนั้นดิฉันไม่ได้จะไปตายที่ไหนเสียหน่อย ถ้าเจอโยซึรุแล้วจะรีบตามไปทันที ไม่ต้องห่วง”


              เด็กสาวนิ่วหน้าเงียบไปครู่หนึ่งจู่ ๆ ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


              “...รีบตามมาให้ไวล่ะถ้าบาดเจ็บล่ะก็ไม่ยกโทษให้แน่”


              ชิโฮะเงยหน้าขึ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออดหวาดหวั่นไม่ได้จนเคนจิต้องขยี้หัวอีกฝ่ายเบา ๆ ราวกับเธอเป็นเด็กน้อย ก่อนจะรีบวิ่งออกไปชิโฮะจ้องมองแผ่นหลังอีกฝ่ายจนลับสายตา


              “ฮารุโตะฝากดูแลชิโฮะกับคุณหมอด้วยรีบไปรวมตัวกับคุณมัตสึบาระซะ ฉันจะตามไปช่วยเคนจิอีกแรง”


              เรย์หันไปฝากฝังกับฮารุโตะก่อนที่ตัวเขาจะวิ่งตามเคนจิไป


              “อะ... อือ ไม่ต้องห่วง พวกนายระวังตัวด้วยล่ะ”


              ฮารุโตะพยักหน้ารับอย่างแข็งขันเตรียมช่วยคนอื่น ๆ เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บออกจากที่นี่อย่างเร่งรีบ




     

              ‘ไม่น่าเลย เธอไม่น่าเลย!’


              โยซึรุก่นด่าสาปแช่งตัวเองอยู่ในใจ ขณะที่ใช้กำลังทั้งหมดของตัวเองฝืนยันประตูห้องพักเอาไว้อย่างสุดชีวิตเสียงกระแทกของผีดิบที่พยายามพังประตูดังก้องไปทั่วห้อง รอยร้าวบนบานประตูค่อย ๆขยายออก เสียงครวญครางของมันยิ่งเพิ่มความหวาดระแวงเข้าไปอีก


              หลังจากขึ้นมาเก็บของสำคัญเธอไม่คิดเลยว่าพวกมันจะบุกเข้ามาได้ไวขนาดนี้เธอจำต้องขังตัวเองไว้ในห้องเมื่อพวกมันพยายามทำลายประตูเข้ามา ความกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่างแต่เธอก็ต้องรวบรวมสติให้ได้


              “กรี๊ด— ปล่อยนะ!”


              โยซึรุต้องร้องออกเมื่อมืออันเน่าเฟะข้างหนึ่งทะลวงแผ่นไม้ของบานประตูเข้ามาคว้าจับผมหางม้าของเธอไว้ความเจ็บปวดจากการดึงทำให้เธอต้องสะบัดตัวออกแรงจนหลุดจากการจับกุมแต่ในขณะนั้นเอง ประตูก็ถูกพังจนแตกออก พวกมันโถมตัวเข้ามาใส่เธออย่างไม่ปรานี


              โยซึรถอยหลังจนล้มลงไปบนเตียงเธอยกเท้ายันผีดิบตัวหน้าสุดที่พุ่งเข้ามาก่อนเหนี่ยวไกปืนในมือส่งกระสุนเจาะเข้าที่ศีรษะของมันจนล้มลงไปผีดิบอีกตัวไม่รอช้า พยายามปีนขึ้นเตียงตามเข้ามาโยซึรุถอยไปจนติดขอบเตียงอีกฝั่งหนึ่ง เธอคว้าผ้าม่านมาพันร่างของมันไว้แน่นก่อนจ่อปืนยิงที่ศีรษะ เลือดสีดำซึมผ่านผ้าสีขาวจนเปรอะเปื้อน


              โยซึรุทรงตัวลุกขึ้นได้ตัดสินใจวิ่งออกจากห้องแต่ก็มีผีดิบอีกตัวหนึ่งโผล่มาดักหน้าประตูมันคว้าจับแขนข้างหนึ่งของเธอได้แล้วพยายามอ้าปากพะงาบชะโงกหน้าอันเหม็นเน่าแนบชิด เธอรัวยิงไปที่ช่องท้องของมันจนหมดแม๊กออกแรงเหวี่ยงซากเหม็นเน่าเข้าไปในห้องน้ำแล้วปิดประตูขังมันเอาไว้ด้านใน


              ‘หวังว่าจะใช้ลูกบิดไม่เป็นนะ’


              โยซึรุจำต้องกรีดร้องเสียงดังอีกครั้งเมื่อถูกรวบตัวไว้จากทางด้านหลัง


              “เดี๋ยว ๆ นี่ผมเองผมเองไง—”


              เคนจิรัดตัวโยซึรุไว้เมื่อเธอพยายามดิ้นแรงอย่างตื่นตระหนก


              “เคนจิ!”


              โยซึรุหันมาโผกอดอีกฝ่ายไว้แนบแน่นอย่างโล่งใจ


              เรย์ที่ตามหลังมารีบตะโกนบอกเมื่อเหล่าผีดิบทยอยโผล่กันออกมาไม่หยุดหย่อนเต็มทางเดิน


              “พวกมันแห่กันมาอีกแล้วต้องวิ่งเดียวนี้!”


              เคนจิจับมือโยซึรุไว้แน่นพร้อมกับพาเธอวิ่งออกจากห้องทันทีทั้งสามคนวิ่งฝ่าร่างอันเน่าเหม็นเพื่อหาทางลงกลับไปยังชั้นล่าง เสียงฝีเท้าและเสียงครวญครางตามมาอยู่ไม่ห่าง



     

              เสียงหอบหายใจถี่สลับกับเสียงกระสุนปืนที่ดังขึ้นอยู่รอบๆโทชิโร่ฟันผีดิบทุกตัวที่พยายามฝ่าแนวกั้นประตู พรั่งพรูกันออกมาไม่ขาดสาย


              “กระสุนฉันหมดแล้ว”


              คนในกลุ่มกล่าวขึ้นพร้อมกับโยนปืนในมือทิ้งแล้วชักดาบซึ่งเหน็บอยู่ข้างเอวออกมา


              พวกเขาไม่ยอมล่าถอยแม้ถูกกดดันอย่างหนักหนาสากรรจ์ปานใดราวกับจะบอกว่าหากถอยเพียงก้าวเดียว พวกตนจะถูกช่วงชิงบางอย่างไป


              หากถอยก็ถูกช่วงชิง นั่นคือความจริงหากถอยจากแนวป้องกันนี้ และปล่อยให้พวกมันทั้งหมดหลุดเข้าไปได้เมื่อถึงเวลานั้นสิ่งที่พวกเขาพยายามปกป้องก็จะไม่เหลือ


              ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ถอยหนีแม้เพียงก้าวเดียวถึงแม้ร่างกายจะถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ก็ตามที


              ขณะเดียวกันนั้นเองเสียงของระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวบริเวณด้านข้างทางออกที่ถูกปิดตายฝูงผีดิบที่อยู่บริเวณนั้นถูกแรงระเบิดอัดกระแทกจนกระจายออกเป็นชิ้น ๆดูน่าสยดสยอง


              เมื่อประตูที่ปิดตายถูกเปิดออกมัตสึบาระพาคนที่ยังเหลือรอดฝ่าผีดิบที่มีจำนวนไม่มากออกไปได้สำเร็จดูเหมือนพวกมันจะไปออกันที่ทางเข้าด้านหน้าอาคารที่กลุ่มของโทชิโร่เรียกร้องความสนใจไว้เสียมากกว่า


              “หวังว่าพวกเขาจะรอดไปจนสุดทางนะ”


              “เกิดคนหนุ่มสาวชิงตายไปก่อนฉันคงไม่มีหน้าไปพบยมบาลหรอก”


              “อะไรที่ทำได้ก็ทำไปหมดแล้วละเหลือแต่ต้องเชื่อมั่นเท่านั้น”


              คนในกลุ่มโทชิโร่ผลัดกันผุดยิ้มเอ่ยขึ้นอย่างปล่อยวางขณะมือขวายังคงลั่นไกส่งกระสุนเด็ดหัวพวกผีดิบอย่างไม่ปรานี


              ไม่ใช่ว่าไม่กลัวพวกเขาก้าวข้ามความกลัวและพยายามขวางทางสิ่งที่เป็นความตายตรงหน้า


              ต่อให้เก่งกาจแค่ไหนต่อให้ผ่านสนามรบมามากมายเพียงใด ถึงอย่างไรความตายก็อยู่ใกล้ตัวพวกเขาเหลือเกิน


              “เออเรามาทุ่มสุดตัวเพื่อความหวังเหล่านั้นกันเถอะ! —ทหารทุกนายจงโกรธเกรี้ยว!ทุกนายจงกู่ร้อง! ทุกนายจงสู้ตาย!”


              โทชิโร่ประกาศกร้าว


              จุดจบของพวกตนมารออยู่เบื้องหน้าแล้ว


              แม้จะรู้เช่นนั้น โทชิโร่ยิ้มรับบาง ๆเช่นกัน มาถึงขั้นนี้ก็ไม่มีอะไรให้เสียใจอีก