ภายหลังมู่เสินฉวนก็จากเมืองโบราณไปท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วน
ไม่มีฝ่ายใดกล้าออกหน้าขัดขวางได้แต่เฝ้ามองเขาจากไปเช่นนั้น
เผ่าบรรพกาลที่เพิ่งถือกำเนิดใหม่บางส่วนมีสีหน้าเปลี่ยนไปและจดจำชื่อนี้ไว้ในใจ
ไม่นานมู่เสินฉวนก็เหยียบย่างสู่หนทางกลับไปยังทะเลไร้สิ้นสุด
เพียงครึ่งวัน เขาก็ทะยานผ่านไปหลายแสนลี้ใกล้จะออกจากแคว้นเหนือแล้ว
ทว่าในขณะนั้นเอง จากห้วงอากาศที่ไม่ไกลนักพลันปรากฏร่างหนึ่งพุ่งออกมา!
เป็นชายชราสวมชุดป่านหยาบๆเขารวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ทั่วทั้งร่างราวกับประกายแสงเย็น พุ่งมาในชั่วพริบตาคมกระบี่เย็นยะเยือกส่งพลังสังหารน่ากลัวยิ่ง!
ขวับ!
มู่เสินฉวนหันกายกลับอย่างรวดเร็วใช้เพียงสองนิ้วหนีบกระบี่สังหารเล่มนั้นไว้
"อะไรกัน!" ชายชราชุดป่านตกใจอย่างยิ่ง เมื่อโจมตีไม่สำเร็จก็คิดจะเผ่นแน่บ
แต่มู่เสินฉวนจักปล่อยให้เขาทำตามใจได้อย่างไร?
มือใหญ่ดุจแท่งเหล็กอีกข้างรีบคว้าหมับที่ลำคอของเขา
"วิชาเทพพรางตาและวิชาลับอักษรเคลื่อนย้าย!"
"เจ้าเป็นคนจากแดนมนุษย์!"
มู่เสินฉวนมองไปยังชายชราผู้นั้นด้วยสายตาเย็นชา
ชายชราชุดป่านคำราม พยายามดิ้นอย่างสุดชีวิตแต่กลับพบว่ามิอาจหลุดจากพันธนาการนี้ไปได้
ทั้งกระบี่และร่างถูกตรึงไว้แน่นจนเขยื้อนไม่ได้
"เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์เหยากวงที่สั่งให้เจ้ามาใช่หรือไม่?"
"ช่างกล้าลงทุนจริงถึงกับส่งกึ่งเซียนมาสังหารข้า"
มู่เสินฉวนขมวดคิ้ว
จากบทสนทนากับมู่อู๋ซวงก่อนหน้า เขารู้ว่า"แดนมนุษย์" หนึ่งในสามราชวงศ์นักฆ่าโบราณคือผู้พิทักษ์วิถีของสายสืบทอดหานเหริน
ในยุคโบราณกลุ่มคนเหล่านี้มีชื่อเสียงเกรียงไกร ฝึกฝนแต่นักฆ่าที่พิสูจน์วิถีด้วยการสังหาร!
จนเหล่าราชันย์ล้วนต้องหวาดหวั่น!
แต่เคล็ดวิชาเทพพรางตาของชายผู้นี้ยอดเยี่ยมจริงๆถึงกับปิดบังทุกอย่างเอาไว้ได้
แม้เขาจะฝึกฝนเคล็ดวิชาอักษรนิรันดร์ที่สามารถหยั่งรู้อนาคตได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ไม่อาจรับรู้ได้มากนักมือสังหารก็ประชิดตัวเสียแล้ว
แต่ก็ยังไม่เร็วพออีกฝ่ายยังถูกเขาตอบโต้ได้
"นี่ไม่เกี่ยวกับผู้สืบทอดหานเหริน!"
"ในยุคที่แดนมนุษย์หวนคืนสู่ความรุ่งโรจน์พวกเราจะสังหารกายาศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเพื่อประกาศศักดา!"
ชายชราชุดป่านตะโกนอย่างดุดัน
"สังหารข้าเพื่อประกาศศักดา?"
"น่าสนใจ"
มุมปากของมู่เสินฉวนยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ยตบฝ่ามือลงบนศีรษะที่เต็มไปด้วยผมสีเงินของเขา แล้วเริ่มเสาะหาจิตวิญญาณ
ยังไม่ทันสิ้นลมหายใจแรกเขากลับต้องเผชิญกับอาคมต้องห้าม
ศีรษะของชายชราชุดป่านระเบิดออกดังโผละเหมือนแตงโมเนื้อสีแดงและขาวกระจัดกระจายไปทั่วนภา
เป็นอย่างที่คิดดวงจิตของผู้ฝึกตนที่สังกัดราชวงศ์นักฆ่าเช่นนี้ ล้วนถูกผนึกด้วยอาคมยากที่จะสืบสาวราวเรื่องใดๆ จากพวกเขาได้
มู่เสินฉวนทิ้งศพนั้นลงบนผืนป่าเชิงเขาอย่างไม่แยแสดุจขว้างปาสิ่งไร้ค่ากวาดจิตผัสค้นหาไปทั่วบริเวณโดยรอบ ไม่พบร่องรอยของมือสังหารคนอื่นอีก
"เหมือนว่าโลกใบนี้จะดูน่าสนใจขึ้นแล้ว"
"แม้แต่ราชวงศ์นักฆ่าในยุคโบราณก็ฟื้นตื่น"
"ไม่ใช่เพื่อสิ่งใดเพียงเพื่อพิสูจน์วิถีในการสังหาร และเพื่อขัดขวางเหล่าอัจฉริยะ"
มู่เสินฉวนพึมพำจากนั้นก็ก้าวเท้าพุ่งทะยานต่อไปยังทิศทางทะเลไร้สิ้นสุด
……
หนึ่งวันต่อมา
มู่เสินฉวนกลับมายังดินแดนของตระกูลมู่
หลังจากการเดินทางไปยังแคว้นทางเหนือครั้งนี้ถือว่าได้ข้อมูลมามากมาย
ในส่วนของเผ่าบรรพกาลยังมีราชันย์บรรพกาลจำนวนมากที่ยังหลับใหลอยู่
คาดว่าจะตื่นขึ้นทั้งหมดภายในร้อยปีนี้
ในบรรดาอำนาจสูงสุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ฐานอำนาจของเซียนต่างๆ ก็ไม่ได้ลดน้อยลง
เนื่องจากวิถีเต๋าได้สลายไปก่อนกำหนดหลายปีทั้งยังมีเซียนที่ปรากฏตัวในโลกมนุษย์บางส่วนที่ยังไม่ได้หวนคืน
อายุขัยของกึ่งเซียนคือห้าพันปีเซียนหกพันปี ส่วนมหาเซียนนั้นมีอายุขัยถึงเจ็ดพันปี
หลังจากสั่งสมมาเป็นเวลานานอาจมีมหาเซียนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้
ผู้แข็งแกร่งระดับนั้นเกรงว่าคงทำลายล้างโลกนี้ได้ในทุกเมื่อ
"ข้าจะไม่ผลีผลาม"
"ต้องเร่งเพิ่มพูนพลังฝีมือ"
มู่เสินฉวนถอนหายใจเบาๆสายตาจับจ้องไปยังตำหนักด้านข้างที่เหยาซีอาศัยอยู่
กายวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลแต่กำเนิดอย่างน้อยที่สุดก็จะดูดซับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินทั่วทั้งผืน
ในเวลานั้นย่อมมีเซียนจำนวนมากโผล่มาขัดขวางเป็นแน่
แต่เขาไม่ได้คิดที่จะให้เหยาซีคลอดในแคว้นใต้นี้ตั้งแต่แรก
แคว้นตงฮวงมีเจ็ดเขตแดนต้องห้ามซึ่งเป็นที่ซ่อนเร้นของเหล่าจอมยุทธ์โบราณ ผู้ซึ่งเป็นตัวแปรที่มิอาจคาดเดาได้
เวิ้งทราย หนานหลิงเขตเป่ยหยวนก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว
ส่วนจะไปที่ใดกันแน่ ยังต้องวางแผนกันอีกยาว
ภายหลังมู่เสินฉวนวูบกายมายังสวนด้านหลังของตำหนักผู้นำตระกูล
เขายังเหลือโอสถมังกรอมตะที่ไม่ได้กลั่นก่อนหน้านี้อยู่เกินครึ่ง
เขาจึงเตรียมที่จะรวบรวมลมปราณเพื่อกลั่นโอสถอมตะนี้ให้หมด
เช่นนั้นความแข็งแกร่งของกายเนื้อก็จะก้าวไปอีกขั้น
ชั่วครู่เดียวเขาก็กลับเข้าสู่ห้วงแห่งการบ่มเพาะอีกครั้ง
……
หลายวันต่อมา
มีข่าวสารหนึ่งจากเวิ้งทรายส่งมายังตงฮวง
ในเวิ้งทรายนั้นเจ้าอาวาสแห่งสำนักพุทธขนาดใหญ่ถูกผู้สืบทอดหานเหรินปลิดชีพและกลืนกินพลังชีวิตไปจนหมด
มู่อู๋ซวงได้ยินข่าวก็เคลื่อนไหวรีบไปหามู่อวี่เซิง ขอให้ช่วยสลักค่ายกลเวทมิติที่สามารถพาไปยังเวิ้งทรายได้
วิชามารกลืนสวรรค์ของเขากำลังจะบรรลุขั้นสุดและเจียนจะให้กำเนิดครรภ์มารแล้ว!
การต่อสู้กับตัวตนอีกหนึ่งนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้
บัดนี้ได้รับข่าวสารแล้วเขาก็เตรียมที่จะมุ่งหน้าไปยังเวิ้งทรายทันที เพื่อไล่ล่าบุตรศักดิ์สิทธิ์เหยากวง!
ถึงแม้เขาจะรู้ว่ามีเคล็ดลับหลายประการที่สามารถยับยั้งวิชามารกลืนสวรรค์ของเขาได้
แต่ด้วยคัมภีร์โบราณที่ผู้นำตระกูลส่งมอบและเคล็ดลับสุดยอดต่างๆเขามั่นใจว่าจะสังหารคนผู้นั้นให้พ่ายได้!
"ผู้นำตระกูลเชื่อมั่นในข้า!"
"เมื่อข้ากลับมาอีกครั้งย่อมต้องเป็นกายาโกลาหลคนที่สองของตระกูลมู่!!"
มู่อู๋ซวงโค้งคำนับไปยังทิศทางตำหนักผู้นำตระกูลและก้าวเท้าเข้าไปในค่ายกลมิติอย่างด้วยความเด็ดเดี่ยว!
"เฮ้อ เอาแต่ต่อสู้ฆ่าฟันกันทั้งวัน"
มู่อวี่เซิงถอนหายใจชี้ปลายนิ้วเรียวยาวลงบนแท่นบูชาเสวียนเทียนเบื้องหน้าเบาๆเส้นหลายเส้นประสานกันเป็นทางเดินอันเจิดจ้า
"ไปขุดหลุมศพกันเถิด"
"ไปสำรวจดูหน่อยเผื่อจะค้นพบสมบัติล้ำค่า รอมอบเป็นของขวัญต้อนรับขวัญใจคนใหม่ของตระกูล"
กล่าวจบมู่อวี่เซิงก็ก้าวเท้าออกจากค่ายกลมิติหายวับไป!
จากนั้น ในช่วงเวลานี้
แคว้นใต้ก็มีสิ่งมีชีวิตบรรพกาลแปลกหน้าทยอยเข้ามาเมียงมองเพื่อหาสถานที่อยู่อาศัยอยู่ทุกหนแห่ง
ตลอดทางก็ไม่ได้เกิดความขัดแย้งใดๆเซียนจากอำนาจสูงสุดต่างก็มองข้ามไป
บัดนี้พลังกดดันของวิถีเพิ่งจะสลายไปเป็นช่วงเวลาที่ดีในการฝึกฝน
มีคนคาดว่า ทั่วหล้าทั้งห้าแคว้นกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขเล็กน้อยเพื่อรอคอยการเปลี่ยนแปลงต่อไป