บทที่ หนึ่งร้อยสิบแปด
วัดซานป๋อที่เงียบงันกลางขุนเขากวงเหิงฮ่องเต้ประทับอยู่นานนับสองเดือน มิใช่เพียงเพื่อสะสางเรื่องราวของไทเฮา หากแต่ยังเพื่อเฝ้ามองไข่นกสีขาวนวลที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผ้านวมบนเตียงในห้องบรรทมของพระองค์เองระหว่างเวลานั้นข่าวประกาศหนึ่งก็แพร่สะพัดออกไปทั่วที่วัดซานป๋อก็ได้รับข่าวนี้เช่นกัน..ซูผินตั้งครรภ์
หากเพียงไม่กี่วันต่อมาก็มีข่าวกลับมาจากวัดซานป๋อที่ส่งถึงวังหลวงอีกฉบับเผยเรื่องที่ยิ่งน่ายินดี..เหอผินผู้อยู่ห่างไกลที่วัดซานป๋อบัดนี้ก็ตั้งครรภ์เช่นกันแต่ด้วยสภาพร่างกายที่บอบบางและไม่สะดวกเดินทาง จึงต้องพำนักต่อที่วัดซานป๋อขณะที่กวงเหิงฮ่องเต้ตัดสินพระทัยเดินทางกลับวังหลวงในที่สุด
หลังจากกลับมาถึงวังหลวงพระองค์ก็ไม่ได้เสด็จไปหาความเกษมสำราญที่ตำหนักในที่ไหนอีกใช้เวลาที่ตำหนักเฉียนชิงอย่างเงียบเหงาเยียบเย็นซึ่งภายในห้องบรรทมที่กลายเป็นเขตหวงห้ามเหล่าข้ารับใช้หรือไม่ว่าใครก็ไม่อาจย่างเท้าเข้าแม้เพียงครึ่งก้าว
ขุนนางผู้เร่งถกความเห็นกับฮ่องเต้ที่ห้องทรงงานจนดึกดื่นหลังสะสางราชกิจสิ้นสุดกวงเหิงฮ่องเต้มิได้เสด็จประทับที่ใดเพียงกลับตำหนักเฉียนชิงเช่นทุกวันร่างสูงเปิดประตูห้องบรรทมเข้ามาอย่างแผ่วเบากลิ่นไม้หอมจากถ่านเบญจเกสรที่เผาบนเตาใต้เตียงแผ่ไออุ่นอบอวลผ้าน่วมบางที่พับวางโอบล้อมสิ่งหนึ่งไว้ตรงกลาง
ที่ซึ่งไข่รูปทรงมนรีแวววาวราวหยกเรืองแสงทอประกายในยามแรกเริ่มขนาดของมันเล็กเพียงเท่ากำปั้นแต่บัดนี้กลับใหญ่เท่าไข่นกกระจอกเทศก็ไม่ป่าน บนเปลือกไข่ค่อยๆปรากฏลวดลายแผ่ลายวงอย่างมีชีวิตให้คาดคะเนอีกไม่กี่เดือนขนาดคงใหญ่พอเท่ากับเด็กทารกหนึ่งคน โม่หยงเฉิงทอดมองนิ่งนานแววตานิ่งสงบแต่แฝงความวูบไหวก่อนที่เขาจะนั่งลงบนขอบเตียงเอื้อมมือแตะบนเปลือกไข่เบาๆราวสัมผัสลมหายใจของผู้เป็นที่รักที่เหลือเพียงร่องรอยเสี้ยวความทรงจำ "เสี่ยวเฟิน.." เขาพึมพำในลำคอ
ห้าเดือนผ่านไปวังหลวงพลันกรุ่นที่เต็มไปด้วยความยินดีแม้ซูผินจะให้ประสูติโอรสก่อนกำหนดแต่ก็ปลอดภัยดี โม่เหวินจื่อ..องค์ชายสองแห่งต้าเหว่ยจึงถือกำเนิดขึ้น
ภายในตำหนักเยี่ยซิ่วที่เงียบงันกลิ่นดอกหอมนวลจากถ้วยชาลอยกรุ่น ซูผินอยู่บนตั่งบรรทมสีหน้ามีเลือดฝาดไม่ได้อ่อนระโหยอย่างผู้คลอดบุตรทั่วไปดวงตาดำสนิททอดมองผ้าห่อตัวของเด็กน้อยอย่างแนบแน่น
เมื่อกวงเหิงฮ่องเต้เสด็จมาถึงพระองค์มิเอ่ยสิ่งใดนอกจากโบกมือเบาๆขับไล่นางกำนัลออกไปจนหมดสิ้น
โม่หยงเฉิงย่างเท้าเข้าหาทารกแรกเกิดในผ้าห่มเขาโน้มกายอุ้มบุตรชายขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนดวงหน้าเปี่ยมแววอ่อนโยนไม่เหมือนราชันผู้ไร้ปรานีในสนามรบ "มารดาของเจ้าใช้แรงสุดท้าย..พาเจ้ามาหาเรา" เขาเอ่ยเสียงกระซิบกับทารกน้อย "เจ้ากำเนิดจากความรัก แต่..นางไม่อาจอยู่ดูแลเจ้าได้อีกจากนี้เป็นเด็กดี..เจ้าตัวน้อย"
แขนแข็งแรงที่อุ้มเด็กอ่อนแนบอกค่อยๆวางทารกลงบนที่นอนผ้านวมขาวสะอาด เขาจึงหันไปหาซูผิน "เจ้าทำดีมาก จากนี้ดูแลเด็กคนนั้นให้ดีเราวางใจเจ้าก็อย่าให้เราผิดหวัง"
ซูผินลุกขึ้นมาจากเตียงยอบกายคำนับดวงหน้าเรียบนิ่งเอ่ยรับเบาๆ “เพคะหม่อมฉันจักดูแลอย่างสุดกำลัง”
นางทราบดีว่าตำแหน่งซูผินของตนเปรียบเสมือนขุนนางผู้น้อยในพื้นที่วังหลังหากทำหน้าที่ได้ดี ย่อมอยู่รอดในวังหลวงได้ขอเพียงนางไม่ขัดพระทัยบุรุษผู้นี้ก็จะอยู่อย่างสงบ นางพลางหลุบตาต่ำท่องในใจ ‘อย่ามีคำถามใดๆ’
โม่หยงเฉิงทอดสายตาอีกคราไปยังเด็กน้อยในผ้าริมฝีปากเม้มแน่นชั่วขณะ หนึ่งส่วนในใจยากเก็บกลั้น แท้จริงแล้วเหตุที่ตนเลือกให้ซูผินเป็นมารดาต่อหน้าฟ้านั้นมิใช่เพราะหลงใหลชอบพอ หรือเพียงด้วยความประพฤติเรียบร้อยรู้ประมาณตนเท่านั้นหากแต่เพราะเบื้องหลังของซูผิน..สกุลเดิมคือบัณฑิต แม้จะมีความรู้แต่ไร้อำนาจทางการเมืองชีวิตไม่มีศัตรูเก่าก่อน
และถ้าหากประกาศออกไปว่าโม่เหวินจื่อเป็นบุตรของเหอผินไทเฮาที่แม้จะถูกกักที่วัดซานป๋อแต่ไม่แน่ว่ายังดึงสกุลเดิมมาเป็นมือไม้ให้ทั้งยังสกุลจี้หลักแม้จะพินาศไปส่วนหนึ่งก็ยังมีสายรองแฝงตัวในเงามืดไม่อาจวางใจจนเป็นภัยในภายหน้าเขาจึงยอมตัดใจปล่อยให้บุตรของเสี่ยวเฟินเติบโตในนามของสตรีอื่น และนี้เป็นหนทางเดียวที่จะให้เลือดเนื้อของนางจะปลอดภัยจากเล่ห์กลในวังโดยเติบโตไม่ห่างกายเขา
เมื่อเวลาผ่านไปอีกสองเดือนเต็มล่วงเขายามเหมันต์อีกปีเมฆสีหม่นลอยปกคลุมฟ้าต้าเหว่ย ข่าวสารหนึ่งก็เดินทางจากวัดซานป๋อมาถึงเมืองหลวงกลางเปลวไฟโคมแดงและควันธูปสักการะ กล่าวถึงเหตุการณ์น่ายินดีแต่แผงความเศร้าจับใจเหอผิน..ผู้เสียสละชีวิตหลังได้ให้กำเนิดโอรสอีกองค์โม่เหวินหาน..องค์ชายสามที่กำเนิดมาก็ก่อให้เกิดความเย็นยะเยียบในวังหลังพร้อมหิมะในเหมันต์ปลิดปลิว
แม้ความยินดีจะมีอยู่แต่เสียงร่ำไห้ของชีวิตที่จบลงนั้นก้องกังวานเกินจะกลบความสูญเสียที่เกิดขึ้นหาใช่เรื่องเล็กกวงเหิงฮ่องเต้เสด็จด้วยพระองค์เองไปยังสุสานหลวงเพื่อร่วมพิธีฝังร่างของเหอผินทว่าหลังพิธีสิ้นสุด องค์ชายสามกลับไม่ได้เสด็จสู่ราชวังตามธรรมเนียม ฮ่องเต้ทรงมีคำประกาศเพียงสั้นๆว่าองค์ชายสามจะอยู่ใต้การดูแลของไทเฮา ณ วัดซานป๋อเพื่อให้เติบโตห่างไกลความชิงดีชิงเด่นในวังหลวง อำนาจเปรียบดั่งเพลิงหากอยู่ใกล้เกินไปย่อมแผดเผาผู้บริสุทธิ์ให้มอดไหม้
วันคืนผันเปลี่ยนจากนั้นปีแล้วปีเล่าผ่านไป ต้าเหว่ยภายใต้พระปรีชาของกวงเหิงฮ่องเต้ได้แผ่ขยายแสนยานุภาพออกไปถึงแดนเหนือทะเลทรายแห่งเป่ยเหยาและยังครอบคลุมจนถึงหุบเขาหนานโจวทางใต้ พลิกฟื้นดินให้กลายเป็นแผ่นดินเดียวโดยตั้งตั้งนามว่า ‘จินหยาง’ มีจักรพรรดิเพียงหนึ่งโดยมีเมืองหลวงคือราชธานีเดิมต้าเหว่ย
แต่ความยิ่งใหญ่ไม่อาจหามาได้ด้วยเพียงชัยชนะเท่านั้นกวงเหิงฮ่องเต้ยังคงนำทัพต้านแดนตะวันออก จนสุดปลายฟ้าโพ้นทะเลตงเจาขยายอำนาจล้นแผ่นดินหลังหลายปีที่กำศึกเหลือเพียงซีซั่วที่ชาวต้าเหว่ยเรียกว่าซีเป่ย อันเป็นเขตไร้ปรานีพระองค์ทรงเลือกชะลอการศึก ประหนึ่งสิงโตที่แม้หิวโหยก็ยังรอเกรงลมเปลี่ยนทิศเพราะหากเร่งรีบเกินไป อาจทำให้ขุมกำลังที่มีอยู่สะบักสะบอมเพราะตอนนี้ไพร่พลสูญไปมากถ้าเดินหน้าอาจจะเกิดศึกภายในหรือหัวเมืองก่อกบฏได้ง่าย
จึงทรงตัดสินพระทัยพักทัพเพื่อฟื้นฟูกำลังเก็บซีเป่ยที่มักจะสร้างความเดือดร้อนให้หัวเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือเป็นครั้งคราวให้รอปราการทัพมั่นคงจะลงดาบให้ครั้งเดียว
ท่ามกลางอาณาจักรด้านนอกที่ผันผวนพระราชวังในต้าเหว่ยกลับสงบยิ่ง ไม่มีข่าวคาวของวังวนสนมแก่งแย่งเพราะกวงเหิงฮ่องเต้ไม่แต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่ ไม่รับสนมเพิ่ม มีเพียงเหลียงเฟย เต๋อเฟยซูผิน เพียงสามนางเช่นเดิม จะมีก็เพียงแต่หลี่กงกงขันทีผู้มีความชำนาญในการประดิษฐ์และภูมิปัญญาอันล้ำลึกได้รับตำแหน่งสูงสุดมาประจำข้างองค์จักรพรรดิโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าด้วยฝีมือของหลี่กงกงคนนี้ทำให้ผู้เป็นนายของเขาที่ดูอ่อนวัยอยู่เนิ่นนานไม่ร่วงโรย ได้เปลี่ยนเป็นมีใบหน้าเช่นผู้ทรงชันษาขึ้นทุกปีเป็นผู้ครองราชย์ยาวนานผู้หนึ่งจากหน้ากากพิเศษ
ขณะที่พักการทำศึกกวงเหิงฮ่องเต้ก็เริ่มมีข่าวแพร่สะพัดว่าเจ็บออดแอดหมอหลวงเผยวินิจฉัยว่าโรคภายในรุมเร้าจากการออกศึกพร้อมกันนั้นก็มีข่าวลือว่าพระวรกายอ่อนแออาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน
จนวันหนึ่งกวงเหิงฮ่องเต้ทรงมีพระดำรัสให้เชิญองค์ชายที่เติบใหญ่ทั้งสองเข้าพบทีละคนจนมาถึงองค์ชายสอง โม่เหวินจื่อผู้เติบโตในวังหลวงภายใต้การดูแลของซูผินส่วนโม่เหวินหานซึ่งเติบโตอยู่ในเงาไผ่ที่วัดซานป๋อนั้นยังไม่ถูกเรียกกลับมาจนโม่เหวินจื่อเอ่ยถามต่อพระบิดาว่าหมายจะให้ตนไปตามน้องสามกลับมาหรือไม่
“ไม่ต้องรีบร้อน” พระองค์เอ่ยกับบุตร
โม่เหวินจื่อน้อมกายลงต่ำ“แต่เสด็จพ่อน้องสามไม่เคยกลับวังหลวง ไม่เคยพบเสด็จพ่อ หลังจากนี้น้องสามจะทำเช่นไร..”เขาคิดแล้วสะท้อนใจเกิดความสงสารน้องชายที่เกิดห่างจากเขาไม่กี่เดือนเหอผินผู้เป็นมารดาสิ้นใจหลังคลอดทั้งเติบโตห่างบิดาไม่เคยพบเจอโลกจึงอยากพาน้องชายกลับเมืองหลวง
โม่หยงเฉิงส่ายหน้าช้าๆดวงเนตรทอดมองโอรสคนที่สองนานราวส่องทะลุไปถึงความคิดด้านใน “ยังไม่ถึงเวลา เหวินจื่อ..เจ้าเป็นคนมีคุณธรรม แต่โลกนี้ไม่ได้วัดกันแค่ขาวหรือดำเจ้ายังขาดสายตาที่กว้างพอจะเห็นเบื้องลึกเบื้องหลังเราจะให้เจ้าไปประจำที่ทางเหนือ ตั้งเป็นพื้นที่ศักดินาจิงเหยียนของเจ้า”
พระหัตถ์เอื้อมไปวางบนบ่าของโอรสเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายขึ้น “ที่นั่นมีปัญหาชนกลุ่มน้อยมีการค้าข้ามแดน จะช่วยให้เจ้ารู้จักโลกให้มากขึ้นไปที่นั่นก็เท่ากับเจ้าเป็นผู้นำ จะคิดการอะไรก็คิดให้รอบคอบ”
จากนั้นผู้เป็นบิดามองโอรสตัวเองด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“เหวินจื่อ..เจ้าเติบใหญ่แล้วจริงๆ เรามิใช่เพียงแค่ฮ่องเต้สำหรับเจ้าแต่เป็นบิดาด้วย ฉะนั้นบิดาผู้นี้อยากให้ชีวิตของเจ้าคือของเจ้าบิดาจะไม่ก้าวก่ายอีก เจ้าอยากมีชีวิตเช่นไร มีคนรักเป็นใครล้วนเป็นเจ้าตัดสินใจนี่คือสิ่งที่มารดาเจ้าขอว่าให้เจ้าได้มีชีวิตอย่างที่ต้องการ..”
โม่เหวินจื่อเงยหน้าขึ้นดวงเนตรสั่นระริกปากเม้มแน่นคล้ายจะกล่าวสิ่งใดแต่ก็กลืนคำไว้ในลำคอ เขาโขกศีรษะลงกับพื้นก้มกราบด้วยความรู้สึกทั้งรัก ทั้งเคารพ และทั้งวางภาระไว้กลางบ่าด้วยเต็มใจ
หลังจากโอรสจากไปคืนนั้นที่กวงเหิงฮ่องเต้ได้สิ้นสุดรัชกาล
ภายหลังจากกวงเหิงฮ่องเต้เสด็จสวรรคตสัญญาณแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ก็แผ่คลุมไปทั่วแผ่นดิน บัลลังก์ไม่อาจจะไร้ผู้ปกครองภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวันราชโองการแต่งตั้งผู้สืบราชบัลลังก์ก็ถูกประกาศออกมาในท้องพระโรงกลางเสียงอันเงียบงันของเหล่าขุนนางทั้งหลาย
หากแต่ชื่อที่ถูกจารบนลายพู่กันทองกลับหาใช่องค์ชายใหญ่หรือองค์ชายสอง มิได้มีใครคาดคิดมาก่อน เพราะนามของบุรุษหนุ่มผู้ถูกลืมเลือนจากวังหลวงโม่เหวินหาน..องค์ชายสามที่เติบโตอยู่นอกวังอยู่ในเงาของวัดซานป๋อห่างไกลจากความวุ่นวายแห่งอำนาจมาตลอดสิบเก้าปี
หลี่ต้ากงขันทีผู้เฝ้าเคียงราชบัลลังก์มายาวนานคือผู้รับราชโองการเดินทางไปด้วยตนเอง ขณะเหยียบลงผืนดินของวัดซานป๋ออีกคราเสียงลมพัดกรูผ่านแนวต้นไผ่ที่เอนเอียงเบาๆ เหนือแนวหลังคากระเบื้องเก่าไอหมอกยามเช้าลอยอ้อยอิ่งเหนือบันไดหิน ไทเฮาซึ่งถูกกักที่สถานแห่งนี้มาเนิ่นนานจนผมหงอกขาวเป็นสีดอกเลาเฝ้ามองเงาเงียบงันของผู้มาใหม่ด้วยหัวใจไหวสั่น
หลังจากปวดใจจากข่าวการจากไปของโอรสแต่ก็ตกตะลึงกับผู้ที่ได้รับราชบัลลังก์ต่อเพราะที่วันซานป๋อมีเพียงนางอาศัยอยู่มาเนิ่นนาน จะมีองค์ชายสามได้อย่างไรแต่ก่อนที่นางจะเอ่ยวาจาบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก็ปรากฏกายตรงหน้าผ่านม่านหมอกหนาม่านตาคมสว่างวาบดุจประกายอำพัน ใบหน้าของเขาราวกับกวงเหิงฮ่องเต้ในวัยหนุ่มหาได้ผิดเพี้ยนไปแม้เพียงเส้นผมสักเส้น
เพียงสบตากันไทเฮาก็แทบทรุดลงแท่นหินนางพร่ำร่ำไห้บางเบากับตนเอง "..หยงเฉิงหรือ.."
โม่เหวินหานไม่ได้ใส่ใจอาการตะลึงตะลานนั้นแค่เดินเข้ามาใกล้แววตาที่ทอดมองนางนิ่งราวแผ่นน้ำไร้ความรู้สึก ไม่มีโทษ ไม่มีความโกรธ แต่ก็ไร้ไออุ่นไทเฮารู้ทันทีว่าโอรสของเหอผินที่อ้างตัวในวันนี้ได้กลับมาหาอ้อมแขนมารดาเช่นเดิมอีกแล้ว เขาต้องเป็นโม่หยงเฉิงแน่นอน..โอรสของนางกินโอสถเม็ดนั้นแล้วเขาได้รับการต่อชะตาคงอยู่ในวัยหนุ่มไม่เปลี่ยนไป
“ราชโองการลงมาแล้ว” หลี่ต้ากงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพลางชูหีบไม้จันทน์ทอง “องค์ชายสาม จะเสด็จกลับวังหลวงในนามฮ่องเต้พระองค์ใหม่แห่งราชวงศ์”
เมื่อวาจานั้นจบลงภายในวัดซานป๋อก็คล้ายถูกสั่นสะเทือนด้วยแรงลมพายุจากอดีตและอนาคตที่ประจันหน้าไทเฮาแม้จักสูงวัยแต่ก็ยังมีความเฉียบคมอยู่ในแววตา นางรู้ในบัดดลว่านางต้องกลับไปที่วังหลวงเพื่อสนับสนุนโอรสของนางเองอีกครั้งบัดนี้นางเป็นฮองไทเฮาแล้วกลับมามีอำนาจจึงไม่รั้งรอที่จะเป็นผู้ผลักดันเขาสู่บัลลังก์ แม้ใจลึกๆ จะรู้ดีว่า..ความสัมพันธ์แม่ลูกที่พังทลายยังไม่หวนกลับ
พิธีขึ้นครองราชย์ของโม่เหวินหานเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ม่านสีทองปักลายมังกรห้าเล็บโบกสะบัดล้อสายลมฤดูปลายใบไม้ผลิในขณะที่แสงตะวันส่องลอดลายระแนงไม้ในท้องพระโรงซึมผ่านพื้นหินหยกขาวยาวไปจนถึงแท่นประทับกลาง พลันเสียงมโหระทึกดังกึกก้องขุนนางทั้งปวงพร้อมใจหมอบกราบแทบท้องพระโรง
เทียนหลงฮ่องเต้ในอาภรณ์คลุมยาวสีดำลายมังกรทองเหนือศีรษะมีมงกุฎที่สวมยามทำพิธีเฉลิมฉลองหลังจบพิธีฮองไทเฮาขอเข้าเฝ้าอีกครั้งด้วยใจหวังจะรื้อฟื้นความผูกพันที่เคยมีทว่าคำเพียงประโยคเดียวก็ทำให้นางหยุดนิ่ง
“เสด็จย่าจากนี้ก็พักเถิด อย่าเหนื่อยจัดการตำหนักในอีกเลย” ถ้อยคำเรียบง่ายอ่อนโยน แต่แฝงเส้นแบ่งชัดเจนยังคงห่างเหินเย็นชานางไม่เหลือที่ยืนในชีวิตของโอรสอีกไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้แม้จะเป็นผู้ผลักดันแต่สุดท้ายก็เป็นเพียงบุคคลหนึ่งในอดีตคล้ายให้ความสำคัญแต่ก็ไม่เหลือความสัมพันธ์เก่า
ฮองไทเฮานิ่งอยู่นานก่อนจะยอมลุกขึ้นและเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เช่นนั้น..แม่จะกลับวัดซานป๋อถือศีลภาวนาเช่นเดิม โดยที่สักวันเจ้าอาจจะเข้าใจว่าแม่ล้วนทำเพื่อเจ้า”
นางเดินจากไปอย่างเงียบงันโม่เหวินหานไม่แม้จะกล่าวลาหรืออาลัยผ่านมานานขนาดนี้นางก็ยังไม่นึกถึงความผิดที่เคยก่อสักนิด
หลังจากขึ้นครองราชย์เทียนหลงฮ่องเต้..โม่เหวินหานก็มิได้มีเวลาสำหรับความลังเลแม้แต่น้อยในยามบ้านเมืองเปลี่ยนผ่านในหลายหัวเมืองเริ่มเคลื่อนไหวหวังทดสอบอำนาจของฮ่องเต้พระองค์ใหม่เหล่ากบฏที่หลบซ่อนมานานหลายปีก็เริ่มโผล่หัวออกมาราวไฟคุกรุ่นใต้กองฟืนกลางคืนร้อนกลางวันหนาวรอวันปะทุแต่ภายใต้ผืนฟ้าของเทียนหลงฮ่องเต้ไม่มีพื้นที่ใดที่สะเทือนใต้ฝ่ามือพระองค์
โม่เหวินหานตัดสินใจลงทัพด้วยตนเองในศึกปราบพวกขบถนำทัพหลวงเข้าปราบปรามเมืองเล็กที่ก่อกบฏราวฟ้าผ่า เปลวเพลิงการศึกแผ่ขยายไม่ถึงครึ่งปีก็สงบสิ้นเสียงคัดค้านเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นคำชื่นชม ขุนนางน้อยใหญ่ค่อยๆเปลี่ยนท่าทีจากหวาดระแวงมาเป็นเคารพเชื่อฟัง แม้ชันษายังน้อยกลับว่าราชการเด็ดขาดสืบสานความเด็ดขาดจากบิดา ไม่เหมือนผู้ที่เติบโตนอกวังไร้เดียงสา
แต่แม้จะเข้าปีที่ห้าแห่งรัชศกเฉิงหยางวังหลังยังคงไร้ฮองเฮาไร้สนมชายาหรือแม้แต่นางในผู้รับใช้ติดตัวพระองค์ก็ยังไม่เคยเลือกใครเข้ามาแม้แต่คนเดียวขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งห่วงใยราชสำนักเริ่มออกมากราบทูลด้วยถ้อยคำทั้งตรงทั้งอ้อม “แม้ฝ่าบาททรงปรีชาสามารถทว่ารากเหง้าแห่งแผ่นดินคือทายาทหากไม่มีองค์ชายย่อมไม่อาจร้อยแผ่นดินให้มั่นคงได้ พสกนิกรจะอยู่ใต้ฟ้าได้อย่างไรเมื่อไม่มั่นใจว่าอนาคตจักมีผู้นำ”
เสียงทูลขอให้ทรงเลือกแต่งตั้งฮองเฮาหรืออย่างน้อยก็เปิดคัดเลือกสนมกระหึ่มท้องพระโรงอยู่หลายเดือนในที่สุดพระองค์ก็ทรงตอบรับ เพียงเอ่ยอนุญาตในที่สุดด้วยความรำคาญใจเท่านั้น
พิธีคัดเลือกสนมถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่คำสั่งประกาศไปยังเมืองใหญ่ทุกหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร ทั้งบุตรีขุนนาง นักปราชญ์พ่อค้าตลอดจนหญิงสาวจากบ้านดีมีสกุลในภูธรล้วนสามารถส่งสตรีเข้าร่วมคัดเลือกได้ตามวิธีต่างๆที่วังหลวงจัดให้ ผ่านการคัดเลือกภายนอกแล้วเวลานี้ในวังหลวงจึงเต็มไปด้วยเสียงฝีเท้าสตรีความหอมของบุปผาหลากชนิดลอยฟุ้งปะปนกับกลิ่นธูปจางๆ ของเครื่องบูชา
ในวันสุดท้ายของพิธีคัดเลือกที่ฮ่องเต้ถึงกลับมาคัดเลือกด้วยพระองค์เองผืนม่านแพรสีชาแหวกกลางออกจากกันอย่างช้าๆเปิดทางให้หญิงสาวแต่ละคนก้าวออกมาเรียงหน้ากระดานถวายคำนับหน้าพระที่นั่ง
โม่เหวินหานนั่งนิ่งบนบัลลังก์สูงน้ำชาวางอยู่เบื้องหน้าเปลี่ยนไปหลายกาแล้วพระองค์ตัดสินพระทัยคัดเลือกด้วยตนเองทุกคน บางคนผ่านบางคนไม่ผ่านแต่สายพระเนตรแท้จริงหาได้สนใจหญิงใดที่นั่นสักคน
หนึ่งคนสองคน..กระทั่งถึงคนสุดท้ายหลังคำประกาศของหลี่ต้ากงจบ พระองค์เพียงเงยหน้าขึ้นเตรียมจะลุกจากบัลลังก์โดยมีหลี่ต้ากงเตรียมช่วยสวมเสื้อคลุมเตรียมกลับตำหนักเฉียนชิงแต่แล้วสายตากลับสะดุดลงกับเรือนร่างของหญิงสาวผู้สุดท้าย
แผ่นหลังไม่คุ้นเคย..แต่ภายในนั้นเขากลับรู้ดีกว่าใคร
องค์ประกอบทุกอย่างของนางไม่ได้เย้ายวนแต่กลับกระตุ้นหัวใจของพระองค์ให้เต้นแรงจนรู้สึกถึงชีพจรเสียงในอกระรัวแทบหลุดของมา มือกำแน่นขึ้นทีละนิดจนข้อนิ้วขาวซีด “ช้าก่อน..” พระสุรเสียงตรัสออกมาชัดถ้อยชัดคำในห้องโถงเงียบงันเพราะนี่เป็นคำแรกที่ฮ่องเต้เอ่ยโดยตรงกับสตรีที่เข้ามารับคัดเลือก
“เจ้า...สตรีคนสุดท้าย” หญิงสาวรู้ตัวก็สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะชะงักคุกเข่าลงก้มหน้าต่ำแม้เขาจะยังไม่ทันได้เห็นใบหน้านางแต่ดวงใจกลับร้องตะโกนไปว่า ‘นางกลับมาแล้ว..’
“เจ้าชื่ออะไร?”