ที่ใจกลางของจัตุรัสเวทีไม้ถูกตั้งขึ้นมาเรียบง่าย แต่อบอวลไปด้วยความสำคัญข้างหน้ามีแท่นวางเทียนไขเรียงรายเป็นแนวข้างหลังเวทีมีผืนผ้าที่ปักสัญลักษณ์ประจำเมืองตะวันตก
ซึ่งตอนนี้ปักขลิบด้วยสีดำเป็นการไว้ทุกข์ด้านหน้าเวทีนั้นมีแขกผู้มีเกียรติหลากหลายคนจากอาณานิคมมานั่งอยู่ในตำแหน่งที่เตรียมไว้
บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงในชุดเครื่องแบบพิธีการสวมปลอกแขนดำรวมถึงเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ พ่อค้า กลุ่มตระกูล สมาคมใหญ่และบุคคลสำคัญที่เป็นที่รู้จักในฝั่งตะวันตกต่างก็มาเข้าร่วมพิธีในวันนี้
นาฟและคากินั่งอยู่ในกลุ่มของสถานศึกษาโดยรองผู้อำนวยการพากลุ่มนักศึกษามาร่วมงานด้วย
ผู้ว่าการเดอแคลร์ยืนอยู่บนเวทีในชุดสูทสีดำใบหน้าเคร่งขรึม เขาเป็นผู้นำการจัดงานในครั้งนี้เสียงของเขาที่ทรงพลังและหนักแน่นแฝงไปด้วยความเศร้า ก้องไปทั่วลานกว้างของจัตุรัส
ผู้คนหลายพันต่างจับจ้องไปที่เขา รอคอยคำพูดที่จะแบ่งปันความรู้สึกของเมืองทั้งเมือง
"วันนี้... เรามารวมตัวกันที่นี่เพื่อระลึกถึงผู้คนที่เราสูญเสียไปในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่
แต่ข้าขอให้พวกเราจดจำไว้ว่าแม้ความเจ็บปวดจะท่วมท้นอยู่ในหัวใจของพวกเรา แต่ผู้ที่จากไปเหล่านั้นไม่ได้จากเราไปอย่างไร้ค่าพวกเขาคือผู้เสียสละ ผู้ที่อยู่ท่ามกลางพายุแห่งการทำลายล้างเพื่อให้เราทุกคนมีวันนี้"
สายลมเย็นพัดผ่านเหนือจัตุรัสสะกิดให้ธงดำปลิวไสวไปตามจังหวะ เสียงกระซิบของผู้คนรอบข้างค่อยๆเงียบลงจนเหลือเพียงเสียงของผู้ว่าการที่ดังไปทั่วทุกมุม
"วันนี้ เราไม่ได้มาแค่เพื่อเศร้าโศกแต่เรามาเพื่อรำลึก และหากันและกันในเวลาที่ยากลำบาก เราต้องเข้มแข็งกว่านี้รวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้เพียงแต่กลายเป็นรอยแผลลึกแต่เป็นการปลุกให้เราลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับอนาคตที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม"
เสียงสะอื้นบางๆ จากกลุ่มประชาชนดังขึ้นขณะที่ผู้ว่าการกวาดตามองไปยังกลุ่มผู้ร่วมงานอย่างแผ่วเบา
“ข้าเชื่อว่าผู้ที่จากไปไม่ต้องการให้เราอ่อนแอหรือสิ้นหวังพวกเขาต้องการให้เรามีความหวัง ให้เรายืนหยัดได้แม้ในความมืดมนพวกเราทุกคนมีหน้าที่ที่จะปกป้องสิ่งที่พวกเขาได้เสียสละชีวิตเพื่อมันไป"
น้ำเสียงของผู้ว่าการเริ่มแข็งกร้าวขึ้นแต่แฝงไปด้วยพลังใจอันล้นเหลือ
"เราจะไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นแต่จะใช้มันเป็นแรงผลักดันที่จะนำพาเราไปสู่อนาคตที่มั่นคงและปลอดภัยยิ่งขึ้นขอให้เราร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ก้าวข้ามความกลัวและมุ่งหน้าสู่วันที่ดีขึ้น ขอให้เราทุกคนร่วมใจกันฟื้นฟูเมืองนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่เสียสละ และเพื่ออนาคตของพวกเราทุกคน!"
เสียงปรบมือดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันประชาชนที่เคยห่อเหี่ยวค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแววตาที่เคยหม่นหมองกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไป
เสียงปรบมือกึกก้องไปทั่วจัตุรัสใหญ่ราวกับว่าคำพูดของผู้ว่าการได้จุดประกายแห่งความหวังขึ้นในหัวใจของทุกคนอีกครั้ง
เสียงปรบมือที่เพิ่งเงียบลงจากคำกล่าวไว้อาลัยค่อยๆจางไป สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ จัตุรัสใหญ่ก่อนจะเปล่งเสียงขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
"การแข่งขันเรซซิ่งสเตรชเชอร์เปรียบดั่งสัญลักษณ์ของเมืองเรา มันไม่ใช่แค่การแข่งขันแห่งความเร็วเพียงอย่างเดียวแต่คือสิ่งที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของเมืองนี้ด้วย ความกล้าหาญ การไม่ยอมแพ้และความมุ่งมั่นที่จะทะยานไปข้างหน้าแม้ในยามที่พายุแห่งความโกลาหลถาโถมเข้ามา"
น้ำเสียงของผู้ว่าการ ที่เป็นคนตะวันตกดั่งเดิมแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ
"โลกแห่งความเร็ว...จะอยู่ในความทรงจำของพวกเราเสมอไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความสูญเสีย
แต่ในท่ามกลางความโศกเศร้า อย่างน้อยการแข่งขันครั้งนี้ก็ได้สร้างวีรบุรุษขึ้นมา"
เสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางฝูงชนหลายคนเริ่มเดาว่าผู้ว่าการหมายถึงใคร
"นักแข่งหนุ่มผู้สร้างปาฏิหาริย์ผู้ซึ่งอาณานิคมนี้ได้ตัดสินให้เป็นผู้ชนะร่วมกับองค์ชายสาม"
ผู้ว่าการหยุดเว้นวรรคเล็กน้อยเพื่อให้ผู้คนซึมซับความหมายของคำพูด
"เขาคือเด็กหนุ่มจากสถานศึกษาของเราผู้มีฉายาที่ใครหลายคนรู้จักกันดีว่า...พายุโลหิต!"
เสียงฮือฮาในฝูงชนดังขึ้นทันทีเมื่อผู้ว่าการเอ่ยชื่อ
"พายุโลหิต"
ฉายาที่โด่งดังและเป็นที่จดจำไปทั่วทั้งเมืองกลายเป็นคำที่สะท้อนถึงความเร็ว ความกล้าหาญ และการไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรค
ชายหนุ่มที่เคยเป็นเพียงนักศึกษาในสถาบันบัดนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังในใจผู้คน
"เขาคือหนึ่งในความภาคภูมิใจของเรา และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับเมืองฝั่งตะวันตกของเราที่ชนะการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณานิคม เขาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงแต่พึ่งพาพรสวรรค์หากแต่ยังเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความกล้าหาญ"
ผู้ว่าการยิ้มบางๆ ขณะมองไปยังทิศทางของนาฟในกลุ่มฝูงชน
"ขอให้เขาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้และการฟื้นฟูที่ไม่มีวันสิ้นสุดขอให้พวกเราร่วมกันส่งเสียงปรบมือให้แก่นาฟเด็กหนุ่มที่ยืนหยัดอยู่ในพายุแห่งการต่อสู้เพื่อเมืองของเรา!"
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วจัตุรัสบางคนโห่ร้องด้วยความภาคภูมิใจ น้ำตาและรอยยิ้มผสมปนเปกัน
ในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความเชื่อมั่นและความหวัง
ผู้ว่าการเดอร์แคลเงียบลงครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ "สำหรับผู้ชนะในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงการได้รับเกียรติยศในฐานะนักแข่ง แต่ยังมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของอาณานิคมหอสมุดกลางจะบันทึกเรื่องราวการแข่งขันของเขาไว้ให้ผู้คนได้จดจำตลอดไป"