“ก็แบบนี้ไงล่ะ ที่ผม้า”
แค่เผลอใจครู่เดียว อัลวินก็โน้มตัวเข้ามาจนฉันถูกคล่อมไว้ใต้ร่างใหญ่โดยไม่ทันตั้งตัว ทำฉันสะดุ้งสุดตัว เผลอหงายหลังลงบนโซฟาทันที
“นี่! นายอย่าทำอะไรทะลึ่งๆ นะ!”
ฉันหลับตาปี๋ พูดเสียงสั่นด้วยความใ ก็แหม... ใกล้กันขนาดนี้ ใครจะไม่กลัวล่ะ! หน้าของเขาอยู่ห่างจากแก้มฉันแค่นิดเดียวเอง ถ้าขยับอีกนิดเดียวล่ะก็... ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ
ไม่นะ! หัวใจฉันเต้นแรงจนควบคุมไม่ได้!
“ไปสิ เดี๋ยวไปส่งที่มหา’ลัย”
เสียงทุ้มของเขาดังขึ้น พร้อมกับที่เ้าตัวผละออกแล้วลุกขึ้นยืนอย่างง่ายดาย ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ โล่งใจเหมือนเพิ่งรอดพ้นจากเงื้อมมือเสือมาได้หมาดๆ
“อืม”
ฉันพยักหน้ารับเบาๆ อยากจะออกจากห้องนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไปแล้ว!
ฉันค่อยๆ เดินตามเขาออกไปด้านนอก สองมือกุมอกตัวเองเบาๆ เพราะใจยังไม่หายเต้นแรงจากเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ จนกระทั่งเราสองคนลงมาถึงข้างล่างของคอนโด
“นายไม่ต้องไปส่งหรอก ฉันไปเองได้”
ฉันรีบพูดออกไปทันที ไม่อยากนั่งรถทัวร์นรกสายระทึกกับผู้ชายอันตรายคนนี้อีกแล้ว
“ขึ้นรถสิ ผมก็จะไปเรียนเหมือนกัน”
เขาตอบกลับเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะมองฉันด้วยซ้ำ รายนั้นไม่ฟังฉันเลยสักนิด เฮ้อ! ขึ้นก็ขึ้นสิ ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ! ฉันบอกตัวเองในใจ แล้วขึ้นรถไปแบบจำใจ
ไม่นานนัก รถก็มาจอดหน้าอาคารเรียน ฉันรีบเปิดประตูลงทันที ไม่แม้แต่จะหันไปพูดอะไรกับเขา เพราะยังรู้สึกใจเต้นแปลกๆ อยู่เลย และพอลงจากรถเท่านั้นแหละ ฉันก็เห็นนิกเกิลยืนรออยู่ใต้ตึกคณะเรียบร้อยแล้ว
“เอมิล เธอหายไปไหนมา! แล้วนั่น เธอลงมาจาก รถอัลวินได้ยังไง!”
โห่! มาเป็ชุดเลยนะ สีหน้านี่ดูอยากรู้อย่างแรง
“เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ”
ฉันตอบเลี่ยงๆ ไม่อยากให้นิกเกิลจับได้ว่าฉันเพิ่งไปอยู่ในถ้ำเสือหรือจะเรียกว่าคอนโดของเขาดีล่ะ
“เธอเป็อะไรมากมั้ย!”
นิกเกิลถามด้วยสีหน้าเป็ห่วงทันที
“ฉันไม่เป็อะไรมาก แค่ฝ่ามือถลอกนิดหน่อยน่ะ”
ฉันยื่นมือให้ดูเป็หลักฐานว่าแค่แผลเล็กน้อย นิกเกิลถึงได้โล่งใจขึ้นมา
“ไม่เป็ไรมากก็ดีแล้วล่ะ เราขึ้นเรียนกันเถอะ”
เธอพูดพลางถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนที่เราสองคนจะเดินเคียงกันขึ้นไปยังตึกเรียน
ลมเช้าอ่อนๆ พัดผ่านหน้าเบาๆ แดดอุ่นที่ส่องลอดต้นไม้ริมทางทำให้เช้านี้ดูสดชื่นกว่าทุกวัน นักศึกษาหลายคนเดินกันขวักไขว่ บ้างนั่งรวมกลุ่มใต้ต้นไม้ บ้างก็เร่งฝีเท้าเพราะใกล้เวลาเข้าเรียน
โชคดีที่วันนี้มีเรียนตอนสิบโมง ฉันเลยยังกลับมาทันเวลาแบบหวุดหวิด ไม่งั้นคงต้องพลาดคาบเช้าไป คงจะแย่แน่ๆ
มหา’ลัยของเราเป็มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ อาคารเรียนสูงสี่ชั้นสลับกับอาคารทรงทันสมัยที่เต็มไปด้วยไม้เลื้อยเกาะกำแพง มีสนามหญ้ากว้างตรงกลางที่มักมีคนมานั่งปูเสื่อ อ่านหนังสือ หรือไม่ก็นอนเล่นกันใน่พักเที่ยง
วันนี้ฉันมีเรียนแค่สามคาบ คาบเช้าชั่วโมงเดียว แล้ว่บ่ายอีกสองชั่วโมง ค่อนข้างสบายเมื่อเทียบกับวันอื่นๆ
หลังจบคาบสุดท้ายในตอนบ่าย วิชานี้เล่นเอาทั้งฉันและนิกเกิลถึงกับหัวหมุน เราสองคนเดินออกจากห้องเรียนชั้นสามด้วยสีหน้าหมดพลัง พร้อมพ่นลมหายใจยาวเหยียดกันทั้งคู่
“โอย... สมองแทบละลาย”
ฉันพูดพลางเหยียดแขนขึ้นไปบนฟ้า
“แก... วิชานี้โคตรยากเลยจริงๆ ฉันอยากร้องไห้”
นิกเกิลบ่นพึมพำ น้ำเสียงสิ้นหวังแต่ก็ยังมีแววขำๆ ปนอยู่ เราเดินลงบันไดไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางเสียงพูดคุยจอแจของนักศึกษารายอื่นๆ บางคนรีบวิ่งไปขึ้นรถเมล์หน้ามหา'ลัย บางคนก็ยืนต่อแถวซื้อชานมที่ร้านใต้คณะ
กลิ่นหอมของขนมปังปิ้งจากร้านข้างล่างลอยมาแตะจมูก เราสองคนหันมามองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย
“ไปหาอะไรกินกันมั้ย ก่อนกลับหอ”
ฉันถามพร้อมรอยยิ้มบางๆ แม้จะเหนื่อยแต่ท้องก็เริ่มร้องแล้ว
“แน่นอนสิ! ถ้าไม่กินตอนนี้ ฉันคงเป็ลมกลางทางแน่ๆ”
เธอตอบทันที แล้วเราก็เดินเคียงกันไปทางโรงอาหารของคณะ ทิ้งเื่เครียดๆ จากห้องเรียนไว้ข้างหลัง
หลังจากที่ฉันแยกกับนิกเกิลใต้ตึกคณะ ก็เป็เวลาราวๆ สี่โมงเย็นแล้ว เธอรีบขอตัวกลับบ้านก่อนเพราะมีธุระ ฉันจึงเดินกลับหอคนเดียว
ลมเย็น่เย็นพัดเบาๆ ท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนเริ่มแซมด้วยแสงส้มจางๆ ของอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ทางเดินกลับหอค่อนข้างเงียบ คนส่วนใหญ่ยังเรียนกันอยู่
บรรยากาศเลยดูสงบกว่าปกติ ฉันก้าวไปตามทางที่คุ้นเคยโดยไม่ทันระวัง จนกระทั่ง…
หมับ!
ข้อมือฉันถูกรวบเอาไว้อย่างไม่ทันตั้งตัว!
“นี่เธอจะไปไหน!”
เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นข้างตัว ฉันหันขวับไปตามแรงกระตุก จึงพบกับหญิงสาวหน้าตาสะสวย ผิวขาวจัด แต่งหน้าแน่นจนแทบมองทะลุชั้นรองพื้นไม่ได้
“จะกลับหอน่ะสิ มีอะไรหรือเปล่า”
ฉันพยายามควบคุมเสียงให้เรียบที่สุด แม้ในใจจะเริ่มหงุดหงิด สายตาฉันไล่มองชุดของเธอโดยอัตโนมัติ
เสื้อเชิ้ตรัดแน่นเปี๊ยะจนกระดุมดูเหมือนจะปริออกได้ทุกเมื่อ กระโปรงสั้นจนแทบไม่กล้าก้มมอง
เธอคนนี้ มาเรียนหรือมาอ่อยผู้ชายน้ำหอมกันแน่! ฉันไม่ได้ตั้งใจจะตัดสินใครจากการแต่งตัวหรอกนะ แต่การที่เธอโผล่มาฉุดฉันแบบนี้ มันก็อดจะสงสัยไม่ได้ว่าเธอมีเื่อะไรในใจกันแน่
อารมณ์ในอกเริ่มปั่นป่วน ทั้งใและไม่สบอารมณ์ จนฉันเริ่มเม้มริมฝีปากแน่น มองสบตาเธออย่างไม่ยอมถอย
“เธอเป็อะไรกับอัลวิน!”
เสียงแหลมสูงดังขึ้นพร้อมกับแรงกระชากที่ข้อมืออย่างแรง ทำให้ฉันต้องหยุดชะงัก หญิงสาวหน้าตาสะสวยแต่สีหน้าเกรี้ยวกราด ยืนจ้องฉันราวกับจะกินเืกินเนื้อ ลิปสติกสีแดงสดของเธอทำให้ใบหน้าดูดุดันขึ้นเป็เท่าตัว
ฉันกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“ฉันไม่ได้เป็อะไรกับหมอนั่นสักหน่อย”
ใช่สิ! จะเป็อะไรกับเขาได้ยังไง ในเมื่อฉันเพิ่งรู้จักกับเขาวันนี้เอง และที่สำคัญ ฉันก็ไม่ได้อยากรู้จักด้วยซ้ำ!
“อย่ามาโกหก!”
เธอะโลั่น จนเสียงสะท้อนก้องไปตามทางเดิน
“ฉันเห็นเธอลงจากรถอัลวินกับตา!”
โอ๊ย! จะเสียงดังไปถึงไหนกัน! คนกำลังสงบๆ อยู่ดีๆ ต้องมารับมือกับนางร้ายละครน้ำเน่าตัวเป็ๆ แบบนี้อีก! จนฉันต้องพยายามสูดลมหายใจลึกๆ แล้วพูดเสียงเรียบ
“มันเป็อุบัติเหตุ เขาเลยแค่พาฉันไปทำแผลเฉยๆ ก็แค่นั้นเอง”
“หึ! อย่ามาอ้างน่า! เธอคิดจะอ่อยเขาล่ะสิ!”
น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็เย้ยหยัน สายตากวาดมองฉันั้แ่หัวจรดเท้า ราวกับฉันเป็แค่แมลงวันตัวนึงที่บินผ่านหน้าเธอโดยไม่ได้รับเชิญ
ฉันกำมือแน่น พยายามสะกดอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก หน็อยแน่! มันจะมากเกินไปแล้วนะ!