“รนหาที่ตายแท้ๆเจ้าคนสามหาว”
ไรจินเอ่ยขึ้นพร้อมกับดวงตาแข็งกล้าจ้องมองศิลาอย่างไม่วางตาทั่วร่างเต็มไปด้วยออร่าสายฟ้าสีเขียวแล่นไปมาส่งเสียงเปรี๊ยๆถี่ยิบเสียดหูมันยืนหันหน้ามาประจันหน้ากับศิลาตรงๆมือขวาถือฆ้อนเหล็กสีเขียวกระชับแน่น
ฟุบ....เคร้ง....เปร๊งงงๆๆๆ
ดาบของศิลาชิงจะหวะแทงออกใส่ลำคอของมันทันทีแบบไม่ถามไถ่เขาไม่อยากจะเสียเวลาไปมากกว่านี้
ศิลาทราบดีว่าข่าวสงครามชิงเมืองคงแพร่สพัดไปทั่วและอาจจะมีมือที่สามโผล่มาได้
เขาไม่ได้อยากจะครองครองเมืองแต่อย่างใด เขาแค่ไม่ต้องการให้ใครพบเจอกับวิหารของเมืองอัสนีเท่านั้น
ฉลับพลันดาบร่ำไห้แทงออกนับร้อยครั้งส่งเสียงเสียดสะท้านดังถี่ยิบราวปืนคมดาบปะทะฆ้อนสายฟ้านับครั้งไม่ถ้วนส่งคลื่นพลังกระจายไปทั่วบริเวณพร้อมกับสายอัสนีบาตที่ฟาดกระจายออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ฝ่ายหนึ่งจู่โจมสืบเท้าลุกไล่อย่างแยบยลสภาวะดาบแฝงไปด้วยสำนึกบุกรุกอันเปี่ยมล้น
เปรี้ยง....
ศิลาหมุนตัวพร้อมกับฟันโหยหาจากล่างขึ้นบนทว่าไรจินเองก็กระโดดโถมตัวฟาดฆ้อนจากบนลงร่างรับการโจมตีซึ่งๆหน้า
เปรี้ยง....เปรี้ยง...
รำไห้ฟันแผระนาบเข้าลำคอด้านขวาของไรจินก่อนที่มันจะยกฆ้อนสายฟ้าสีเขียวขึ้นมาป้องกันจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมประกายสายฟ้าฟาดไปทั่วในอากาศ
วินาทีต่อมาโหยหาแทงออกใส่ลำคอของไรจินซึ่งๆหน้า
เปร้ง.....เปรี้ยง
พริบตาก่อนที่คมกริชสีส้มแสนดุร้ายจะแทงทะลุคอของมันนั้นพลันปรากฎกำแพงสีเขียวสายฟ้าขึ้นมาป้องกันการโจมตีของศิลาไว้อย่างปฏิหาริย์
เพ้งงงง.....เปรี้ยงงงงงๆๆๆ
เสียงคล้ายกระจกแตกดังสนั่นศิลาโคจรพลังปราณสะบั่นเมลัยไปรวมเป็นจุดเดียวที่โหยหาชิงทำลายกำแพงเวทมนต์ของมันจนแตกกระจายทว่ามันเองก็รวดเร็วยกฆ้อนสายฟ้าสลับฟาดฟันอย่างทันท่วงทีจึงเกิดการรุกไล่กันอีกนับครั้งไม่ท่วนผ่านไปกี่กระบวนท่าไม่มีใครทราบ
เสียงจู่โจมอันร้อนแรงดังก้องสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับสายอัสนีบาตที่บ้าคลั่งโหมกระหน่ำพัดทำลายไปทั่วบริเวณ
ทำให้ฟ้าครามมิอาจสอดมือเข้าไปก้าวกล่ายได้แม้แต่น้อยเพียงคลื่นพลังเวทย์พลังปราณที่แตกกระจายออกมาจากการปะทะมันก็สามารถทำให้เธอบาดเจ็บสาหัสได้ทว่าการที่เธอไม่เข้าไปเกะกะศิลาก็นับเป็นการช่วยเขาอย่างแบบหนึ่ง
ตูม....เปรี้ยงงง
ศิลาระดมฟาดฟันคมดาบคมกริชออกอย่างบ้าคลั่งแต่แฝงไปด้วยความเฉียบคมทว่าไรจินเองก็เคลื่อนไหวไปมาพร้อมกับฆ้อนในมือฟันเข้าปะทะอย่างเร่งร้อนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
หนึ่งบุกรุกหนึ่งตั้งรับสลับกันไปมาคล้ายไม่จบสิ้นเกิดเป็นเงาสีเขียวและสีม่วงดำพุ่งสลับตัดไปมาพร้อมกับเสียงเปรี้ยงดังสนั่นถี่ยิบราวฟ้าแตกนับครั้งไม่ถ้วนวินาทีต่อมาปรากฎร่างของศิลายืนอยู่บนพื้นดินตามตัวเต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉานไหลหยดลงพื้นด้านตรงข้ามคือไรจินที่ไม่ได้ดีไปกว่ากันมีเลือดโชกกาย
“เจ้าเก่งมาก”
ไรจินจ้องศิลาเขม็งก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมกับเอามือขวาที่ถือฆ้อนยกขึ้นมาปาดเสือดสีแดงที่ไหลออกจากปาก
“แกเองก็ด้วย....”
ศิลาตอบก่อนจะย่อตัวสองมือกระชับดาบแน่นวินาทีนั้นปรากฎบอลสายฟ้าสีเขียวลูกมหึมาขึ้นบนฆ้อน
ของไรจินที่ยกขึ้นเหนือหัวคล้ายกับว่ามันสามารถกลืนกินไปทั้งประเทศ
เปรี๊ยดๆๆๆๆเสียงสายฟ้าแตกเสียดสะท้านหูดังสนั่นหวั่นไหวกลบทุกสำเนียง
“ฆ้อนอัสนีบาตแห่งความพิโรธ
วูบ.......เปรี้ยง....ตูม....
บอลสายฟ้าสีเขียวขนาดเท่าภูเขาโถมเข้าหาร่างศิลาที่ยืนประจันหน้ากัลมันในระยะห่างหกเมตร เสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วภพพร้อมกับประกายแสงสีเขียวสว่างวาบ
อ๊ากกกกกกกกก.....
ร่างของศิลาถูกบอลสายฟ้าห่อหุ่มจากนั้นคลื่นพลังสายฟ้าพบันแล่นปราดเข้าโจมตีศิลาอย่างเกรี้ยวกราดมันบ่อนทำร่างกายศิลาถึงภายใน
ศิลาร้องออกมาอย่างโหนหวนในขณะที่ร่างยังคงลอยเคว้งในอากาศปกคลุมด้วยบอลสายฟ้าผิวหนังเริ่มฉีกขาดเลือดสีแดงฉานเริ่มสาดกระจายออกมาราวน้ำพุ พร้อมกับคลื่นพลังสายฟ้าที่สาดออกมาจากบอลสายฟ้าสาดไปทั่วบริเวณ
วินาทีนั้นฟ้าครามพลันดีดเท้าพุ่งสุดตัวเข้าประชิดร่างไรจินอย่างร้อนลนดาบในมือซ้ายขวาแฝงไปด้วยพลังธาตุความมืดตวัดฟันเข้าลำตัวของในจินจากด้านหลังอย่างเฉียบคม
เปรี้ยง.....
ไรจินเองก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันมันหนุมตัวกลับพร้อมยกฆ้อนขึ้นมารับการโจมตีได้อย่างทันท่วงที
วูบ.....ฟึบ....
ดาบในมือซ้ายของฟ้าครามฟันแผ่จากด้านบนลงร่างอย่างเกรี้ยวกราดทั่วใบดาบอาบไปด้วยคลื่นพลังสีดำ
เปรี้ยง.....ฉ๊วะ.....
ในขณะที่ไรจินกำลังรับการโจมตีของฟ้าครามพลันปรากฎดาบสีแดงแทงทะลุออกของมันจากด้านหลังส่งเลือดสีแดงสดไหลทะลักปรากฎร่างสัมพาทีขึ้นด้านหลังของมันพร้อมคมดาบที่แทงทะลุอกของมันจากด้านหลัง
วินาทีต่อมามันพลันระเบิดคลื่นพลังสายฟ้าสีเขียวสดแตกกระจ่ายเป็นวงกว้างคบ้ายระลอกคลื่นน้ำจนสัมพาทีและฟ้าครามต่างกระเด็นคนละทิศทางพร้อมกับทั่วร่างมีประจุสายฟ้าแล่นเข้าทำลาย
ย๊าก.....ตูม
อ๊าก....เคร้ง....ตูม
ฟ้าครามตั้งสติดีดเท้าพรวดพร้อมหมุนตัวพร้อมกับดาบในมือขวาเอกคาริเบอร์ฟันใส่หัวของไรจินอย่างเฉียบคมทว่าปรากฎบาเรียสายฟ้าขึ้นมาป้องกันหัวของมันไว้อย่างทันท่วงทีแต่ถึงกระนั้นร่างของมันก็ล้อยกระเคว้งในอากาศพร้อมกับเลือดสีแดงสด
ก่อนที่สัมพาทีจะฟันคลื่นรังสีดาบสีแดงสดนับร้อยสายก่อนที่คลื่นพลังสีแดงเลือดจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นมังกรตัวยาวนับร้อยตัวเข้าโจมตีไรจินจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นฟ้าอีกละลอก
ตูมมมมม....ตูมมม...ตูมมม
“ไรจิน....”
นารุคามิที่กำลังนอนจ้มอยู่ใต้เท้าของยามาตะโนะ โอโรจิร้องคำรามลั่นหมายอยากจะเข้าไปช่วยสหายมาถึงตรงนี้พวกมันทั้งสองพลันนึกเสียใจเป็นที่สุดที่เข้ามาปะทะกับบุรุษทั้งเก้า
พร้อมกับทั่วบริเวณโดยรอบรัศมีสิบเมตรรอบกายยามาตะโนะ โอโรจิปรากฎคลื่นพลังสีรุ้งหวุนวนคล้ายกับน้ำวนดูดทุกสิ่งอย่างเข้าไปรวมที่ให้เท้าของมันซึ่งแน่นอนว่าร่างของนารุคามิเองก็ถูกดูดเข้าไปจมเท้าเช่นกัน
“ตาย....”
เพิร์จคำรามลั่นพร้อมกับหัวทั้งสี่อ้ากัดขย้ำฝังเขี้ยวคงบนคอของนารุคามิอย่างจังก่อนที่อีกสี่หัวจะยิงลำแสงสีรุ้งออกมาซ้ำเข้าไปอย่างไม่หยุดย่อนนานร่วมหนึ่งนาที
ตูม....ตูม....ตูม....ตูม...
เสียงระเบิดดังสะท้านฟ้าสะเทือนดินอากาศแตกกระจายกรีดร้องคำรามสะท้านฟ้าแสงสว่างวาบไปมาอย่างสับสนเศษหินเศษดินลอยเคว้งไปมาในอากาศเปลวเพลิงรุกไห้มไปทั่วบริเวณ
อ๊าาาาาาาาา......
นารุคามิร้องโหยหวนถึงขีดสุดตามร่างฉีกขาดเลือดสีแดงสดไหลนองไปตามพื้นนัยน์ตาอาฆาตแค้นขุ่นเคืองก่อนจะงัดเอาแรงฮึดสุดท้ายโถมร่างใหญ่ยักษ์พร้อมกับฟันดาบสายฟ้าจากบนลงร่างทั่วใบดาบปกคบุมด้วยพลังสายฟ้าสีแดงสดส่งเสียงเปรี๊ยประสยั่นจนแทบหูแตกพร้อมเส้นสายฟ้าแตกกระจายทำลายไปทั่วขุนเขา
“เพลงดาบร่ำสุรา”
ทั้งหมดตวาดลั่นพร้อมกับดาบทั้งแปดเล่มรวมเป็นดาบเดียวก่อเกิดดาบคาตานะสีรุ้งยาวสิบเก้าเมตรใบดาบกว้างหกเมตรทั่วใบดาบปุกคลุมด้วยคลื่นพลังสีรุ้งก่อนจะฟันจากร่างขึ้นบนจนมองไม่เห็นวิถีดาบ
ฉ๊วะ......ฉับ
เลือดสีแดงสาดกระจายเกิดเป็นน้ำแดงฉานไหลบากท่วมไปทั่วบริเวณพร้อมกับร่างของมันสลายกลายเป็นแสงทิ้งเหรียญทองไว้กองเท่าภูเขาและไอเท็มระดับSอีกนับไม่ถ้วน
ทางศิลาเองตอนนี้เขาหลุดออกมาจากบอลสายฟ้าได้ทะยานร่างลอยไปบนฟ้าทั่วร่างถูกย้อมไปด้วยเลือดโทรมกายเบื้องหน้าของศิลาปรากฎวงเวทมนต์สีม่วงดำนับร้อยวงเรียงซ้อนทับกันตำแหน่งตรงกับร่างของไรจินที่กำลังพยายามลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลเลือดสีแดงอาบชุ่มไปทั่วร่างแผลสาหัสเต็มร่างกายของมันแขนขวาขาดหลุดลุ่ย
ตามมาด้วยเสียงบทสวดร่ายเวทย์ของศิลาดังกระหึ่มพวกเพิร์จที่เห็นแบบนั้นถึงกับตาเบิกกว้างก่อนจะชิงออกจากร่างพลังงานยามาตะโนะ
โอโรจิพุ่งปราดเข้าไปยืนต่อแถวด้านหลังของฟ้าคราม
ควรทราบเวทมนต์ของศิลานั้นมันคือเวทมนต์สูญสลายเป็นเวทมนต์ที่ไร้ระดับเนื่องจากได้หลอมรวมกับพลังเวทมนต์ทุกธาตุทำให้พลังทำลายของเวทมนต์ของศิลาอยู่ในระดับเกินสามัญสำนึก
วินาทีต่อมาไรจินพลันเงยหน้ามองศิลาที่อยู่บนฟ้าพร้อมกับยกฆ้อนห่อหุ่มไปด้วยสายฟ้าสีเขียวต่อมาปรากฎวงเวทย์สีเขียวเส้นผ่าศูนย์กลางสามเมตร
พร้อมกับศิลาที่ร่ายเวทมนต์มาถึงบทสุดท้ายพอดี
“สูญสิ้นทั้งดินฟ้า กลับคืนสู่ความว่างเปล่า
ตระเวณทั่วโลกากลืนกินทุกชีวัน
เสด็จดุดรไร้ผู้เทียบเคียง
ย่างพระบาททิศประจิมก็กำเนิดการดับศูนย์
นิราศทักษิณแห่งการสูญสิ้น
ล่าวิญญา ล่าเลือดเนื้อ และชีวัน
หยาดโลหิตแห่งบรรพกาลนำพาการสูญสลายมาสู่ปวงศัตรู
“มหาเวทย์แห่งสูญ วัฏสงสารแห่งอนันตกาล”
ศิลากระแทกเสียงบทสวดอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมกับวงเวทมนต์นับร้อยแตกระเบิดกลายเป็นรูปมังกรในร่างพลังสีม่วงดำขนาดทำภูเขาพุ่งเข้าโจมตีร่างไรจินอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับมันเองก็ร่ายเวทย์เสร็จพอดี
“มหาเวทย์อัสนีบาตรังสรรค์ฟ้า”
วงเวทย์สีเขียวแตกระเบิดก่อกำเนิดฆ้อนสายฟ้าขนาดใหญ่พุ่งเข้าปะทะมังกรเวทมนต์สีม่วงดำอย่างเกรี้ยวกราด
ย๊าก.......
ไรจินคำรามลั่นพร้อมกับยืนมือซ้ายไปด้านหน้าสองเท้าตั้งมั่นกับพื้นฆ้อนในมือส่งเส้นสายพลังไปยังฆ้อนสายฟ้าขนาดสิบเมตร
ทว่ามันกลับต้องเบิกตากว้างเมื่อพบว่าเวทมนต์ของมันพลันหายไปในพริบตาเมื่อปะทะกับเวทมนต์ของศิลาวินาทีนั้นมังกรเวทมนต์แสนดุร้ายในร่างพลังงานถึงตัวมันในพริบตาพร้อมกับมันที่ยืนตลึง
อั๊ก.....วูบ....
ร่างของมันหายไปทันทีไม่เหลือแม้เเต่เศษซากไร้เสียงระเบิดไร้แสงวูบวาบไร้ความโออาไร้ความน่าเกรงขามขัดกับมหาเวทมนต์ที่ควรจะระเบิดกระหึ่มสะท้านฟ้าเพราะเป็นถึงมหาเวทมนต์ที่ร้ายกาจ
แต่พลังเวทมนต์ของศิลาพลันเงียบสนิทแต่ผลของมันคือลบทุกสรรพสิ้งที่ขวางทางเขาให้หายสิ้นสูญสลายไปในพริบตา
“ผู้เล่นศิลาได้สังหารเทพอสูรไรจินได้รับสิทธิ์ถือครองเมืองวังวลอัสนี50%ค่ะ”
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติบรรลุตามเงื่อนไขเพิ่มระดับเป็น200ค่ะ”
“ทักษะทุกอย่างถูกยกระดับเป็นไร้ระดับค่ะ”
เสียงจากระบบดังขึ้นพร้อมกับดวงตะวันที่ขึ้นมาตรงหัวเป็นสัญญาณของถึงเที่ยงวันพร้อมกับสติของศิลาที่ดับวูบลงไปอย่างกระทันหันร่างของศิลาที่ตกลงพื้นประดุจดาวห่างทั้งพลังวิญญาณ(มานา)พลังจิตพลังปราณพลังสาธิของเขาถึงขีดสุด
วูบ.....
วินาทีนั้นปรากฎดวงแสงสีแดงเลือดพุ่งออกมาจากดาบอย่างร้อนรนก่อนจะกลายเป็นบุรุษเรือนผมสีแดงผู้มีความคล้ายครึ่งกับศิลาถึงเจ็ดในสิบส่วนชุดเกราะเสื้อผ้าเหมือนกันทุกประการ
สัมพาทีตรงเข้ารับร่างของศิลาไว้ไม่ให้ตกลงพื้นพร้อมกับฟ้าครามเองก็ทะยานตัวเข้ามาอย่างเร่งรีบพลังชีวิตของศิลาแทบจะเหลือไม่ถึง20%
“คงแค่หมดสติเพราะค่าพลังต่างๆตกลงไปถึงศูนย์นะ”
ฟ้าครามเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อมาถึงร่างของศิลาเธอสามารถเห็นค่าสถานะของศิลาได้เพราะยามนี้ไม่เพียงแค่ช่องเก็บของที่เชื่อมกันทั้งของศิลาและเธอแต่มันได้เชื่อมไปถึงวิญญาณ พวกเพิร์จเองก็เข้ามาดูอาการพื้นที่โดยรอบเงียบสนิทไร้เสียงใดๆ
เมืองอัสนีพลันโดนลบหายจากแผนที่ แต่ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่เหลือไกลสุดสายตาปรากฎซากวิหารตั้งตระหง่า
“พาศิลาไปพักในเมืองมนตราก่อนเถอะพวกฉันจะไปด้วย”
เพิร์จเอ่ยขึ้นพร้อมกับฟ้าครามเองก็พยักหน้ารับสัมพาทีจึรับหน้าทีแบกทุกคนขึ้นหลังบินหายไปบนท้องฟ้าผ่านหมู่เมฆและแสงตะวันที่ร้อนระอุการต่อสู้ของส่งครามจบลงด้วยการเหลือทิ้งไว้เพียงพื้นที่หลุมลึกขนาดใหญ่โล่งเตียน
เมืองอัสนีที่เคยสิวิลัยของใครหลายๆคนกลับสูญสลายไปแค่ชั่วความคืน
“แล้วจากนี้จะเอาไงต่อ”
น้ำแข็งชายหนุ่มชุดซามูไรสีฟ้าเอ่ยถามในขณะที่กำลังอยู่บนหลังของสัมพาทีแปดมงกุฎต้องบอกว่าแข็งแกร่งสมกับที่รั้งตำแหน่งยอดฝีมือของพวกเขาแทบจะไร้ลอยขีดข่วนเสียด้วยซ้ำทว่านี่กลับยังไม่ใช่ทั้งพลังทั้งหมดของนักเวทย์ดาบคู่
“ฉันไม่ได้อยากได้เมืองอัสนีอยู่แล้วแต่ตอนที่คุยกันในข้อความศิลาบอกไว้ว่าให้ฉันถือสิทธิ์ครองเมืองไปก่อน”
เพิร์จตอบพร้อมกับทิ้งร่างลงนอนแผ่ราบพร้อมกับบริเวณนานฟ้ารอบกายเต็มไปด้วยม่านเมฆาสีขาวสลับตัดกับสีฟ้า
“เอาไว้ค่อยคุยแล้วกันฉันหิวต่อไปต้องไปจับสัตว์อสูรอัญเชิญตัวอื่นอีก”
ชายหนุ่มชุดซามูไรสีเขียวผมสีดำสนิทใบหน้าคมเข้มนัยน์ตาเฉียบคมผมสีแทนนามแสงโสมเอ่ยขึ้น
จากนั้นเหล่าบุรุษทั้งหมดก็เผอยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียเพราะการไปถึงเมืองมนตราต้องใช้เวลาอีกราวๆสามชั่วโมง
ศิลาเองก็หมดสติอย่างลืมตายนอนทอดกายไม่ไหวติ่งโดยมีต้นขาเรียวเรียบเนียนนุ่มนิ่มเบาบางยิ่งกว่าปุยนุ่นสวยขาวนวลยิ่งกว่าหยวกกล้วย
ใช้แทนหมอนทำให้เขาสลบอย่างฝันดีพร้อมกับดวงตาสุกสระกราวที่กำลังจ้องมองใบหน้าศิลาที่กำลังหลับสนิทหมดสติอย่างลืมตาย
นัยน์ตาคู่นั้นแสดงถึงความสับสนวุ่นวายอย่างแปลกประหลาดยิ่งยามได้เห็นชายหมุ่นมาทเหี้ยมโหดนอนสลบคล้ายเด็กน้อยยิ่งพาใจร้อนรุ่มผิดแปลกอย่างสับสน
อยากจะแกล้งเอาคืนชายหมุ่นให้สมดังใจหมายเพื่อทำให้เขาปวดหัวถึงขีดสุดแต่สุดท้ายกลับโดนบุรุษที่ใจแข็งปานขุนเขาสยบเขาลงอย่างอย่างดายกลับเป็นตัวเธอเองเสียได้ที่โดนเขาเข้ามาปั่นปวนภายในใจให้ไขว้เขว
ถ้าจะให้ถูกคือตัวเธอเองไม่ยอมรับว่าเป็นคนเปิดรับชายหนุ่มใหเข้ามาป่วนอยู่ภายในใจ
แต่ตัวเธอเองพึ่งสังวอนไว้ทุกลมหายใจเสมอเขาและเธอต่างกันราวฟ้าดินไม่ใช่ที่ฐานะหากเธอถล้ำลึกไปกว่านี้ตัวเธอเองจะเสียใจในโลกนี้เธอคือหญิงสาวสมบูรณ์แบบแสนเพอร์เฟค
แต่ในโลกความเป็นจริงเธอคงไม่อาจได้เดินเคียงคู่เขา