ตอนที่ 113 ไก่ทอดหม่าล่า
“ผมขอแวะร้านนี้หน่อยนะครับ” พีทเดินนำทุกคนไปยังร้านของแม่ค้าขายพริกที่กำลังดูแลลูกสาวที่นอนป่วย ชายหนุ่มได้เดินเข้าไปที่หน้าร้านเพื่อสำรวจพริกที่วางเรียงเป็นกระสอบอยู่ที่หน้าร้าน
ซึ่งแม่ค้าก็สังเกตเห็นถึงลูกค้าหรือก็คือพีทแล้ว จึงได้ลุกออกมาต้อนรับตามประสาพ่อค้าแม่ค้า “สนใจพริกแบบไหนดี ที่ร้านมีให้เลือกมากมาย” เธอพูดเป็นภาษาจีนกับพีท แน่นอนถึงพีทจะพูดจีนยังไม่ได้ แต่เขาล้วนฟังออกและเข้าใจทุกคำ
อันที่จริงตัวของพีทนั้นเข้าใจภาษาจีนมาตั้งแต่แรกที่มาถึงประเทศจีนแล้ว เพียงแต่ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเพราะไม่อยากทำตัวให้เป็นที่น่าสงสัย ต่อหน้าฝ้ายและรดา
โดยเฉพาะฝ้ายที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพีท ว่าตัวของพีทนั้นไม่เคยเรียนภาษาจีนมาก่อน ถึงจะมีการติดต่อซื้อขายกับบริษัทจินเว่ย ที่ขายเครื่องทอดให้กับร้านไก่ทอดของพวกเขา แต่ตอนนั้นพีทได้ใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยสื่อสารกับจินเทียนลูกชายคนโตของบริษัทจินเว่ยมาโดยตลอด
ฉะนั้นถ้าจู่ๆ พีทเกิดพูดภาษาจีนขึ้นมาหรือทำตัวเป็นฟังภาษาจีนออก โดยมีเอไออัลฟ่าช่วยแปลและพูดแทนให้กับเขาผ่านระบบ มันคงเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาแน่ๆ
“คุณรดาช่วยพูดให้หน่อยครับ ว่าผมสนใจพริกจากฉงชิ่งชนิดนี้และขอซื้อมันสัก 1 โถ” พีทหันไปขอความช่วยเหลือจากรดาให้เธอพูดแทน โดยรดาก็ทำตามและสื่อสารให้กับพีทด้วยความเต็มใจ
และทางด้านของแม่ค้าเมื่อรู้ว่า ลูกค้าของเธอไม่ใช่คนจีนฟังจีนไม่ออกก็มีสีหน้าที่เครียดไปเล็กน้อย แต่พอมีรดาเข้ามาช่วยสื่อสารมันก็ทำให้เธอเบาใจมากขึ้น เธอจัดแจงตักพริกในกระสอบใส่โถเปล่าให้กับพีทตามที่พีทต้องการ
แต่ในขณะเดียวกัน ตัวของลูกสาวที่กำลังนอนป่วยอยู่ก็เกิดจามขึ้นมาอยู่หลายครั้ง ดูแล้วน่าจะเป็นไข้หวัดธรรมดา ที่เกิดจากอากาศหนาวนั่นเอง
หากแต่ที่มันทำให้ลูกสาวของเธอต้องนอนโทรมแบบนี้ อนึ่งเป็นเพราะประเทศจีนการหาหมอเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก การซื้อยากินเองยิ่งยากกว่าเพราะต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ ดังนั้นคนจีนจึงมักจะนิยมกินยาต้มจากสมุนไพรในการรักษาตัวเสียมากกว่า เวลาป่วย
สมุนไพร ยาต้มของจีน ก็ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี มันมีข้อดีของตัวมันเอง เพียงแต่ขั้นตอนในการกินมันค่อนข้างยุ่งยาก ต้องต้ม ต้องกรองกว่าจะได้ออกมาเป็นตัวยาเพื่อใช้รักษาอาการ
ยิ่งประกอบกับที่ร้านอยู่ในตึกที่ขายพริกด้วยแล้ว การต้มยาให้ลูกของเธอทาน มันก็ทำให้ร้านรอบๆ ข้างไม่พอใจ เพราะกลิ่นยาสมุนไพร อาจไปกลบกลิ่นพริกจากร้านของพวกเขาได้ ทำให้แม่ค้าคนนี้ต้องดูแลลูกไปตามมีตามเกิด
“ลูกสาวไม่สบายเหรอคะ?” รดาเอ่ยถาม พลางมองเข้าไปด้านในที่แม่ค้ากำลังเปิดเครื่องทำความร้อนให้กับลูกสาวของเธอที่นอนป่วย “เป็นไข้หวัดเล็กน้อย ไว้เดี๋ยวกลับบ้านไปต้มยาให้เธอทานสักสองสามถ้วยก็น่าจะดีขึ้น” แม่ค้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็นไม่มีอะไร แต่ในใจลึกแอบมองลูกสาวแทบไม่วางตา
“ป้าอยู่ที่บ้านกับลูกชายและลูกสาว ส่วนสามีดูแลสวนอยู่ต่างเมือง นานๆ ครั้งถึงจะกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันสักที” แม่ค้าขายพริกเหมือนจะรู้ว่ารดากำลังจะถามอะไร จึงชิ่งบอกเล่าเรื่องของสามีที่อยู่ห่างกันให้รู้ไปเสียเลย
อีกอย่างถึงเธอไม่บอกเล่าด้วยตัวเอง แต่ที่นี่ก็มีคนปากตลาดมากมาย เดี๋ยวก็คงมีร้านไหนสักร้านที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน บอกเล่าเรื่องของเธอให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ได้ฟังเอง ดังนั้นถ้าได้ยินจากป้าของเธอเองมันคงจะดีกว่า
พีทและรดาที่ฟังเรื่องของแม่ค้าขายพริกเข้าใจ ก็เห็นใจแม่ค้าและสามีของเธอไม่น้อย…ไม่มีใครที่อยากอยู่ห่างกันกับครอบครัวหรอก เพียงแต่ถ้าเธอไม่มาเปิดร้านขายพริกอยู่ที่เซี่ยงไฮ้เช่นนี้ ก็คงยากที่จะหาเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัวได้
ดังนั้นสามีอยู่ดูแลสวน นำพริกและผักต่างๆ ส่งกลับมาให้ภรรยาเป็นคนขาย จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับครอบครัวของพวกเขา
“คุณรดาเอายานี้ให้น้องทานเถอะครับ” พีทเองก็พกยาสามัญประจำบ้านติดตัวมาบ้าง จึงคิดที่จะแบ่งให้กับแม่ค้าคนนี้เพื่อใช้รักษาลูกสาวที่นอนป่วย
แน่นอนการให้ยาใครสุ่มสี่สุ่มห้า ย่อมมีความเสี่ยงที่อาจจะถูกอีกฝ่ายฟ้องร้องตามกฎหมายได้ แม้ยาที่พีทให้จะถือว่าเป็นยาที่ช่วยรักษาอาการหวัดได้ก็ตามที แต่กระนั้นด้วยสภาพแวดล้อมของคนจีน ที่มักเอารัดเอาเปรียบกันอยู่เสมอๆ ขนาดมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออีกคนที่กำลังเดือดร้อน แต่กลับถูกฟ้องร้องจนเกิดเป็นคดีความยกใหญ่
ที่มีเหตุการณ์หนึ่งในปี 2006 ที่มีชายหนุ่มได้ไปช่วยเหลือหญิงชราที่พลัดตกจากรถเมล์จนกระดูกหักและได้นำตัวเธอส่งโรงพยาบาล อีกทั้งยังช่วยออกค่ารักษาให้บางส่วน แต่ทว่าแทนที่หญิงชราจะสำนักขอบคุณ เธอกลับไปฟ้องร้องกับศาลว่าชายหนุ่มนี้แหละเป็นคนผลักเธอให้ตกจากรถเมล์
และแทนที่ศาลจะช่วยเหลือชายหนุ่มด้วยความเป็นธรรม ศาลกลับตัดสินโดยใช้สามัญสำนึกมากกว่าหลักฐานที่ชัดเจน มันเลยทำให้เขาแพ้คดีโดยศาลให้เหตุผลว่า ไม่มีใครช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวังอะไร นอกจากจะรู้สึกผิด ถ้าไม่รู้สึกผิดในสิ่งที่ทำจะช่วยเหลือหญิงชราไปทำไม?
และจากการตัดสินนี้มันเลยทำให้ประชาชนในประเทศจีนเกิด การกระทำลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องเช่นแกล้งล้มในที่สาธารณะเพื่อรอให้ใครมาช่วย เพื่อหวังจะเรียกค่าเสียหายจากการตัดสินที่ขาดความเป็นธรรม
ถึงขั้นที่ว่ามีคนยอมวิ่งมาให้ถูกรถชนเองเลยก็มี และจากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เอง มันเลยทำให้ผู้คนในประเทศจีนเกิดการระแวงที่จะช่วยเหลือคนอื่น และจากการระแวง มันได้ลุกลามจนกลายเป็นการไม่ไว้ใจกัน
พร้อมกับกลายเป็นว่าประเทศจีนขาดความเป็นคนจากผู้คนทั่วโลก แม้ในปัจจุบันนี้ทางรัฐบาลจีนจะออกกฎหมายให้กับผู้ที่ช่วยเหลือผู้อื่นและปกป้องพวกเขาจากการทำดีอย่างเต็มที่ ให้ทั้งรางวัล มอบโล่เกียรติยศ
สุดท้ายจากความเน่าเฟะของศาลเพียงครั้งเดียว แต่มันก็ทำให้คนจีนกลายเป็นคนที่มีนิสัย ไร้จิตสำนึกไปแล้วนั่นเอง
อย่างไรก็ตามพีทไม่กลัวว่าตัวเขาจะถูกฟ้องร้องจากแม่ค้าผู้นี้ เพราะหลังจากที่เขาส่งยาให้กับแม่ค้าขายพริกไปและบอกว่ายานี้จะช่วยรักษาอาการไม่สบายของลูกสาวเธอได้ แล้ว ตัวของพีทเองก็ได้มอบเอกสารประกอบยาที่มีภาษาจีนเขียนกำกับระบุสรรพคุณให้กับเธอเอาไว้ด้วย
“คุณรดาช่วยบอกเธอหน่อยครับ ว่าพริก 1โถนี้ผมแค่ซื้อไปทดลองชิมดูก่อนเท่านั้น…และถ้าหากถูกใจ วันหลังผมจะกลับมาอุดหนุนเธอใหม่และจะสั่งมันเป็นจำนวนมากเพื่อส่งกลับไปที่ประเทศไทยครับ” รดาช่วยแปลให้กับพีทตามคำพูดที่ชายหนุ่มได้บอกไป พอแม่ค้าได้ยินดังนั้นก็แสดงออกถึงความดีใจ
รีบวิ่งมาจับมือพีทเอาไว้และพูดขอบคุณเขาเสียยกใหญ่ “ขอบคุณมาก…ฉันรับรองว่าพริกจากร้านของฉันจะต้องทำให้คุณพอใจได้อย่างแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าแม่ค้ากำลังจับมือพีทด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำขอบคุณ เธอจึงให้ลูกน้องช่วยนำพริกที่ซื้อเสร็จแล้วยกออกไป โดยมีฝ้ายเดินตามออกมายื่นอยู่ด้านนอก ปล่อยให้พีทรับการขอบคุณจากแม่ค้าให้เสร็จ
“ผมขอช่องทางติดต่อกับคุณป้าได้ไหมครับ ครั้งต่อไปผมจะได้โทรติดต่อทีหลังได้” หลังจากทุกคนออกไปแล้ว พีทก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังว่าเขาสามารถใช้เอไออัลฟ่าในการพูดภาษาจีนอีก
ซึ่งทันทีที่แม่ค้าได้ยินพีทพูดภาษาจีนได้เธอก็ผงะด้วยความตกใจ เพราะน้ำเสียงที่พีทพูดออกมา มันชัดมากจนเหมือนกับพีทเป็นคนจีนเลยนั่นเอง
พีทได้จดเบอร์โทรศัพท์ของแม่ค้าขายพริกเอาไว้และก่อนที่เขาจะจากไป เขาก็ได้บอกให้เธอป้อนยาให้กับลูกสาวของเธอและหลังจากกินยาไปอาจจะมีอาการง่วงซึม ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวล ปล่อยให้ลูกสาวที่ป่วยได้นอนพัก หลังจากตื่นขึ้นมาอาการก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน
แม่ค้าร้านขายพริกตอนแรกก็ไม่เชื่อ เพราะกลัวว่าจะเป็นยาที่อันตรายแม้จะอ่านใบกำกับยามาแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายเมื่อเห็นลูกของเธอเริ่มตัวร้อนขึ้นจากพิษไข้ เธอเลยตัดสินใจให้ลูกกินยาที่พีทให้ไปในที่สุด
ลูกของเธอมีอาการซึมอย่างที่พีทได้บอกเอาไว้ เธอเองก็เริ่มกังวลเพราะลูกดูเซื่องซึมจนสุดท้ายก็หลับไป เวลาผ่านไปกว่าหลายชั่วโมง ในที่สุด
ลูกสาวของเธอก็ตื่นขึ้นมา ไข้ลดลงแล้ว ไม่มีอาการจมูกตันใดๆ อีก สามารถตื่นขึ้นมากินโจ๊ก ข้าวต้มได้จนหมดชาม
เมื่อนั้นแม่ค้าร้านขายพริกก็ค่อยโล่งใจ เมื่อยาที่ได้มาไม่ใช่ยาอันตรายที่อาจทำให้ลูกของเธออาการแย่ลง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่ค้าขายพริกและลูกของเธอ กว่าจะหายดีมันก็ผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง
ส่วนทางด้านของพีทหลังจากซื้อวัตถุดิบทุกอย่างเสร็จก็มุ่งหน้ากลับเพนท์เฮ้าส์ของรดาทันที
และแน่นอน เมื่อกลับมาถึงเพนท์เฮ้าส์ พีทก็ไม่รอช้ารีบขนย้ายวัตถุดิบที่ต้องใช้ไปยังห้องครัวเพื่อที่จะทดลองทำไก่ทอดสูตรหม่าล่าเลย
โดยมีฝ้ายคอยอยู่ช่วยเป็นลูกมือ ส่วนรดากับหญิงเล็กและป้าฉิ่ว ทำหน้าที่สอดส่องเป็นผู้ตัดสินอยู่ใกล้ๆ
พีทนำไก่ออกมาล้างทำความสะอาด แช่ด้วยน้ำเกลือตามวิธีปกติ ที่ทำเป็นประจำ เพื่อขจัดเชื้อโรคและแบคทีเรียบางชนิด
ซึ่งในระหว่างนั้นเขาก็เริ่มรำส่วนผสมจากสูตรที่เชฟมินแจกยูได้คิดค้นขึ้นมาเตรียมไปพร้อมๆ กัน
เชฟมินแจกยูและผู้พันแซนเดอรอสได้ช่วยกันคิดสูตรไก่ทอดในระบบมาได้สักพักแล้วและเวลาในระบบมันก็สามารถยืดให้เร็วขึ้นหรือช้าได้ตามใจนึก ดังนั้นหลังจากพีทกลับมาจากตลาด สูตรไก่ทอดรสหม่าล่ามันก็พร้อมสมบูรณ์ เพื่อเตรียมให้พีทแสดงฝีมือแล้ว!
[พีทครั้งแรก ยังไม่ต้องแสดงฝีมือเต็มที่ เอาสักประมาณ 80% ก็พอ พอที่จะมีจุดให้พวกเธอใช้ตำหนิเธอได้เล็กน้อย] เชฟมินแจกยูลงมากำกับพีทด้วยตัวเอง ชายหนุ่มก็ตกปากรับคำและเริ่มขั้นตอนการทำไก่ทอดที่เข้าคุ้นชิน
สองมือของพีทเคลื่อนไหวอย่างลื่นไหลราวกับกำลังเต้นรำ จังหวะการคลุกเครื่องเทศหม่าล่ากับเนื้อไก่เต็มไปด้วยความมั่นใจ มือหนึ่งพลิกถังผสม ส่วนอีกมือสาดผงเครื่องเทศขึ้นสูง ให้กลิ่นเผ็ดร้อนแตะปลายจมูกของทุกคน
น้ำมันเดือดส่งเสียงดัง ‘ฉ่า’ ในจังหวะเดียวกับที่พีทปล่อยเนื้อไก่ลงกระทะ หยดน้ำมันกระเซ็นสะท้อนแสงไฟให้แลดูเหมือนประกายจากดาบของนักรบ
ภาพพวกนี้ ฝ้ายนั้นเห็นจนชินตา แต่ไม่ใช่สำหรับรดา หญิงเล็กและป้าฉิ่ว พวกเธอทั้งสามคนมองพีทด้วยทึ่ง เพราะไม่คิดว่าอีกหนึ่งตัวตนของผู้บริหารอย่างพีทที่เป็นเจ้าของแอปพลิเคชันและเกมมากมาย จะมีด้านแบบนี้
“ก่อนที่ร้านไก่ทอดจะมีวันนี้ พีทเป็นคนทำทั้งหมด ทุกขั้นตอนด้วยตัวเองค่ะ…ถ้าสังเกตดูดีๆ ข้อมือด้านขวาของพีทยังมีรอยแผลเป็นจากน้ำมันที่กระเด็นใส่อยู่เลยค่ะ” ฝ้ายเห็นท่าทางตกตะลึงของรดาและหญิงเล็ก ก็พลันเข้าใจว่าพวกเธอตกตะลึงกันเพราะอะไร ดังนั้นจึงได้บอกถึงต้นกำเนิดของร้านไก่ทอดให้พวกเธอได้ฟัง พลางชี้ไปยังแผลเป็นที่มือของพีทให้ทุกคนได้เห็นถึงความยากลำบากที่พีทได้เผชิญมา
รดาและหญิงเล็กต่างสังเกตถึงแผลเป็นบนแขนของพีทที่ดูจางลงไปบางแล้ว โดยพวกเธอได้เห็นแบบนั้น พวกเธอก็ได้แต่ยอมรับว่าพีทนั้นไม่ใช่คนที่ผ่านอะไรมาง่ายๆ เหมือนกับพวกเธอ
รอยแผลเป็นบนแขนของพีท แม้ตอนนี้จะเหลือเพียงจุดเดียวที่ยังเห็นชัด แต่ในฐานะที่รดาและหญิงเล็กเป็นคนที่แต่งหน้าและอีกคนเป็นนักรีวิว มีหรือที่เธอจะไม่รู้จักครีมทาผิวที่ใช้ลบรอยแผลเป็น ซึ่งแม้ว่าครีมที่ช่วยลบรอยแผลเป็นจะดีและมีคุณภาพมากแค่ไหน แต่อย่างน้อยมันก็จะเหลือร่องรอยเล็กๆ เอาไว้ เพื่อรอให้ผิวฟื้นฟูกลับมาเองอยู่ดี
และจากที่สังเกตแขนของพีท เธอก็พบเห็นถึงรอยจางๆ พวกนั้นอยู่เต็มไปหมด
‘พีทน่าจะผ่านอะไรมาไม่น้อยเลย’ รดาแอบเอามือทาบลงไปบนอก ก่อนจะมองดูพีทด้วยความนับถือในความเป็นลูกผู้ชายของเขา
หญิงเล็กก็เช่นกัน แม้จะไม่ได้รู้สึกอะไรกับพีทในฐานะชายหญิง แต่เธอไม่อาจเมินเฉยต่อความทุ่มเทของอีกฝ่ายได้
‘คนที่ทุ่มเทสุดชีวิตแบบนี้ นี้แหละถึงจะคู่ควรกับการให้เธอนับถือ’
หลังจากพีทลงมือทอดไก่เสร็จและได้พักมันสักครู่เพื่อให้ไก่คงตัว หลังจากนั้นพีทก็นำไก่ทอดสูตรหม่าล่ามาเสิร์ฟให้กับทุกคน
ไก่ทั้งสองจากถูกยกออกมา จานแรกคือไก่ที่เขาเลือกซื้อกับอีกจานคือไก่ที่รดาเป็นคนเลือกซื้อด้วยตัวเอง โดยเชื่อพ่อค้าที่พูดจาหว่านล้อมจนรดาหลงกล
“ไก่ทอดอาจจะยังไม่ค่อยสมบูรณ์นัก…คงต้องฝากทุกคนช่วยกันติชมด้วย” พีทยื่นไก่ทอดในจานไปทางหญิงสาวและป้าฉิ่วที่รั้งรออยู่ ไก่หอมๆ ที่ข้างบนโรยด้วยหม่าล่าสีแดงสด มันช่างชวนให้หญิงสาว เผลอกลืนน้ำลายไม่ได้
แต่ทว่าก่อนที่รดาจะหยิบไก่ในจานกิน พีทกลับยื่นไก่จานที่สอง ที่เป็นจานที่รดาเลือกซื้อเองให้กับเธอเสียก่อน “จานนี้คือไก่ที่คุณรดาเลือกครับ…เชิญชิมได้” พีทยิ้มที่มุมปาก พลางจ้องมองรดาไม่กะพริบตา
แน่นอนเขาไม่คิดเล่นลูกไม้กับรดาอยู่แล้ว เพราะกระบวนการทอดไก่หรือหมักไก่ล้วนเหมือนกันทั้งสองจาน ดังนั้นพีทจะไปแกล้งรดาได้ยังไงจริงไหม?
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy