Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 4 ตอนที่ 103 เซียนเทียนขั้นกลาง เทวจิต!

            ตีสาม ค่ำคืนอันเงียบสงัดจันทร์เสี้ยวประดับบนท้องฟ้า 


            เหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะหลับใหลไปแล้วสายลมพัดเอื่อยๆ นอกจากเสียงหมาเห่าเป็นบางครั้ง ถนนหนทางด้านนอกก็เงียบกริบ 

            ตอนนี้ภายในห้องของซูฮ่าวยังคงเปิดไฟสว่างจ้าส่องสะท้อนออกมาที่หน้าต่าง

            ซูฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงสะอาดสะอ้านแสงจิตวิญญาณเจินชี่ที่มาจากจักรวาลลอยอยู่เหนือศีรษะ

            หลังจากก้าวเข้ามาในอยู่ระดับเซียนเทียนแล้วผู้บำเพ็ญเพียรไม่จำเป็นจะต้องนอนนานหลายชั่วโมง ต่อให้นอนแค่สองชั่วโมงก็เทียบเท่ากับคนธรรมดานอนเจ็ดแปดชั่วโมง

            ดังนั้นเขาจึงตื่นมาตอนตีสามเพื่อฝึกฝนวิชาชิงแสงนำพลังฉวยโอกาสตีเหล็กตอนร้อน ทำให้วันนี้เขาก้าวสู่ระดับเซียนเทียนขั้นกลางให้ได้

            ภายใต้การควบคุมของซูฮ่าวแสงจิตวิญญาณเจินชี่ไหลเข้าสู่จิตวิญญาณของร่างกายอย่างต่อเนื่องแล้วไหลผ่านเข้าเส้นชีพจรอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็เข้าสู่ตันเถียนก่อนโคจรภายในตันเถียนรอบแล้วรอบเล่า 

            หนึ่งนาที…

            สิบห้านาที…

            ครึ่งชั่วโมง…

            หนึ่งชั่วโมง…

            ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไรแสงจิตวิญญาณเจินชี่ก็หลั่งไหลเข้ามาในร่างกายของซูฮ่าวมากขึ้นเท่านั้นตันเถียนของเขาสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง จากนั้นตันเถียนก็ขยายตัวขึ้น

            ในขณะเดียวกันการฝึกจิตของเขาก็ยังดำเนินต่อไปทะเลความคิดภายในสมองของซูฮ่าวเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ก่อนจะปรากฏลายเส้นจิตวิญญาณขึ้นมาแล้วถักทอเกี่ยวพันคล้ายกับจะวาดรูปอะไรบางอย่างขึ้น

            เวลาเคลื่อนผ่านจากนั้นหนึ่งชั่วโมงผ่านไป 

            ในตอนแรกแสงจิตวิญญาณเจินชี่ภายในจักรวาลไหลเข้าสู่ร่างกายของซูฮ่าวผ่านทางศีรษะเท่านั้น 

            แต่ต่อมาเมื่อซูฮ่าวคุ้นเคยมากยิ่งขึ้นแสงจิตวิญญาณเจินชี่เหล่านั้นไม่ได้ผ่านทางศีรษะอย่างเดียวแล้วในตอนนั้นเริ่มหลั่งไหลเข้ามาทางองคาพยพทั้งห้าและแขนขาทั้งสี่ด้วย

            แสงจิตวิญญาณเจินชี่ที่อยู่ภายในร่างกายมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆอีกทั้งตันเถียนของเขาก็ขยายตัวเร็วมากยิ่งขึ้น 

            เวลาครึ่งชั่วโมงผ่านไปในที่สุดแสงจิตวิญญาณเจินชี่ที่ไหลเข้าสู่ร่างกายของซูฮ่าวจากหลายทางก็ได้หลอมรวมกันในตอนแรกแยกมาทีละเส้น จนในตอนนี้ได้รวมกันเป็นแถบริ้ว

            ขั้นตอนทั้งหมดเหมือนกับสะพานเป็นการส่งแสงจิตวิญญาณเจินชี่เข้าไปในตันเถียนอย่างต่อเนื่อง

            “พรึ่บๆ ๆ … ”

            แสงจิตวิญญาณเจินชี่สะสมอยู่ภายในตันเถียนของซูฮ่าวก่อนขยายตันเถียนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ราวกับลูกโป่งที่แฟบกำลังขยายตัวขึ้น 

            ด้านนอกหน้าต่างมีลมพัดโชยเสียงนกกู่ร้อง แสงแดดยามเช้าค่อยๆ แหวกม่านเมฆ ความสดชื่นเข้าคืบคลานมาสู่เช้าตรู่ที่งดงาม

            จนกระทั่งถึงเวลาเจ็ดโมงเช้าเสียงอันแผ่วเบาดังมาจากภายในสมองของซูฮ่าวแสงจิตวิญญาณเจินชี่ที่กระสับกระส่ายก็ค่อยๆ สงบลง

            ในขณะนั้นเองลมปราณที่น่าหวาดกลัวก็แผ่กระจายออกมาจากซูฮ่าวอย่างต่อเนื่อง

            ผ้าม่านปลิวไสวอย่างต่อเนื่องแม้ไม่มีลมต้นไม้ที่อยู่ด้านนอกก็สั่นคลอน เหมือนกับสามารถสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่น่ากลัว 

            พลังที่ไม่สามารถสัมผัสได้พวยพุ่งออกมาจากภายในสมองของซูฮ่าวที่นั่งอยู่ในห้องของรอบข้างที่มีขนาดเบาลอยขึ้นเล็กน้อยราวกับมีมือขนาดใหญ่มายกมันขึ้น

            แต่หลังจากนั้นไม่นานพลังที่แปลกประหลาดเหล่านี้ก็ค่อยๆจางหายไป สิ่งของที่ลอยขึ้นก็ทยอยตกลงพื้นทีละชิ้น 

            “ฝึกเทวจิตขนาดเล็กสำเร็จแล้วสามารถยกของที่มีน้ำหนักเบาขึ้นได้ แม้จะยกค้างได้ไม่นานแต่ก็นับว่าเป็นความสำเร็จก้าวแรก หากทำตามขั้นตอนนี้ต่อไป ตอนที่อยู่ในเซียนเทียนขั้นสูงสุดก็น่าจะสามารถใช้เทวจิตได้อย่างสมบูรณ์” ซูฮ่าวลืมตาขึ้นก่อนจะถอนหายใจออกมา 

            หลังจากผ่านจุดตันเถียนก็สามารถมองเห็นการเคลื่อนที่ของพลังจิตวิญญาณได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นซึ่งนั่นคือสัญลักษณ์ของเซียนเทียนขั้นกลาง 

            ในตอนนั้นร่องพลังจิตวิญญาณหกเส้นได้แบ่งเป็นหกด้านแล้วก่อนก่อร่างเป็นเน่ยตันที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและทรงพลัง

            ขนาดความจุของตันเถียนก็เพิ่มมากขึ้นไม่น้อยดังนั้นความเร็วในการโคจรของพลังวิญญาณที่อยู่ภายในก็เพิ่มขึ้นด้วย 

            “ในที่สุดก็สามารถทะลวงด่านเซียนเทียนขั้นกลางได้แล้ว!” ดวงตาของซูฮ่าวเปล่งประกาย ในแววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง 

            หลังจากผ่านการฝึกวิชาชิงแสงนำพลังมาแล้วสี่ชั่วโมงเขาไม่เพียงแค่สามารถทะลวงด่านเซียนเทียนขั้นกลาง แต่ยังสามารถฝึกเทวจิตขนาดเล็กได้สำเร็จหากเป็นก่อนหน้านี้เขาไม่มีทางทำเช่นนี้ได้เด็ดขาด 

            หากพูดตามตรงเมื่อวานตอนที่เพิ่งฝึกวิชาชิงแสงนำพลังเขายังไม่ค่อยมั่นใจว่าตนเองจะสามารถทะลวงด่านเซียนเทียนขั้นกลางได้หรือไม่ 

            ท้ายที่สุดแล้วการเลื่อนขั้นเซียนเทียนแต่ละขั้นนั้นจำเป็นต้องใช้เวลาและประสบการณ์ไม่อย่างนั้นคนคงไม่ติดอยู่ที่ด่านเซียนเทียนขั้นต้นเป็นเวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปีหรอก

            สำหรับเขา เขาเพิ่งเข้าสู่ด่านเซียนเทียนขั้นต้นยังไม่ถึงสามวันจากนั้นก็สามารถทะลวงเข้าสู่ด่านเซียนเทียนขั้นกลางได้ คนที่สามารถประสบความสำเร็จอย่างเขานั้นเรียกได้ว่าน้อยยิ่งกว่าหนึ่งในหมื่น

            “ขอลองดูหน่อยซิว่าพลังของเซียนเทียนขั้นกลางจะเป็นอย่างไร” หลังจากซูฮ่าวเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เขาก็กระโดดลงจากหน้าต่างแล้วเดินเหินไต่กำแพงไปที่สวนสาธารณะสือหม่าบริเวณใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว

            เขาเดินไปที่สถานที่ลับพร้อมมองก้อนหินที่อยู่ตรงหน้าด้วยรูม่านตาที่หดเล็กลง

            ตอนที่รวบรวมลมปราณในตันเถียนเขารู้สึกว่าพลังวิญญาณที่อยู่ภายในตันเถียนนั้นไม่ว่าจะด้านคุณภาพหรือปริมาณก็สูงขึ้นกว่าเดิมตอนที่โคจรพลังวิญญาณให้แปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความมืดก็แทบจะไม่มีอะไรมาขวางกันได้ ทุกสิ่งทุกอย่างราบรื่น พลังเต็มเปี่ยม 

            พลังแห่งความมืดปรากฏขึ้นที่กลางฝ่ามือทั้งสองข้างของซูฮ่าวทำให้ชายเสื้อของเขานั้นปลิวสะบัดไปมาโดยไม่ตั้งใจ สามารถมองออกได้ทันทีเลยว่าพลังแห่งความมืดของเซียนเทียนขั้นกลางนั้นแข็งแกร่งกว่ามาก

            “ฟิ้ว!” 

            ซูฮ่าวสะบัดพลังความมืดออกมากลางอากาศก่อนที่พลังนั้นจะตกไปยังก้อนหินขนาดยักษ์นั้น

            “ตู้ม!”

            ก้อนหินขนาดยักษ์ระเบิดขึ้นทันทีราวกับแตงโมที่ตกลงมาจากที่สูงเศษก้อนหินแตกกระจายออกไปทั่วทุกบริเวณ พร้อมกรีดหญ้าและต้นไม้บริเวณใกล้เคียงเป็นรอยบากที่ไม่ลึกไม่ตื้น

            ลมพัดกระโชกแรงถูกส่งต่อออกไปด้านนอกลมพัดแรงกระทบกับต้นไม้จนทำให้เกิดเสียงซอกแซก

            “นี่ยังใช้ไม่ถึงหนึ่งส่วนห้าของพลังทั้งหมดเลยแต่การโจมตีก็รุนแรงถึงระดับนี้แล้ว พลังของเซียนเทียนขั้นกลางน่ากลัวจริงๆ ด้วย!” เมื่อซูฮ่าวเห็นสถานการณ์เช่นนั้น เขาก็รู้สึกตกใจอย่างมาก 

            ไม่!

            นี่น่าจะพูดว่าเป็นความแข็งแกร่งหลังจากฝึกพลังชิงแสงนำพลังมากกว่า!

            เพราะว่าตั้งแต่เขาฝึกวิชาชิงแสงนำพลังซึ่งได้แย่งแสงจิตวิญญาณเจินชี่แห่งจักรวาลมาเมื่อเปรียบเทียบกับพลังวิญญาณที่บางเบาภายในโลกก็ถือว่าแข็งแกร่งกว่าสิบเท่า?

            “อาศัยเพียงแค่พลังของฉันในตอนนี้ก็สามารถสู้ทัดเทียมกับเซียนเทียนขั้นสูงได้แล้วเมื่อใช้คู่กับหมัดทลายใจและหมัดทลายปอดต่อให้เป็นเซียนเทียนขั้นสูงสุดฉันก็สามารถสู้ได้” ซูฮ่าวหรี่ตาลงเล็กน้อยใบหน้าของเขาเผยความภูมิใจออกมา 

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วหันมองนาฬิกาพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงครึ่งแล้ว เขาจึงรีบกลับคฤหาสน์ในทันที 

            ในตอนนั้นไป๋เหวินหลิงตื่นแล้ว

            ซูฮ่าวเดินเข้ามาในห้องโถงก่อนสบสายตากับเธอ ใบหน้าของเธอแดงก่ำเพราะความเขินอาย

            เห็นได้ชัดว่าภาพเหตุการณ์ทดสอบแกล้งเมาที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ยังคงสะท้อนอยู่ภายในใจของเธอ 

            “เหวินหลิงเมื่อวานฉันเห็นว่าเธอเมามากจึงพยุงเธอไปพักผ่อนที่ห้องตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไรบ้าง ปวดหัวหรือเปล่า?” ซูฮ่าวมองไปทางไป๋เหวินหลิงแล้วถามด้วยรอยยิ้ม

            เขาไม่ได้เปิดเผยเรื่องการทดสอบของเธอเมื่อวานนี้เรื่องบางอย่างไม่ต้องพูดไปจะดีกว่า 

            “ไม่ปวด ขอบคุณนะ” ไป๋เหวินหลิงส่ายหน้าแล้วยิ้มบางๆ 

            “ฉันหิวนายช่วยทำบะหมี่ให้ฉันสักชามได้ไหม?”

            “ได้อยู่แล้ว!” ซูฮ่าวพยักหน้าแล้วเข้าไปในห้องครัว ก่อนจะต้มบะหมี่ออกมาหนึ่งชาม 

            ไม่รู้ว่าไป๋เหวินหลิงนั้นหิวจริงๆหรือไม่ เธอกินบะหมี่ชามนี้อย่างเอร็ดอร่อย บางครั้งก็หันมายิ้มให้กับซูฮ่าว 

            หลังจากมื้อเช้าผ่านไปซูฮ่าวก็ขับรถไปส่งไป๋เหวินหลิงที่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวก่อนเตรียมตัวเดินทางไปที่บ้านพักตากอากาศชิงอวิ๋นเพื่อจัดเตรียมยาชะลอวัยห้าเม็ดให้แก่เย่จื่ออี๋

            แต่เขายังไม่ทันได้ออกเดินทางหม่าปิงและชายชุดดำหลายคนก็มาที่หน้าประตูของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวอย่างกะทันหัน 

            เมื่อเห็นซูฮ่าว หม่าปิงและคนอื่นๆก็รีบทำความเคารพ “คุณซู!”

            “พวกนายมาที่นี่ได้อย่างไร?” ซูฮ่าวลงจากรถแล้วเดินเข้าไปหาสีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง

            หม่าปิงเป็นบอดี้การ์ดคนสนิทของหวางเฉิงเทียนซึ่งเขาควรจะติดตามอยู่ข้างกายหวางเฉิงเทียนตลอดเวลาไม่ใช่หรือ

            “คุณซู พี่เทียนให้ผมมาหาคุณสัปดาห์หน้าจะมีการแข่งขันผู้นำแห่งเมืองไห่เป่ยในรอบสามปีผู้เข้าร่วมจะมีเจ้าพ่อเจ็ดคนจากเจ็ดเขตในเมืองไห่เป่ยซึ่งการแข่งขันครั้งนี้จะตัดสินว่าใครจะเป็นผู้นำของเมืองไห่เป่ยคนต่อไปโดยแต่ละคนจะมีวาระสามปี” หม่าปิงพูดขึ้นมาสั้นๆ 

            “การแข่งขันนี้จะใช้การต่อสู้ตัดสินผลแพ้ชนะโดยการต่อสู้จะเป็นแบบเวียน ผู้นำของแต่ละเขตสามารถส่งคนเข้าร่วมได้แค่สามคนผู้เข้าร่วมของเขตไหนสามารถยืนหยัดได้ถึงรอบสุดท้ายเช่นนั้นผู้นำของเขตนั้นก็จะได้เป็นผู้นำของเมืองไห่เป่ยด้วย”

            “การแข่งขันนี้จัดขึ้นมาสองครั้งแล้วแต่พี่เทียนยังไม่เคยได้นั่งตำแหน่งผู้นำเมืองเลยการแข่งขันในครั้งนี้พี่เทียนก็เลยอยากเชิญคุณซูเข้าร่วมด้วย ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะหลังจากงานนี้จบแล้วพี่เทียนจะมอบรางวัลให้คุณซูอย่างงาม”

            เมื่อได้ยินดังนี้ซูฮ่าวก็ลูบปลายคางของตนเองสีหน้าเผยความสนใจ 

            “การแข่งขันครั้งนี้มียอดฝีมือเข้าร่วมหรือเปล่า?”

            ขอพูดตามตรง ตั้งแต่ตอนที่เขาเป็นนักรบโบราณจนถึงตอนนี้เขายังไม่เคยเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเลยเขาจึงไม่รู้ว่าขีดจำกัดของตนเองอยู่ที่ตรงไหน 

            ดังนั้นตอนนี้เขาจึงอยากประมือกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่แท้จริงเขาอยากจะใช้โอกาสนี้เพื่อดูข้อด้อยของตนเอง

            หม่าปิงมีสีหน้าลำบากใจ “คุณซู ผมขอพูดตามตรงในการแข่งขันแต่ละครั้งมียอดฝีมือมากมายราวหมู่เมฆ ไม่อย่างนั้นพี่เทียนคงจะสามารถเอาตำแหน่งผู้นำเมืองไห่เป่ยได้แล้ว”

            “ได้ในเมื่อมียอดฝีมือละก็ ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะช่วยหวางเฉิงเทียนเอง” ซู่ฮ่าวครุ่นคิดแล้วตอบตกลงทันที 

            หม่าปิงชะงักไป 

            เขาคิดว่าซู่ฮ่าวกังวลที่มียอดฝีมือเยอะเกินไปแล้วจะแพ้การแข่งขันจนต้องขายหน้า

            แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ซู่ฮ่าวต้องการตามหาคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง

            “คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าคนที่มีความปรารถนาอยากจะต่อสู้อย่างคุณซูจะต้องไม่กลัวคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง สมแล้วที่คุณเป็นอัจฉริยะ” หม่าปิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในแววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม 

            “คุณซูเพื่อการแข่งขันในครั้งนี้ วันนี้พี่เทียนจึงจัดงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่ตึกซินซู่พวกเราได้เชิญหัวหน้าหน่วยย่อยจากเขตฉวนโจว ยกเว้นฝั่งตงเฉินและอีกสามเขตที่เหลือพวกเราจำเป็นจะต้องปรึกษาเรื่องสมาชิกที่จะเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสามคนไม่ทราบว่าตอนนี้คุณซูมีธุระเร่งด่วนอะไรหรือเปล่า หากไม่มีละก็อยากให้คุณไปกับพวกเราเลยทุกคนจะได้รู้จักถึงความแข็งแกร่งของคุณซู”

            “ไปด้วยกันเลยก็แล้วกัน” ซูฮ่าวคิด เขาล้มเลิกความคิดที่จะไปบ้านพักตากอากาศชิงอวิ๋นชั่วคราว

            ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนเขาไม่จำเป็นจะต้องไปเตรียมยาให้เย่จื่ออี๋ ขอไปดูก่อนแล้วกันว่าหัวหน้าหน่วยย่อยเหล่านั้นมีความสามารถแค่ไหนแล้วค่อยว่ากัน

            เมื่อเห็นดังนั้นหม่าปิงและคนอื่นๆ ก็ไม่รอช้าพวกเขารีบเชิญซูฮ่าวขึ้นรถและขับรถไปที่ตึกซินซู่ทันที