ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 57 - ทางกลับของคนที่ยังมีชีวิต

    แสงเช้าหลังแนวไม้ไม่ได้อบอุ่นอย่างที่เย่เทียนเคยจินตนาการไว้ตอนอยู่ใต้หุบเขา


    มันส่องผ่านใบไม้ลงมาเป็นเส้นบาง ๆ ตกกระทบพื้นดินชื้น เผยให้เห็นหยดน้ำบนหญ้า รอยเท้าสัตว์ป่า และหมอกอ่อนที่ยังลอยต่ำระหว่างลำต้นใหญ่ ทุกอย่างเป็นภาพธรรมดาของป่าชั้นนอกใกล้ภูเขาหินดำ แต่เมื่อเทียบกับความมืดใต้หุบเขาแล้ว ความธรรมดาเหล่านี้กลับทำให้เย่เทียนต้องหยุดมองอยู่นานหลายครั้ง ราวกับกลัวว่าหากเดินเร็วเกินไป โลกด้านบนจะกลายเป็นเพียงภาพฝันที่แตกหายใต้ฝ่าเท้า


    เขาเดินไปทางตะวันออกเฉียงใต้ตามที่ไป๋หลีอิงบอก


    ก้าวของเขาไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป และไม่ใช้ย่างเงาลอดจันทร์เต็มรูป เขาเดินด้วยก้าวธรรมดาเป็นหลัก มีเพียงบางช่วงที่พื้นเปียกลื่นหรือพุ่มหนามปิดทาง เขาจึงใช้ก้าวเงาดัดแปลงเพียงครึ่งจังหวะเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งร่างอย่างเงียบ ๆ ไม่มีเส้นจันทร์ ไม่มีเงางาม และไม่มีร่องรอยที่อาจทำให้คนบางกลุ่มหันมามอง


    เข็มจันทร์เล่มสั้นในอกเสื้อเย็นนิ่ง


    เย่เทียนแตะมันผ่านผ้าเบา ๆ เพียงครั้งเดียว แล้วปล่อยมือออก เขาไม่อยากหยิบมันขึ้นมาดูบ่อยเกินไป เพราะทุกครั้งที่สัมผัสถึงความเย็นของมัน ภาพปลายนิ้วของไป๋หลีอิงแตะหน้าผากเขาก่อนแยกทางจะกลับมาชัดเกินไป


    มีชีวิตอยู่


    คำสั่งนั้นสั้นจนคล้ายไม่มีอะไรให้ตีความ แต่ยิ่งเดินห่างจากนาง เย่เทียนยิ่งรู้ว่ามันหนักกว่าคำสอนยาวหลายบท คนเราจะมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ใช่เพียงไม่ตาย ต้องไม่ปล่อยให้ความเศร้า ความคิดถึง หรือความทะนงผิดทางลากเท้าไปสู่ที่ที่ไม่ควรกลับไป ต้องไม่รีบพิสูจน์ตนเองจนลืมว่ามีคนจ่ายราคาให้รากของเขามาเท่าใด และต้องไม่ลืมว่าทางข้างหน้าไม่ได้มีไว้ให้เขาเดินคนเดียวในความฝันของตนเอง


    ทางกลับเมืองชิงหลานค่อย ๆ ชัดขึ้นเมื่อเขาพบร่องน้ำเล็กตามที่นางบอก ร่องน้ำนั้นไหลอ้อมก้อนหินดำขรุขระ ก่อนพาไปยังเส้นทางแคบ ๆ ที่คนเก็บสมุนไพรใช้เดินผ่าน ป่าบริเวณนี้ต่างจากใต้หุบเขามาก แม้ยังมีความชื้นและกลิ่นหินดำ แต่ไม่มีหมอกกัดกร่อน ไม่มีแรงกดที่ดึงวงปราณย้อนทางให้จมลึก และไม่มีความเงียบที่ทำให้คนรู้สึกว่าตนถูกบางสิ่งใต้ดินเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา


    อย่างน้อย เย่เทียนก็หวังว่าไม่มี


    เขาหยุดตรงข้างต้นไม้ใหญ่ ใช้หลังมือแตะเปลือกไม้หยาบ ความรู้สึกสากที่ฝ่ามือทำให้เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ลมหายใจภายในค่อย ๆ จมลงต่ำ วงปราณย้อนทางหมุนช้า ๆ ผ่านท้องน้อย ทางซ่อนข้างลำตัวซ้ายยังมีอาการตื้ออ่อนจากแรงกดเมื่อคืน แต่ไม่ปริ ทางรองหลายจุดยังรับแรงได้ดี เปิดชีพจรปลายขั้นของเขาหนักแน่นกว่าเดิมหลังผ่านการขึ้นทางจันทร์ แต่คอขวดยังสั่นอยู่ลึก ๆ ราวกับเพียงเขาดันผิดจังหวะ ทุกอย่างอาจพุ่งเข้าสู่การทะลวง


    เย่เทียนดึงลมหายใจกลับทันที


    ห้ามฝืนก่อปราณระหว่างทาง


    เสียงของไป๋หลีอิงเหมือนยังอยู่หลังใบหู เขาจึงไม่แตะขอบคอขวด ไม่ดึงแรงจากภายนอก และไม่คิดว่า “อีกนิด” คือโอกาสที่ควรฉวย


    เขาออกเดินต่อ


    ระหว่างทาง เขาพบร่องรอยของคนก่อนพบตัวคน รอยเท้าเบา ๆ สองสามคู่บนดินชื้น รอยตัดหญ้าที่ไม่เรียบร้อย และกิ่งไม้หักในระดับต่ำกว่าหน้าอกเล็กน้อย คนที่ผ่านไปคงไม่ใช่นักล่าเก่ง ๆ เพราะทิ้งรอยไว้มากเกินไป น่าจะเป็นคนเก็บสมุนไพรหรือเด็กฝึกจากหมู่บ้านใกล้ภูเขา เย่เทียนชะลอก้าวลงโดยไม่รู้ตัว


    ก่อนเข้าหุบเขา เขาอาจเพียงเดินผ่านรอยเหล่านี้โดยไม่สนใจมากนัก แต่หลายเดือนใต้ความมืดทำให้เขาเรียนรู้ว่าร่องรอยเล็ก ๆ บางครั้งคือเส้นแบ่งระหว่างคนที่รอดกับคนที่หายไป


    ไม่นาน เขาก็ได้ยินเสียงคน


    “เร็วเข้า! มันตามมาแล้ว!”


    เสียงนั้นเป็นเสียงเด็กหนุ่ม อายุน่าจะไม่ห่างจากเขามากนัก แต่ความสั่นในน้ำเสียงบอกชัดว่าผู้พูดไม่ได้ผ่านสถานการณ์เช่นนี้บ่อย อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงผู้หญิงที่พยายามห้ามไม่ให้ใครล้ม แต่คำพูดขาด ๆ หาย ๆ เพราะหอบหนัก


    เย่เทียนหยุดทันที


    เสียงหักของพุ่มไม้ตามมาด้วยเสียงคำรามต่ำของสัตว์อสูรขนาดเล็ก มันไม่ใช่อสูรระดับสูง เสียงหนักแต่ไม่ลึก แรงกดดันไม่มากพอทำให้วงปราณในร่างเขาตอบสนองรุนแรง แต่สำหรับคนเก็บสมุนไพรธรรมดา มันมากพอจะฆ่าได้


    เขาขยับไปบนกิ่งไม้เตี้ยด้านข้าง เพียงถ่ายน้ำหนักผ่านวงปราณย้อนทาง ก้าวเงาดัดแปลงครึ่งจังหวะช่วยให้ตัวเขาหายจากทางเดินเดิมไปอยู่หลังพุ่มหนา เสียงฝีเท้าสามคู่พุ่งผ่านมาทางร่องน้ำ เด็กหนุ่มสองคนกับเด็กหญิงคนหนึ่ง เสื้อผ้าเปื้อนดิน คนหนึ่งสะพายตะกร้าสมุนไพรที่แทบหลุดจากบ่า อีกคนกุมแขนที่มีรอยเลือด ส่วนเด็กหญิงถือมีดสั้นเล่มเล็ก มือสั่นจนปลายมีดแทบไม่อยู่แนวเดิม


    ด้านหลังพวกเขาเป็นอสูรหมูหินดำตัวหนึ่ง ขนาดสูงเกือบถึงอกคนโตเต็มวัย เขี้ยวของมันสั้นแต่หนา หนังบนหลังมีเกล็ดหินสีดำเป็นหย่อม ๆ ดวงตาแดงขุ่น อสูรชนิดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกเปิดชีพจรขั้นต้นจะรับมือได้ง่าย หากถูกชนตรง ๆ กระดูกอาจหักทันที


    เย่เทียนมองเพียงเสี้ยวเดียวก็ประเมินได้


    อสูรตัวนี้น่าจะอยู่ราวระดับที่ผู้ฝึกเปิดชีพจรกลางขั้นต้องระวัง หรือปลายขั้นถึงจะรับมือได้มั่นคง ปัญหาไม่ใช่พลังของมัน แต่เป็นแรงชนและหนังหินที่ทำให้คนขวัญเสีย


    เด็กหญิงลื่นล้มตรงริมร่องน้ำ


    เด็กหนุ่มที่กุมแขนหันกลับไปจะดึงนาง แต่ขาเขาอ่อนเกินไป อสูรหมูหินดำก้มคอ พุ่งเข้าชนทันที พื้นดินสั่นเบา ๆ ใต้แรงเท้าของมัน


    เย่เทียนถอนหายใจสั้น


    ไม่ใช่เพราะกลัว


    แต่เพราะนึกถึงคำสั่งเดิมขึ้นมาอีกครั้ง


    อย่าแวะหาเรื่องตายกลางทาง


    เขาก้มมองอสูรหมูหินดำที่พุ่งใส่เด็กสามคน แล้วขยับเท้าลงจากกิ่งไม้


    “อันนี้คงยังไม่นับว่าหาเรื่องตายกระมัง”


    ประโยคนั้นเบามาก ไม่มีใครได้ยินนอกจากตัวเขาเอง


    จังหวะต่อมา ร่างของเย่เทียนก็ปรากฏระหว่างอสูรกับเด็กหญิง


    เด็กทั้งสามเบิกตากว้าง พวกเขาไม่เห็นว่าเขามาจากทางไหน เห็นเพียงเด็กหนุ่มเสื้อผ้าขาดเก่าจากการเดินป่ายืนหันหลังให้พวกตน ผมสีดำรวบไว้ไม่เรียบร้อยนัก แผ่นหลังไม่ใหญ่โต แต่กลับนิ่งจนประหลาด


    อสูรหมูหินดำพุ่งเข้ามาถึงระยะสามก้าว


    เย่เทียนเพียงขยับเท้าซ้ายออกครึ่งช่วง กดลมหายใจลงท้องน้อย วงปราณย้อนทางหมุนผ่านทางซ่อนด้านข้าง รับแรงจากพื้นแล้วส่งกลับในแนวเอียง


    เมื่อเขี้ยวของอสูรเฉียดมาถึง เขายกฝ่ามือแตะข้างคอของมัน ไม่ใช่ปะทะตรง ๆ แต่ดันเพียงนิดเดียวในจังหวะที่แรงชนของมันกำลังพุ่งถึงขีดสุด


    แรงของอสูรไม่ได้หายไป


    เพียงถูกเปลี่ยนทาง


    ร่างหนักของหมูหินดำเฉียงออกจากแนวเดิม กระแทกใส่โขดหินด้านข้างเสียงดังสนั่น เศษหินแตกกระจาย มันร้องคำรามด้วยความโกรธ พยายามหันกลับมา แต่ยังไม่ทันตั้งตัว เย่เทียนก็ขยับอีกครั้ง


    คราวนี้เขาก้าวเข้าใกล้ด้านข้างที่หนังหินบางกว่าเดิม มือซ้ายกดลงบนเกล็ดตรงหลังคอ มือขวาพุ่งเป็นฝ่ามือสั้น ๆ เข้าใต้ขากรรไกรของมัน แรงไม่ได้มากจนทำให้พื้นแตก แต่แม่นจนหัวของอสูรกระตุกขึ้นทั้งตัว วงปราณย้อนทางในร่างเขาหมุนรับแรงสะท้อนลงต่ำ เขาไม่ฝืนตามแรงกลับ เพียงปล่อยให้ร่างของอสูรเสียสมดุลอีกครั้ง


    อสูรหมูหินดำเซไปสองก้าว


    เย่เทียนไม่ไล่ทุบซ้ำอย่างไร้จำเป็น เขาหยิบก้อนหินดำขนาดกำปั้นจากพื้น ใช้นิ้วดีดเข้าตรงตาขวาของมันอย่างแม่นยำ อสูรร้องลั่น ถอยกรูดด้วยความเจ็บและความกลัว สัตว์อสูรระดับนี้ยังมีสัญชาตญาณเอาตัวรอด เมื่อรู้ว่ามนุษย์ตรงหน้าไม่ใช่เหยื่อง่าย มันจึงหมุนตัวหนีเข้าพุ่มไม้ไปโดยไม่หันกลับมาอีก


    เสียงป่ากลับมาเงียบ


    เด็กทั้งสามยังนั่งนิ่งอยู่ตรงเดิม


    เย่เทียนยืนฟังอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าอสูรหนีไปไกลแล้ว จึงคลายวงปราณย้อนทางในร่างลง


    เขาหันกลับไปมองเด็กหญิงที่ล้มอยู่ “ลุกไหวหรือไม่”


    เด็กหญิงกะพริบตาเหมือนเพิ่งได้สติ “ขะ…ข้าไหว”


    เด็กหนุ่มที่บาดเจ็บรีบก้มศีรษะ “ขอบคุณพี่ชาย! ถ้าท่านไม่มา พวกเรา…”


    “ไม่ต้องพูดยาว” เย่เทียนกล่าว พลางมองแขนที่มีรอยเลือดของเขา “แผลไม่ลึก แต่ถ้าปล่อยให้ดินเข้าไปจะติดเชื้อได้ เอาผ้าสะอาดพันไว้ก่อน กลับถึงหมู่บ้านแล้วล้างด้วยน้ำต้ม”


    เด็กหนุ่มอีกคนรีบค้นผ้าจากตะกร้า สมุนไพรหลายต้นร่วงกระจายบนพื้น เย่เทียนก้มมองโดยไม่ตั้งใจ เห็นต้นหญ้าใบแหลมสีเขียวหม่นปะปนอยู่กับสมุนไพรธรรมดา


    เขาหยิบขึ้นมาหนึ่งต้น


    “อันนี้อย่าใส่รวมกับแผลเปิด”


    เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นทันที “ทำไมเจ้าคะ”


    เย่เทียนมองใบหญ้าในมือ หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่รู้จักพืชชนิดนี้ แต่ชีวิตใต้หุบเขานอกจากการฝึกยุทธ์ บางครั้งเขาก็คุยกับไป๋หลีอิงเรื่องทั่วไปและสมุนไพรก็เป็นหนึ่งในหัวข้อนั้น ทำให้เขาพอมีความรู้และจำของที่ห้ามใช้ผิดวิธีอยู่หลายครั้ง แม้ไม่ได้เรียนจนเชี่ยวชาญ เขาก็พอจำได้ว่าพืชบางชนิดดูเหมือนยาห้ามเลือด แต่หากใช้กับแผลเปิดโดยตรง อาจทำให้แผลร้อนและบวม


    “มันใช้ได้ แต่ต้องจัดการก่อน” เขาตอบสั้น ๆ “พวกเจ้าเก็บสมุนไพรแถวภูเขาหินดำ ควรแยกของที่ไม่แน่ใจไว้ต่างหาก อย่าเอาทุกอย่างโยนรวมกัน”


    เด็กหญิงหน้าแดงเล็กน้อย รีบพยักหน้า “ข้าจะจำไว้เจ้าค่ะ”


    เย่เทียนส่งต้นหญ้าคืนให้ แล้วชี้ไปทางร่องน้ำ “กลับทางนั้น อย่าเดินลึกเข้าไปอีก”


    เด็กหนุ่มที่บาดเจ็บมองเขาด้วยความเคารพปนสงสัย “พี่ชายมาจากเมืองชิงหลานหรือไม่ ข้าเหมือนเคยเห็นท่าน…”


    คำพูดนั้นทำให้เด็กอีกสองคนหันมามองเย่เทียนเต็มตา


    เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย


    “อาจเคยเห็น” เขาตอบ


    เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ก่อนเบิกตากว้าง “ท่าน…ท่านคือเย่เทียนของตระกูลเย่หรือไม่”


    ชื่อของตนเองจากปากคนแปลกหน้าทำให้เย่เทียนรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก เหมือนชื่อที่เคยอยู่ในเมืองเล็กถูกฝังไว้ใต้หุบเขาพร้อมกับคนเดิม แล้วเพิ่งถูกขุดขึ้นมาวางตรงแสงเช้าอีกครั้ง


    เขาพยักหน้า “ข้าเอง”


    เด็กทั้งสามเงียบไปพร้อมกัน


    ครู่ต่อมา เด็กหญิงอุทานเบามาก “แต่เขาบอกกันว่า…ท่านตกเขาไปแล้ว”


    เด็กหนุ่มอีกคนรีบกระทุ้งแขนนาง สีหน้าตกใจที่เผลอพูดตรงเกินไป แต่เย่เทียนไม่ได้โกรธ เขาเพียงมองไปทางเมืองชิงหลานที่ยังอยู่ไกลออกไปหลังแนวป่า


    ตกเขาไปแล้ว


    คำนี้คงเป็นคำพูดในรูปแบบที่อ่อนโยนที่สุดที่ชาวเมืองใช้พูดถึงเขา บางคนคงพูดว่าเขาตายแล้ว บางคนอาจเสียดายสั้น ๆ แล้วลืม บางคนอาจใช้ชื่อเขาเป็นตัวอย่างของเด็กที่ฝืนเกินตัว


    แต่ไม่ว่าใครพูดอย่างไร เขาก็ยืนอยู่ตรงนี้


    ยังหายใจ


    ยังมีทางกลับ


    เย่เทียนหันกลับมามองเด็กทั้งสาม “เช่นนั้นพวกเจ้าช่วยกลับไปบอกคนในเมืองที”


    ทั้งสามนิ่งรอฟัง


    เขายิ้มจาง ๆ ไม่ใช่รอยยิ้มขี้เล่นแบบเดิม และไม่ใช่รอยยิ้มอวดดี มันเป็นรอยยิ้มของคนที่ผ่านความมืดมายาวพอจะรู้ว่า ข่าวบางข่าวควรส่งกลับไปให้คนที่รอได้หายใจเสียที


    “บอกว่าเย่เทียนยังไม่ตาย”


    เด็กหนุ่มที่บาดเจ็บพยักหน้ารัว “ข้าจะบอก! ข้าจะบอกแน่!”


    “อย่าวิ่งจนแผลเปิด” เย่เทียนเตือน


    เด็กคนนั้นชะงัก แล้วพยักหน้าอย่างเก้อ ๆ “ขอรับ”


    เด็กทั้งสามรีบเก็บของเท่าที่ทำได้ ก่อนเดินกลับไปตามร่องน้ำ พวกเขายังหันกลับมามองเย่เทียนหลายครั้งเหมือนกลัวว่าเขาจะหายไปเป็นเงาในป่าอีก เย่เทียนยืนรอจนเสียงฝีเท้าของพวกเขาไกลออกไป จึงค่อยออกเดินต่ออีกทางหนึ่ง


    ข่าวจะไปถึงเมืองก่อนเขาหรือไม่ เขาไม่รู้


    แต่ไม่เป็นไร


    เขาไม่ได้รีบร้อนเพื่อให้ชื่อของตนเองดังไปก่อนตัวอยู่แล้ว


    เขารีบเพราะมีคนควรเห็นเขาด้วยตาตนเอง


    ระยะทางหลังจากนั้นเริ่มคุ้นตามากขึ้น ต้นไม้บางต้นมีรอยมีดของคนเก็บสมุนไพรเก่า ๆ โขดหินบางก้อนเขาจำได้เลือน ๆ ว่าเคยผ่านกับขบวนเมื่อหกเดือนก่อน ทางดินแคบค่อย ๆ กว้างขึ้นทีละน้อย กลิ่นควันจาง ๆ จากที่พักคนป่าลอยมาตามลม เป็นกลิ่นธรรมดาที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงกว่ากลิ่นสมุนไพรล้ำค่าหลายชนิด


    ช่วงบ่าย เขาเจอกระท่อมพักเก่าใกล้ทางแยก คนเก็บฟืนสองคนกำลังมัดไม้แห้งอยู่หน้ากระท่อม พวกเขาเงยหน้ามองเมื่อเห็นเย่เทียนเดินออกจากแนวป่า คนหนึ่งขมวดคิ้วเหมือนจำได้ อีกคนจ้องอยู่นานก่อนสีหน้าเปลี่ยน


    “เจ้า…เจ้าใช่คนตระกูลเย่หรือไม่”


    เย่เทียนหยุดก้าว “ใช่”


    “เย่เทียน?”


    เสียงนั้นดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย อีกคนถอยหลังไปครึ่งก้าว มือที่ถือเชือกมัดฟืนตกลงข้างตัว


    เย่เทียนไม่แปลกใจแล้ว เขาเพียงพยักหน้า


    “กลับจากภูเขาหินดำหรือ” ชายคนนั้นถามเสียงแหบ


    “กลับจากทางที่ลึกกว่านั้นเล็กน้อย”


    คนถามไม่เข้าใจ แต่ไม่กล้าถามต่อ เขามองเสื้อผ้าที่มีรอยฉีก มองท่าทีที่นิ่งเกินเด็กหนุ่มทั่วไป และมองดวงตาของเย่เทียนซึ่งไม่เหมือนคนที่เพิ่งหลงป่าธรรมดา


    “ตระกูลเย่คิดว่าเจ้า…” เขาหยุดคำไว้กลางทาง


    “ข้ารู้” เย่เทียนกล่าว


    คำว่า “ข้ารู้” สั้นมาก แต่ทำให้ชายทั้งสองเงียบลงทันที เพราะในน้ำเสียงนั้นไม่มีความตื่นตระหนก ไม่มีความอับอาย และไม่มีความโกรธต่อคำว่า “ตาย” ที่ถูกละไว้ หากมีเพียงความนิ่งของคนที่ยอมรับว่าบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว และตนกำลังเดินกลับไปแก้มันด้วยการมีชีวิตอยู่


    ชายคนหนึ่งรีบชี้ทาง “ถ้าเจ้ารีบกลับเมือง ใช้ทางตะวันออกต่อไปครึ่งวันก็ถึงถนนใหญ่แล้ว จากถนนใหญ่เข้าประตูเหนือของชิงหลานไม่ไกล”


    เย่เทียนประสานมือสั้น ๆ “ขอบคุณ”


    “เดี๋ยว!” อีกคนเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ รีบหยิบถุงน้ำเล็ก ๆ จากข้างกระท่อม “เอานี่ไปเถอะ เจ้าคงเดินมานาน”


    เย่เทียนมองถุงน้ำนั้น ชะงักเพียงเล็กน้อย ก่อนรับมา “ข้าจะจำไว้”


    ชายคนนั้นรีบโบกมือ “ไม่ต้อง ๆ แค่กลับไปให้ถึงก็พอ คนแก่ในตระกูลเจ้าคง…”


    เขาหยุดอีกครั้ง คล้ายไม่รู้ว่าควรพูดแค่ไหน


    เย่เทียนเข้าใจ เขาเปิดถุงน้ำดื่มเพียงอึกหนึ่ง น้ำธรรมดาเย็นน้อยกว่าน้ำใต้หุบเขามาก แต่กลับทำให้ลำคออุ่นขึ้นอย่างประหลาด


    “ข้าจะกลับไปให้ถึง” เขากล่าว


    เมื่อเขาออกเดินต่อ เสียงพูดเบา ๆ ของคนเก็บฟืนดังตามหลังมา แม้ไม่ชัดทั้งหมด แต่ชื่อ “เย่เทียน” และคำว่า “ยังมีชีวิต” ลอยมากับลมอยู่หลายครั้ง


    ข่าวเริ่มเดินเร็วกว่าเท้าของเขาแล้ว


    ยามเย็นใกล้เข้ามาเมื่อเย่เทียนเห็นถนนใหญ่สายเก่าที่ทอดเข้าสู่เมืองชิงหลาน เขาหยุดอยู่ตรงชายป่า มองเส้นทางที่ฝุ่นบางจับอยู่บนพื้น รถม้าสองคันเคลื่อนผ่านไปไกล ๆ เสียงล้อไม้เสียดสีกับหินเล็ก ๆ ดังครืดคราด เสียงคนพูดคุย เสียงม้าสะบัดหัว เสียงโลกที่ไม่มีใครรู้ว่าใต้พื้นดินลึกลงไปมีหุบเขาที่เกือบกลืนชีวิตเขาไว้ทั้งหมด


    เมืองชิงหลานยังไม่ปรากฏเต็มตา แต่เขารู้ว่าหลังโค้งถนนอีกไม่กี่ช่วง กำแพงเมืองจะค่อย ๆ โผล่ขึ้นมา


    หัวใจของเย่เทียนเต้นช้ากว่าที่คิด


    เขาเคยนึกว่าตอนเห็นทางกลับเมือง ตนจะวิ่งโดยไม่สนอะไร แต่พอมาถึงจริง ๆ เขากลับยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้ลมหายใจภายในจมลงต่ำ วงปราณย้อนทางหมุนอย่างมั่นคง เข็มจันทร์ในอกเย็นนิ่ง ด้านหลังคือป่า ภูเขาหินดำ และความมืดที่เขาได้รับคำสั่งห้ามกลับลงไป ด้านหน้าคือเมืองที่เคยตัดสินเขาด้วยศิลา ลานฝึก และคำพูดของผู้คน


    ก่อนเข้าป่า เขาเคยอยากกลับไปเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ไร้ค่า


    ตอนนี้ เขายังอยากกลับไป


    แต่ไม่ใช่เพื่อให้ใครมอบค่านั้นให้


    เย่เทียนยกมือแตะอกเสื้อเบา ๆ ตรงที่เข็มจันทร์อยู่ แล้วก้าวออกจากชายป่าสู่ถนนใหญ่


    ฝุ่นบนถนนติดปลายรองเท้าเขาเหมือนฝุ่นเดิมที่เคยติดก่อนทุกอย่างจะเปลี่ยนไป แต่ก้าวของเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว


    เขาไม่ได้เดินเร็วเพราะกลัวสายตาคนอื่น


    ไม่ได้เดินช้าเพราะลังเล


    เขาเพียงเดินกลับไปในฐานะคนที่รู้ว่าตนรอดจากอะไรมา


    และไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใดตัดสินว่าเขาควรยืนตรงไหน


    เมื่อแสงสุดท้ายของวันเริ่มแตะขอบฟ้า กำแพงเมืองชิงหลานก็ปรากฏขึ้นในสายตา


    เย่เทียนหยุดมองมันอยู่ครู่หนึ่ง


    กำแพงนั้นยังสูงเท่าเดิม


    แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้รู้สึกว่ามันสูงอย่างที่เคย

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน