หลี่ซื่อหมินสะบัดแขนเสื้อ พ่นลมหายใจอย่างเย็นชาพลางเอ่ยว่า “ไหลกว๋อกง เจ้าไปลากตัวเจ้าเด็กแสบที่จวนเจิ้นอ๋องกับเราเดี๋ยวนี้ เราไม่เชื่อหรอกว่าฮ่องเต้ผู้สง่างามอย่างเราจะสั่งสอนลูกของเราไม่ได้ ฮึ่ม…”
หลังจากนั้น หลี่ซื่อหมินก็สะบัดแขนเสื้อ แล้วเดินออกมาจากสำนักอักษร
โดยมีตู้หรูฮุ่ยเดินตามไปอย่างตื่นตระหนก
เขาเห็นว่าหลี่ซื่อหมินโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก
เพราะหลี่เฉิงเฟิงไม่เพียงหลบหน้าขุนนางฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร แต่ยังหลบหน้าฝ่าบาทอีกด้วย
หลี่ซื่อหมินรู้สึกอับอายขายหน้ามาก วันนี้ไม่ว่าจะต้องทำรุนแรงกับหลี่เฉิงเฟิงหรือสู้กัน ก็ต้องลากหลี่เฉิงเฟิงไปที่สำนักอักษรให้จงได้
ในเวลานี้ภายในสำนักอักษร กลุ่มเด็กวัยแปดถึงสิบขวบ จับจ้องแผ่นหลังของหลี่ซื่อหมินนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
เด็กสาวตาโต ฟันขาว ริมฝีปากแดงคนหนึ่งเอ่ยอย่างสงสัยว่า “เมื่อครู่ฝ่าบาททรงเป็นอะไรไป? เหตุใดท่าทางของพระองค์ถึงดูไม่ค่อยมีความสุขนัก?”
“อู่สวี่ เจ้าไม่รู้หรอกหรือ? นั่นก็เพราะองค์ชายแปดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เพิ่งมาถึงต้าถังของเราอย่างไรเล่า!”
“ห๊ะ? องค์ชายแปดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ทำไมข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย?”
“เพราะองค์ชายแปดเป็นบุตรนอกสมรสของฝ่าบาท จึงถูกส่งตัวเข้าวังเมื่อไม่นานมานี้! ภายหลังเขาไม่ยอมเข้ารับการอบรม ทำให้ฝ่าบาททรงกริ้ว!”
“เป็นอย่างนี้นี่เอง”
อู่สวี่พยักหน้าเบา ๆ
อย่ามองว่านางเป็นแค่เด็กสาวอายุแปดเก้าขวบคนหนึ่ง
เพราะอย่างไรนางก็คือ ‘ฮองเฮาอู่เจ๋อเทียน’[1] ในอนาคต
พ่อของนางมีนามว่าอู่ซื่อเยว่ หนึ่งในกว๋อกงของราชวงศ์ถัง
ดวงตาคู่โตของอู่สวี่กะพริบปริบ ๆ นางรู้สึกสงสัยมากว่าองค์ชายแปดที่เป็นที่พูดถึงนั้นมีหน้าตาเป็นเช่นไร
……
เมื่อหลี่ซื่อหมินมาถึงจวนเจิ้นอ๋อง เขาก็มุ่งหน้าไปที่ห้องโถงทันที
ฝางเสวียนหลิงเดินตามฝีเท้าของหลี่ซื่อหมินมาอย่างใกล้ชิด เขามีสีหน้าตึงเครียดระคนหวาดกลัว
“ฮึ่ม ในฤดูร้อนเช่นนี้ ประตูจวนเจิ้นอ๋องกลับถูกปิดสนิท? กินปูนร้อนท้องหรืออย่างไร? เราอยากจะเห็นนักว่าเจ้าทำสิ่งใดอยู่ข้างใน!”
ส่งผลให้หลี่ซื่อหมินผลักประตูเข้าไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะเห็นภายในห้องโถงของจวนเจิ้นอ๋องมีชายชราคนหนึ่งกับเด็กอีกคนหนึ่งกำลังหัวเราะกันอยู่
พวกเขาพูดคุยกันระหว่างเล่นหมากรุกด้วยท่าทางมีความสุขมาก
หลี่ยวนกับหลี่ซื่อหมินหันกลับมามองหลี่ซื่อหมินที่ผลักประตูเข้ามาด้วยแววตาสงสัย
“ฝ่าบาทเสด็จแล้ว!”
ในเวลานี้ประโยคฝ่าบาทเสด็จแล้วก็ดังมาจากด้านหลังของหลี่ซื่อหมิน
“ลูกคารวะเสด็จพ่อ!”
หลี่เฉิงเฟิงรีบลุกขึ้นโค้งคำนับหลี่ซื่อหมิน อย่างน้อยในฐานะบุตรชายของหลี่ซื่อหมิน ถึงแม้หลี่เฉิงเฟิงจะซุกซนเพียงไหน มารยาทก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรลืม!
ในทางกลับกันหลี่ยวนเหลือบมองหลี่ซื่อหมินแล้วทูลทักฝ่าบาท
หลี่ซื่อหมินพยักหน้า แล้วหันไปมองหลี่เฉิงเฟิงด้วยท่าทางจริงจัง ขณะเอ่ยว่า “เฟิงเอ๋อร์ นี่ก็อาทิตย์หนึ่งแล้ว ทำไมเจ้าไม่ไปเรียนที่สำนักอักษรเสียที?”
“เสด็จพ่อ ลูกเคยบอกไปแล้ว ลูกใช่ว่าจะไม่อยากไปเรียน แต่ไหลกว๋อกงไม่สามารถสอนข้าได้ ข้าไปก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า!”
“เหลวไหล! เฟิงเอ๋อร์ เจ้าไม่รู้หรือว่าไหลกว๋อกงมีสถานะใดในต้าถัง? เขาก็คืออัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์ถัง เจ้าจะบอกว่าเขาสอนเจ้าไม่ได้งั้นรึ?”
หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว ตู้หรูฮุ่ยก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
ถึงแม้องค์ชายแปดจะเป็นโอรสสวรรค์ผู้ปราดเปรื่อง แต่ก็หยิ่งผยองเกินกว่าจะละสายตาได้
หลี่เฉิงเฟิงขมวดคิ้วพลางพูดว่า “ไหลกว๋อกงสอนข้าไม่ได้จริง ๆ !”
“เฟิงเอ๋อร์เจ้าอย่ามาเหลวไหล! ถ้าเจ้ายังทำแบบนี้ต่อไป ขุนนางฝ่ายพลเมืองกับฝ่ายทหารจะมองเจ้าอย่างไร? ราษฎรจะมองเจ้าอย่างไร? เจ้าเป็นองค์ชายแปดแห่งราชวงศ์ถัง แต่ก็เป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เจ้าต้องมีรูปลักษณ์ทัศนคติที่องค์ชายแปดควรมี เข้าใจหรือไม่?”
ระหว่างพูด หลี่ซื่อหมินกลอกตามองหลี่ยวน
ราวกับจะพูดว่า : เมื่อคืนท่านสัญญาเป็นอย่างดีว่าจะเกลี้ยกล่อมองค์ชายแปดให้ไปเรียนที่สำนักอักษรในวันนี้มิใช่เหรอ? เกลี้ยกล่อมอย่างไร? กลับกลายเป็นท่านที่มาเล่นหมากรุกหัวร่อกันกับองค์ชายแปดเสียอย่างนั้น?
เมื่อเห็นท่าทางเคืองโกรธของหลี่ซื่อหมิน หลี่เฉิงเฟิงก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน
ดังนั้นหลี่เฉิงเฟิงจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นทำไมเสด็จพ่อไม่ให้ข้าแข่งขันปัญหาเชาว์กับไหลกว๋อกงเล่า! ถ้าข้าชนะ เสด็จพ่อห้ามยุ่งเกี่ยวกับเสรีภาพของข้าอีก แต่ถ้าข้าแพ้ ข้าจะทำตามที่เสด็จพ่อสั่งทุกอย่าง เสด็จพ่อบอกให้ข้าทำสิ่งใด ข้าก็จะทำสิ่งนั้น! เสด็จพ่อให้ข้าไปทางตะวันออก ข้าก็จะไม่เหลียวไปมองทางใต้อีก ท่านว่าอย่างไร?”
“ย่อมได้! เอาตามที่เจ้าบอก!”
ดวงตาของหลี่ซื่อหมินสว่างขึ้น ขณะหันไปมองตู้หรูฮุ่ยแล้วเอ่ยว่า “ไหลกว๋อกง ด้วยความรู้ด้านปัญหาเชาว์ของเจ้า หากต้องประลองปัญหาเชาว์กับองค์ชายแปด เจ้ามั่นใจสิบส่วนหรือไม่?”
“พ่ะย่ะค่ะ แม้ว่าองค์ชายแปดจะมีชาญฉลาดมีพรสวรรค์ แต่ก็ไม่เคยร่ำเรียน ไม่รู้สี่ตำราห้าคัมภีร์ ดังนั้นหากกระหม่อมต้องประลองปัญหาเชาว์กับเขา กระหม่อมมั่นใจว่าดีกว่าองค์ชายแปดอย่างแน่นอน!”
“ฮ่าฮ่า ดี! เฟิงเอ๋อร์ คำพูดก็เหมือนราดน้ำ ในเมื่อเจ้าพูดแล้ว หากประลองปัญหาเชาว์แล้วพ่ายแพ้ให้แก่ไหลกว๋อกง นับแต่นี้ต่อไปเจ้าจะต้องเชื่อฟังพ่อ!”
“แน่นอน หนึ่งคำหลุดจากปาก สี่ม้ายากตามกลับคืน!” หลี่เฉิงเฟิงกล่าวด้วยความมั่นใจ “แต่ถ้าไหลกว๋อกงแพ้ประลองปัญหาเชาว์ เสด็จพ่อห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของข้าอีกในอนาคต!”
“ได้ ตกลงตามนั้น! พรุ่งนี้เที่ยงวัน เราจะมาที่จวนเจิ้นอ๋อง พาเหล่าขุนนางในท้องพระโรงมาตัดสิน! หากเจ้าพ่ายแพ้ เจ้าคงไม่ร้องไห้เล่นลูกไม้ใช่หรือไม่?”
“ไม่ต้องห่วงเสด็จพ่อ ใครเล่นลูกไม้เป็นลูกหมา!”
“อื้ม…ฮ่า ๆๆ ดี! ไม่เลว เที่ยงวันพรุ่งนี้เราจะกลับมาที่จวนเจิ้นอ๋องใหม่อีกครั้ง เราไม่กวนพวกเจ้าเล่นหมากรุกแล้ว ฮึ… ”
หลี่ซื่อหมินสะบัดแขนเสื้อ ก่อนจะหันหลังกลับออกจากจวนเจิ้นอ๋อง
ตู้หรูฮุ่ยติดตามไปอย่างใกล้ชิด
กลุ่มองครักษ์พกดาบกับขันทีหลายคน เดินตามหลี่ซื่อหมินออกจากจวนเจิ้นอ๋องไปอย่างเร่งรีบ
ในมุมมองของหลี่ซื่อหมิน
ในวันพรุ่งนี้ตอนเที่ยงวันการแข่งขันปัญหาเชาว์ระหว่างหลี่เฉิงเฟิงกับตู้หรูฮุ่ย หลี่เฉิงเฟิงจะต้องพ่ายแพ้
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่ซื่อหมินโกรธก็คือ ไท่ซ่างหวงหลี่ยวน ทำไมท่านไม่เกลี้ยกล่อมองค์ชายแปดให้ไปศึกษาที่สำนักอักษรเล่า? มิหนำซ้ำยังเล่นหมากรุกกับเขาอีกด้วย?
เหลวไหลอะไรอย่างนี้?
ในจวนเจิ้นอ๋อง หลี่เฉิงเฟิงมองหลี่ยวนอย่างมีความสุข แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านปู่ เสด็จพ่อดูเหมือนจะทรงกริ้วท่านแล้ว!”
“สนทำไม? เขาหรือจะทำอะไรข้าได้? เฮอะ…เจ้าเด็กคนนั้นพอได้เป็นฮ่องเต้แล้ว ก็ปีกกล้าขาแข็ง บังอาจกลอกตาใส่ข้า! หากเป็นเมื่อก่อน กล้าพูดน้ำเสียงเช่นนั้น เขาคงได้รับความทุกข์ทรมานไม่น้อย!”
เคราของหลี่ยวนเชิดขึ้น ไม่สนใจทัศนคติของหลี่ซื่อหมิน
แน่นอน ขิงแก่ย่อมเผ็ดร้อน
อารมณ์เง้างอดของหลี่ซื่อหมินนั้น หลี่ยวนเข้าใจมานานแล้ว
หลี่เฉิงเฟิงปิดปากหัวเราะเยาะ
หลี่ซื่อหมินอึดอัดใจ ไม่เพียงควบคุมลูกชายตัวเองไม่ได้ พ่อตัวเองก็ยังควบคุมไม่ได้อีกด้วย