สาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง

    ตอนที่ 53 มัมมี่ตัวเขียว

     ตอนที่ 53 มัมมี่ตัวเขียว

     

    ‘ไม่ใช่ว่าเด็กสาวคนนี้เป็นแค่เด็กสาวชาวบ้านธรรมดามิใช่หรือ เหตุใดเด็กสาวที่มีอายุแค่เพียงเท่านี้ก็สามารถฝึกปราณมาถึงระดับนี้ได้แล้ว’ คุณชายซือเหยียนคิดขึ้นมาภายในใจหลังจากที่ได้เห็นสัญลักษณ์เป็นขีดสีฟ้าสองขีดที่หลังมือด้านซ้ายของเด็กสาว

    เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้คนที่เขาได้ส่งให้ไปสืบค้นประวัติของเด็กสาวผู้นี้เพิ่งจะกลับมารายงานเขาว่า ครอบครัวของเด็กสาวนั้นเมื่อก่อนเป็นแค่เพียงชาวบ้านธรรมดา ๆ เพียงเท่านั้น อีกทั้งพ่อของเด็กสาวยังพลาดท่าตกเขาจนทำให้ขาหักเมื่อปีที่แล้ว

    แต่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนขาชายผู้นั้นกลับมาหายเป็นปกติได้อย่างเป็นปริศนา ทั้งยังมีประวัติการเข้าไปหาหมอในเมืองเพื่อรักษาขาแค่หกเดือนแรกเท่านั้น แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีประวัติการเข้าไปหาหมอในเมืองอีกเลย

    ในส่วนของตัวเด็กสาวเองก็ร่างกายอ่อนแอและป่วยบ่อยมาตั้งแต่ยังเด็ก และไม่ได้มีข้อมูลว่าเด็กสาวผู้นี้ฝึกปราณแต่อย่างใด

    ซึ่งหลายเดือนที่ผ่านมานี้ ครอบครัวของเด็กสาวได้ปลูกผักที่มีคุณภาพ ที่ไร้แมลงกัดกินใบออกมาขายได้อย่างเป็นปริศนา

    จนทำให้ผักจากทางบ้านของเด็กสาวเป็นที่ต้องการของผู้คนภายในเมืองและต่างเมือง ซึ่งตอนนี้ก็ได้มีพ่อค้ารายใหญ่นำผักจากที่นั่นมาขายในเมืองหลวงด้วยแล้ว 

    แต่ก็ยังมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้สงสัยไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะคนของเขาไม่สามารถเข้าไปสืบด้านในที่เป็นพื้นที่ของครอบครัวนี้ได้ จึงได้รีบกลับมารายงานเขาทันที 

    และไม่ใช่แค่เพียงคนของเขาที่เข้าไปสืบด้านในไม่ได้เท่านั้น เพราะมีรายงานว่ามีคนไปสืบเรื่องของที่นั่นไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็ไม่อาจสืบหาอะไรได้เช่นเดียวกันเพราะการป้องกันของที่นั่นแน่นหนามาก แม้แต่ผู้ฝึกปราณก็ไม่สามารถฝ่าเข้าไปด้านในได้

    เหตุด้วยเพราะเถาวัลย์ที่นำมาใช้เป็นกำแพงกั้นล้อมรอบพื้นที่แข็งแรงยิ่งนัก แม้แต่ผู้ฝึกปราณระดับสีเหลืองก็ทำให้กำแพงเกิดรอยขีดข่วนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่ากำแพงนั้นทำมาจากเถาวัลย์ชนิดใดกันแน่ถึงได้แข็งแรงถึงเพียงนั้น

    ส่วนด้านบนกำแพงก็ได้ครอบปราณป้องกันคนเข้าไปด้านใน จนทำให้คนของเข้าไปสืบหาด้านในไม่ได้ว่าเป็นเช่นใด 

    แล้วถ้าหากถามว่าเหตุใดคนของเขาจึงไม่ขุดดินเพื่อลอดเข้าไปทางด้านใต้กำแพง ก็ต้องขอบอกเลยว่าคนของเขาก็ได้ทำไปแล้วเช่นกัน แต่รากของเถาวัลย์นั้นหยั่งรากลงไปลึกไม่น้อย เช่นเดียวกัน อีกทั้งเขายังให้เวลาคนของเขาไปแค่เพียงสามวันเท่านั้น คนของเขาจึงไม่อาจเสียเวลาได้

    ไม่รู้ว่าคนที่สร้างปราณครอบพื้นที่แห่งนั้นจะต้องมีระดับสูงเพียงใด ถึงได้ใช้ปราณมากถึงเพียงนั้นครอบพื้นที่กว่าเกือบสองหมื่นหมู่ได้ภายในเวลาเพียงไม่นานเช่นนี้

    ดูท่าครอบครัวของเด็กสาวผู้นี้คงจะมีผู้ที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลังอยู่เสียแล้ว และหากเด็กสาวผู้นี้จะสามารถฝึกปราณมาถึงระดับนี้ได้ก็คงไม่แปลกอันใดเพราะคนลึกลับผู้นั้นอาจจะเป็นผู้ที่คอยหาทรัพยากรสำหรับใช้ในการถักทอพลังวิญญาณเพื่อสร้างเส้นปราณมาให้กับเด็กสาวผู้นี้ใช้ก็เป็นได้

    มาถึงตอนนี้เขาก็ไม่แปลกใจแล้วว่าเพราะเหตุใดเหิงซานถึงได้เพิ่มระดับปราณของตนเองขึ้นมาได้ถึงหนึ่งระดับภายในเวลาไม่กี่เดือนเช่นนี้ได้

    เห็นทีหากเด็กสาวผู้นี้ไม่ยอมยกเหิงซานให้กับเขาแล้ว การจะข่มขู่เด็กสาวผู้นี้เพื่อให้ยกเหิงซานให้กลับมาทำงานกับเขาคงจะเป็นเรื่องยากเสียแล้ว เพราะไม่รู้ว่าเบื้องหลังของเด็กสาวจะมีผู้ที่แข็งแกร่งเพียงใดคอยหนุนหลังอยู่

    “เอ่อ คุณชายซื่อเหยียนเจ้าคะ ขอขอบพระคุณคุณชายมากนะเจ้าคะ ที่อุตส่าห์ลำบากมาส่งข้าถึงที่นี่”

    “ไม่เป็นไรเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เช่นนั้นให้ข้าเดินไปส่งเจ้าที่รถมาเถิด”

    “ขอบพระคุณคุณชายมากเจ้าค่ะ แต่คุณชายยังมีงานให้ทำอีกมากนัก อีกทั้งรถม้าของข้าก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไรแล้ว เช่นนั้นข้าขอรับไว้เพียงน้ำใจจากคุณชายก็พอแล้วเจ้าค่ะ”

    “เช่นนั้นก็ตามใจเจ้าเถิด ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เจ้าก็อย่าลืมไปให้คำตอบข้าที่ร้านน้ำชาร้านเดิมเล่า”

    “ไม่ลืมเจ้าค่ะ”

    “เช่นข้าขอตัวก่อน” แล้วหลังจากนั้นคุณชายซือเหยียนก็ขี่ม้ากลับไปทางด้านในงานเทศกาลเพื่อที่จะสะสางปัญหาต่อทันที

    “เราก็ไปที่รถฟักทองกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู” เฟิงจูเอ่ยบอกกับเธอ

    “น้องชาย เช่นนั้นเราก็ไปที่รถม้าของพี่สาวกันก่อนเถิด” เพ่ยอิงหันไปกล่าวกับเด็กชายที่เธอได้ช่วยเหลือเอาไว้

    “ขอรับพี่สาว”

    “เด็กน้อยคนนี้เป็นใครกันหรือเจ้าคะ” เฟิงจูเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

    “พอดีเขาพลัดหลงกับพี่ชาย แล้วข้าได้ช่วยเขาไว้ตอนที่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้น่ะ ประเดี๋ยวตอนกลับก็ให้เหิงซานพาน้องชายคนนี้ไปส่งที่บ้านก่อน”

    “เจ้าค่ะ”

    แล้วหลังจากนั้นทั้งสามคนก็ได้เดินไปยังรถฟักทองที่จอดห่างจากตรงนั้นไม่ไกลนัก

    เมื่อเธอมาถึงก็เห็นว่าที่รถม้ามีเพียงแค่น้องเล็กกับจินฟางอยู่เพียงสองคนเท่านั้น และดูเหมือนว่าจะมีคนเจ็บอยู่ด้วยคนหนึ่ง

    “ท่านพี่!!” เด็กชายที่เพ่ยอิงพามาด้วยนั้นร้องเรียกออกมาแล้ววิ่งไปหาชายผู้นั้นทันที

    “ท่านพี่ เป็นอะไรไปขอรับ” เด็กชายร้องถามขึ้นมา

    “พี่ชายของเจ้ายังน่าเป็นห่วงนัก แต่ข้าก็ได้ช่วยเหลือเบื้องต้นไปแล้ว” จินฟางเอ่ยตอบเด็กชาย

    “พี่รอง” น้องเล็กที่เห็นเพ่ยอิงเดินเข้ามาก็รีบวิ่งมาหาทันทีด้วยเช่นกัน

    “เจ้าปลอดภัยดีใช่หรือไม่น้องเล็ก” 

    “ปลอดภัยดีขอรับพี่รอง” 

    “เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว โชคดียิ่งนักที่ตอนกลับข้าให้เจ้าขี่คอของเหิงซานกลับมา ไม่เช่นนั้นเจ้าก็อาจจะพลัดหลงไปได้” เธอกล่าวขึ้นมากับน้องเล็ก แล้วจูงน้องเล็กเดินไปเข้าใกล้กับรถฟักทอง

    “จินฟางเจ้าไปพบชายคนนี้มาจากที่ใดหรือ” 

    “ข้าพบเขาอยู่ที่ทางออกไม่ไกลมากนัก เขาน่าจะโดนไฟคลอกมา ทำให้ผิวหนังไหม้ไปหลายส่วน อาการน่าเป็นห่วงนัก” 

    ชายผู้นั้นน่าจะอายุใกล้เคียงกับจินฟางซึ่งก็คือน่าจะมีอายุสักสิบหกสิบเจ็ดปีเห็นจะได้ ส่วนหน้าตานั้นเป็นอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ เพราะผิวหนังในส่วนของใบหน้าก็โดนไฟคลอกไปด้วยเช่นกัน แต่น้องชายของเขาก็เก่งไม่เบาเช่นกันที่สามารถจำพี่ชายได้ทั้งที่ใบหน้าโดนไฟคลอกไปหลายส่วนเช่นนี้

    “ข้าว่ารีบพาเขาขึ้นไปบนรถฟักทองก่อนเถิด ถ้าหากรักษาเขาบนนั้นอาจจะง่ายกว่าการรักษาตรงนี้มากนัก” เพ่ยอิงเอ่ยพลางจ้องมองไปทางจินฟางอย่างมีความหมาย 

    ซึ่งจินฟางเองก็รับรู้ถึงสายตานั้นได้ไม่ยาก จึงได้พาชายหนุ่มที่โดนไฟครอกมาทั้งตัวขึ้นไปบนรถฟักทอง โดยเพ่ยอิงได้ให้น้องชายของเขาและคนอื่น ๆ รอด้านนอกรถฟักทองก่อน

    ถึงแม้ว่าตอนแรกที่น้องชายของเขาจะไม่ยอมแต่ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอจะช่วยรักษาพี่ชายของเด็กชายให้ เด็กชายจึงได้แต่จำยอมอยู่ด้านนอกรถฟักทอง

    ซึ่งโชคดียิ่งนักที่รถฟักทองคันนี้ภายในนั้นกว้างขวาง ถึงแม้ว่าจะมีชายคนหนึ่งนอนลงไปบนเก้าอี้ตัวยาวด้านหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังมีพื้นที่เหลืออีกมาก

    อีกทั้งด้านในนี้ยังมีแสงจากหินปราณเพื่อส่องสว่าง ทำให้ด้านในนี้สว่างราวกับกลางวัน 

    เพ่ยอิงได้ดึงสมุนไพรรักษาผิวหนังที่เกิดจากการถูกไฟคลอกออกมาแล้วช่วยพอกไปตามตัวของเขา ซึ่งสมุนไพรที่ว่านั่นก็คือว่านหางจระเข้

    และว่านหางจระเข้ที่ได้มาจากในมิตินั้นก็ใบใหญ่มากนักนำออกมาใบเดียวก็สามารถพอกได้ทั้งตัวอีกทั้งยังมีพลังวิญญาณถึงระดับสีน้ำเงิน

    เมื่อทั้งสองคนช่วยกันลอกเปลือกที่ห่อหุ้มเนื้อด้านในที่คล้ายกับวุ้นออกไปแล้ว ก็ได้นำมาช่วยกันพอกไปตามบาดแผลบนตัวของชายหนุ่ม จนกระทั่งพอกเสร็จจินฟางก็ได้นำพืชชนิดหนึ่งที่มีใบที่บางและยาวมาพันตัวแทนผ้าพันแผล

    “นี่มันใบของพืชชนิดใดกันหรือจินฟาง เหตุใดข้าไม่เคยเห็นมาก่อน” 

    เพ่ยอิงเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยหลังจากที่เธอกับจินฟางได้ช่วยกันใช้ใบของพืชชนิดนั้นพันแผลของชายผู้นี้ไว้เรียบร้อยแล้ว

    ‘ดู ๆ ไปแล้วชายก็คล้ายกับมัมมี่ตัวเขียวไม่เบา’

    “เห็นเจ้าชินหลงบอกว่ามันคือหญ้าฉุยเจี้ยน มีคุณสมบัติในการช่วยรักษาบาดแผลด้วย ข้าไปพบในตอนที่หาวัสดุที่นำมาใช้ในการทำรถยนต์” 

    “ดีถึงเพียงนั้น ถึงว่าเล่าที่ข้าไม่เคยเห็นคงเพราะมันมีในมิติส่วนของเจ้านี่เอง” 

    “ใช่แล้ว เพราะเหมือนว่าบางอย่างที่ฝั่งของข้ามีฝั่งของเจ้าก็ไม่มี แล้วบางอย่างที่ฝั่งของเจ้ามีฝั่งของข้าก็ไม่มีเช่นกัน”

    แล้วหลังจากนั้นทั้งสองคนก็เดินลงไปจากรถฟักทอง เมื่อลงมายังด้านล่างแล้วนั้นเธอก็ได้เห็นว่าเหิงซานที่ไม่อยู่ในตอนแรกก็กลับมาแล้วเช่นกัน

    จากนั้นไม่นานเพ่ยอิงได้ให้เหิงซานพาสองพี่น้องไปส่งที่บ้าน โดยมีเด็กชายเป็นคนช่วยบอกทาง 

    ซึ่งบ้านของทั้งสองคนพี่น้องนั้นก็อยู่ออกไปทางนอกเมืองไม่ไกลนัก เป็นบ้านหลังเก่าที่มีลักษณะค่อนข้างออกไปทางทรุดโทรมด้วยซ้ำ แต่โชคดีนักที่หลังคายังดีและไม่รั่ว เพิงด้านข้างก็ยังคงมีการซ่อมแซมไว้อยู่เสมอ ทำให้พอกันแดกกันฝนและกันลมหนาวได้ 

    สงสัยว่าน่าจะเป็นพี่ของเด็กชายคนนี้ที่เป็นคนคอยซ่อมแซมกระท่อมหลังนี้เอาไว้ ส่วนที่นอนก็เป็นแค่เตียงเก่า ๆ ปูด้วยฟางด้านบนและปูผ้าบาง ๆ ทับอีกทีหนึ่งเพียงเท่านั้น

    “เจ้ากับพี่ชายอยู่ที่นี่กันแค่เพียงสองคนเช่นนั้นหรือ” 

    เพ่ยอิงถามเด็กชายออกไปหลังจากที่เหิงซานและจินฟางช่วยกันพาชายผู้นั้นไปนอนไว้บนเตียงแล้ว

    “ใช่แล้วขอรับ” เด็กชายตอบผู้มีพระคุณกลับไป

    “แล้วพ่อแม่ของพวกเจ้าทั้งสองเล่า” 

    “ไม่มีหรอกขอรับ ข้าเองก็ถูกพี่ชายเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่เล็ก ๆ เช่นกัน” เด็กชายตัวน้อยเล่าออกมาด้วยท่าทางเศร้า ๆ

    เมื่อเพ่ยอิงได้ยินเช่นนั้นก็อดที่จะรู้สึกสงสารทั้งสองไม่ได้ อีกทั้งยังถูกชะตากับเด็กน้อยคนนี้ด้วยเช่นกัน บางทีอาจเป็นเพราะว่าเด็กคนนี้มีอายุเท่า ๆ กับน้องเล็กด้วยก็เป็นได้ จึงทำให้เธอถูกชะตากับเด็กคนนี้

    ถ้าหากเป็นไปได้เพ่ยอิงก็อยากจะรับสองคนพี่น้องกลับไปทำงานในไร่ของเธอด้วยเช่นกัน

    “เจ้าไม่ต้องเสียใจไป อย่างไรเสียเจ้าก็มีพี่ชายของเจ้าอยู่นี่อย่างไรเล่า เอาล่ะนี่ก็ดึกมากแล้วข้าต้องกลับก่อน ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมเพื่อดูอาการของพี่ชายของเจ้าให้” เพ่ยอิงเอ่ยบอกกับเด็กชายตัวน้อย

    “ขอบพระคุณพี่สาวมาก ๆ เลยนะขอรับที่ช่วยข้ากับพี่ชายเอาไว้”

    “ไม่เป็นไร ๆ เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เช่นนั้นข้าไปแล้วนะ” 

    “ข้าไปส่งพี่สาวขอรับ”

    “เจ้าอยู่เฝ้าพี่ชายไปเถิด รถฟักทองของข้าอยู่แค่ด้านนอกนี่เอง” กล่าวจบแล้วเพ่ยอิงและคนอื่น ๆ ก็พากันเดินออกไปจากบ้านหลังนี้ แล้วก็มุ่งหน้ากลับสู่โรงเตี๊ยมทันที

    หลังจากที่กลับมาถึงห้องพักแล้วกว่าที่เพ่ยอิงจะได้อาบน้ำผลัดผ้าเสร็จก็เป็นเวลาปลายยามจื่อ (23.00-00.59น.) แล้วพอดี 

    เมื่อตัวของเธอถึงที่นอนหัวถึงหมอนก็ทำให้เธอหลับไปได้ภายในเวลาเพียงไม่นานด้วยความเหนื่อยล้าที่เจอกับเรื่องวุ่นวายมาตลอนทั้งวันทันที

     

    เช้าวันรุ่งขึ้น...

    “คุณหนูเจ้าคะ ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ” เสียงเรียกของเฟิงจูที่เข้ามาปลุกเพ่ยอิง

    เมื่อเฟิงจูเห็นว่าตอนนี้ก็เป็นกลางยามเฉิน (7.00-8.59 น.) แล้ว แต่คุณหนูของเธอก็ยังไม่ตื่น อีกทั้งวันนี้คุณหนูยังมีนัดหมายตอนกลางยามซื่อ (9.00-10.59น.) หากตอนนี้ยังไม่ตื่น เห็นทีว่าคงจะไปตามนัดหมายผิดเวลาเสียแล้ว

    “งืมม ขออีกห้านาที” เพ่ยอิงพึมพำขึ้นมา

    “คุณหนูกล่าวอันใดเจ้าคะ ข้าฟังไม่รู้ความ” เฟิงจูถามกลับไปแต่ก็ไม่ได้มีเสียงตอบกลับมาจากคุณหนูแต่อย่างใด 

    “คุณหนูเจ้าคะ ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวจะสายจนไปตามนัดผิดเวลาเอาได้นะเจ้าคะ” 

    “อืม ข้าตื่นแล้วเฟิงจู” เพ่ยอิงลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังตื่นไม่เต็มตาดีนัก

    “ไปอาบน้ำผลัดผ้าได้แล้วเจ้าค่ะคุณหนู คุณหนูลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่ากลางยามซื่อมีนัดกับคุณชายซือเหยียน” เฟิงจูเอ่ยถามขึ้นมาเพื่อเตือนความจำของคุณหนูอีกรอบ

    “แล้วนี่เวลาใดแล้ว” 

    “กลางยามเฉินแล้วเจ้าค่ะ” 

    “ก็ได้ ๆ ตอนนี้ข้าตื่นเต็มตาแล้ว เช่นนั้นข้าจะไปอาบน้ำผลัดผ้าแล้ว” เพ่ยอิงเอ่ยบอกกับเฟิงจู

    “ข้าไปช่วยเจ้าค่ะคุณหนู” 

    แล้วหลังจากนั้นเพ่ยอิงก็เดินไปยังฉากกั้นที่ทำไว้สำหรับอาบน้ำ จากนั้นก็ทำการผลัดผ้าเพื่อลงไปแช่น้ำในอ่างที่เตรียมเอาไว้ ซึ่งน้ำในอ่างก็อุ่นกำลังพอดี โดยที่มีเฟิงจูเป็นคนนำใยบวบมาคอยขัดตัวให้

    หลังจากที่เพ่ยอิงทำการอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า และทานข้าวที่มีคนนำมาส่งให้บนห้องเสร็จ ก็เลยยามซื่อมานิดหน่อยแล้วเท่านั้น เธอจึงได้ลงมาจากห้องพักเพื่อเตรียมตัวไปตามนัดหมาย โดยที่ครั้งนี้มีเพียงแค่เพ่ยอิงและเหิงซานไปกันแค่เพียงสองคนเท่านั้น

    เมื่อเพ่ยอิงกับเหิงซานมาถึงร้านน้ำชาที่ได้มานั่งดื่มชากับคุณชายซือเหยียนเมื่อครั้งที่แล้ว ก็มีเสี่ยวเอ้อร์เดินมาบอกว่าคุณชายซือเหยียนนั่งรออยู่ที่โต๊ะบนชั้นสองอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอแปลกใจไม่น้อย เพราะเธอคิดว่าเธอก็มาก่อนเวลาแล้วแต่ไม่คิดว่าคุณชายท่านนี้จะมาก่อนหน้าเธออีก

     

    คล้ายกับเรื่องสาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง ที่คุณอ่าน