ครบเวลาหนึ่งเค่อ จ้าวหอสงครามปรากฏตัวที่บนเวทีประลองอีกครั้งทว่าในมือกลับถือของบางสิ่งไว้ “ที่นี่ไม่อาจเป็นการประลองรอบแรกได้พวกเจ้าจะต้องเข้าไปในแดนลับป่าร้อยอสูร ในเขตสัตว์อสูรระดับหนึ่งถึงสอง และเริ่มการต่อสู้ที่นั่น มีเวลาให้เพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้นพวกเจ้าจะต้องแย่งชิงป้ายไม้จากอีกฝ่ายมาให้ได้มากกว่าสองชุดจึงจะเข้ารอบ”
สิ้นเสียงศิลาประกาศิตเรืองแสงคลื่นพลังหลายสายถูกปล่อยออกไปยังผู้เข้าร่วมทุกคนศิษย์ทุกคนได้รับป้ายไม้ จากนั้นของที่อยู่ในมือของจ้าวหอสงครามก็ส่องแสงเบิกนภาและขยายขนาดของตนออกเป็นประตูมิติ
“เอาล่ะพวกเจ้าเข้าไปกันได้แล้ว”กระแสลมหอบหิ้วศิษย์ฝ่ายนอกเข้าไปในมิตินั้นทั้งหมดทุกคนมาถึงแดนลับป่าร้อยอสูรทันทีป่าร้อยอสูรคือที่ที่ใช้ในการทดสอบก่อนที่จะเข้าสำนักยุทธ์หลวงหนิงเฟยหลงและคนอื่น ๆ เคยมาแล้ว และครั้งนี้ก็เป็นการกลับมาเยือนอีกครั้งทำให้หนิงเฟยหลงอดที่จะนึกถึงผู้สูงส่งท่านนั้นไม่ได้
“ทำไมท่านผู้สูงส่งถึงมาอยู่ในแดนลับของสำนักได้หรือว่ามีความเกี่ยวข้องอันใดกับสำนัก ?”
แต่ทันใดนั้นกลุ่มของหนิงเฟยหลงก็โดนโจมตีทันทีจากศิษย์สองกลุ่ม
“พี่เฟยหลงท่านเหม่ออะไรรีบมาช่วยพวกเราเร็วเข้า !” จูเหยียนรีบตะโกนดึงสติใครจะรู้ว่าพึ่งเข้ามาในแดนลับก็ถูกโจมตีเลยศิษย์พวกนี้คล้ายว่าเตรียมการมาอย่างดี เดิมทีมีเพียงสองกลุ่มต่อมามีเพิ่มอีกจากสองเป็นสาม จากสามเป็นสี่ และเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆจนถึงสิบกลุ่ม
หกคนปะทะหกสิบ !
แม้ว่าหนิงเฟยหลงจะมีพลังยุทธ์ยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจยับยั้งการโจมตีได้ทั้งหมดยังดีที่กลุ่มของมันใช่ว่าจะไร้ฝีมือ เหอเจี๋ย จูเหยียน ซ่งจิ่นติ้งและหนิงอันอันล้วนอยู่ขั้นที่สองหมดแล้ว เหอไฉเฉินอยู่ขั้นที่สามอีกไม่นานก็จะทะลวงสู่ขั้นที่สี่อีกทั้งเคล็ดวิชาที่ติดตัวมาก็มากและยังมีวิชาระดับปฐพีคนละชุดจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะอ่อนด้อย โดยรวมแล้วถือว่าต่อกรกับสองกลุ่มได้อย่างสบาย ๆ
แต่สำหรับสิบกลุ่มนั้น.......ไม่มีทาง !
“ถอย !”
หนิงเฟยหลงวาดกระบี่ออกสายลมกระเพื่อมคราหนึ่ง กลายเป็นคลื่นพลังกระทบเข้ากับตัวศิษย์คนอื่นๆ ให้ถอยไป เปิดโอกาสให้กลุ่มของหนิงเฟยหลงถอยได้ทันท่วงที
“เสี่ยวหลงพวกเราจะถอยไปที่ไหน ? ถึงอย่างไรก็ต้องสู้อยู่ดี”เหอไฉเฉินกล่าว
“แต่ก็ยังดีกว่าเข้าปะทะกับคนจำนวนมากในเวลานี้ พวกเรารีบหาที่ซ่อนกันก่อนเถอะ”จูเหยียนเสนอขึ้น
“ได้ พวกเจ้าล่วงหน้าไปก่อน เดี๋ยวข้าจะสกัดกลุ่มคนด้านหลังให้” หนิงเฟยหลงกล่าวจบก็ทะยานร่างเข้าใส่กลุ่มคนที่ติดตามมา
หมัดพิฆาต !!
ตูม ตูม ตูม !!
“!!!! หลบเร็วเข้า !!!!”
พลังหมัดหยวนพุ่งถล่มลงมากลุ่มที่ตามมาจำต้องถอยหนีเพราะไม่อาจต้านทานหมัดของหนิงเฟยหลงได้ หมัดของหนิงเฟยหลงยามนี้เทียบเท่าแก่นแท้พลังก็ว่าได้ พวกมันที่เป็นเพียงกำเนิดพลังขั้นต้นจะต่อกรได้อย่างไร ?
ที่หนิงเฟยหลงต้องหนีไม่ใช่เพราะกลัวแต่เป็นเพราะเกรงว่าตนเองจะคุมพลังไม่อยู่เผลอสังหารผู้คนไปจึงให้พรรคพวกของตนถอยหนีแทนไม่มีใครตอบได้ว่าระหว่างชุลมุนหนิงเฟยหลงจะไม่เผลอเลอปล่อยพลังเทียบเท่าแก่นแท้พลังออกมา!
เมื่อเห็นว่าผู้คนหลบการโจมตีของตนอยู่หนิงเฟยหลงก็กลายเป็นสายลมทะยานร่างไปที่กลุ่มของตน เพียงไม่ถึงสามลมหายใจก็ตามทันแค่คิดก็พอรู้ว่าความเร็วของหนิงเฟยหลงน่าทึ่งแค่ไหน
“พี่เป็นอย่างไรบ้าง ?” หนิงอันอันถามด้วยความเป็นกังวล
“ไม่ต้องเป็นกังวลไป พวกเขาตามเรามาไม่ทันแล้ว หาที่ซ่อนก่อนเถอะ”หนิงเฟยหลงกล่าวตอบ
ทางข้างหน้ามีทางแยกสามทาง ทางหนึ่งไปลำธาร ทางหนึ่งไปที่ราบทางหนึ่งไปเทือกเขาที่สลับซับซ้อน
“เสี่ยวหลงเราควรไปทางไหนดี ?” เหอไฉเฉินเอ่ยถามหัวหน้ากลุ่ม
“ทางนั้น” หนิงเฟยหลงชี้ไปพื้นที่ราบทำให้คนในกลุ่มงุนงง
จูเหยียนจึงถามซ้ำขึ้น “ท่านแน่ใจ ?” หนิงเฟยหลงพยักหน้าแล้วกล่าวอธิบาย“หากเราไปทางทั้งสอง พวกนั้นก็ล้วนคิดได้เช่นกันคงไม่มีใครคิดว่าเราจะมุ่งหน้าไปพื้นที่ราบกัน เพราะนั่นง่ายต่อการติดตามไปกันอย่าได้เสียเวลา”
“อืม”ทั้งห้าคนพยักหน้าให้แล้วห้อตะบึงตามหนิงเฟยหลงไป
..........
“ไช่เหยียนกลุ่มของหนิงเฟยหลงหนีไปแล้ว พวกเราควรตามไปทางใด ?”หนึ่งในกลุ่มคนไล่ตามถามชายหนุ่มผู้มีเอกลักษณ์ที่มีไฝแดงริมปากซึ่งเป็นผู้ริเริ่มแผนการทั้งสิ้น ไช่เหยียนคือชื่อของมัน
ไช่เหยียนทำท่าขบคิดมองซ้ายมองขวาแล้วว่า “ทางนั้นแหละดี”
“เหอะ ใครกันจะโง่หลบหนีไปพื้นที่ราบ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละไช่เหยียนถึงแม้พวกเราจะเชื่อเจ้าแต่ก็หาใช่คนโง่ไม่”หัวหน้ากลุ่มหนึ่งกล่าวด้วยความไม่พอใจ
“ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้าก็ไปตามทางที่เจ้าเลือกเถอะ”
“ได้” เมื่อไม่มีอะไรต้องพูดต่อหัวหน้ากลุ่มทั้งสิบต่างพากันแยกย้ายโดยที่มีเพียงกลุ่มของไช่เหยียนกับอีกสองกลุ่มตัดสินใจมุ่งตามทางที่ไช่เหยียนเลือก
...
“ไช่เหยียนนี่พวกเราก็ตามมานานแล้ว เหตุใดยังไม่เห็นพวกเขาเลย ?”คนในกลุ่มถามขึ้น นอกจากจะไม่พบเห็นคนแล้วรอยเท้าก็ไม่มีเลยนี่มันเรื่องตลกอะไรกัน อีกอย่างหากเดินต่อไปอีกก็จะเป็นเขตทะเลทรายแล้วถ้าหากตามเข้าไปแล้วไม่พบ แน่นอนว่ามันต้องเสียเวลาไปฟรี ๆจนอาจตกรอบนี้ไปเลยก็ได้
“ข้ามั่นใจ แต่ไม่รู้ว่าเจ้านั่นมันลบร่องรอยได้อย่างไร ?”ไช่เหยียนรู้สึกมึนงง มันคิดว่าหนิงเฟยหลงต้องมาทางนี้ แต่ทำไมมาแล้วจึงไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยใดๆ มันไม่เคยคาดเดาผิดพลาดมาก่อน
“ไช่เหยียน..” เสียงนุ่มลุ่มลึกดังขึ้น เสียงนี้แม้จะฟังไพเราะแต่ไช่เหยียนรู้สึกสั่นสะท้าน !
“หนิงเฟยหลง !!” กลุ่มทั้งสามเบิกตากว้าง !
คนที่พวกมันรอคอยปรากฏตัวแล้ว เพียงแต่ว่า เมื่อต้องเผชิญหน้าจริง ๆ พวกมันกลับไร้เรี่ยวแรง
“ลงมือ !”หนิงเฟยหลงออกคำสั่ง จูเหยียนเปิดการโจมตีก่อน
สามดาบพิฆาต !
“อ๊าก !!”เสียงกรีดร้องดังขึ้น กลุ่มทั้งสามไม่ทันตั้งตัวมัวแต่ตกใจอยู่ก็ถูกการโจมตีเข้าไปเต็ม ๆ
ถึงจะเป็นการลอบโจมตี แต่ก็ไม่ถึงกับรับมือไม่ได้ !
ไช่เหยียนใช่ว่าจะมีฝีมือต่ำต้อย
ตูม !!
จูเหยียนกระเด็นออกไปไกล ภายใต้แรงระเบิดลมปราณของไช่เหยียน
กำเนิดพลังขั้นที่สี่ !!!! “ไช่เหยียนเจ้าปกปิดพลัง !” พรรคพวกของมันต่างตกใจไม่คิดว่าไช่เหยียนจะก้าวสู่กำเนิดพลังขั้นกลางแล้วเช่นนั้นพวกมันก็ไม่ต้องเป็นกังวล
แต่หากรู้ว่าหนิงเฟยหลงมีพลังฝีมือสูงส่งเพียงใด มันคงไม่คิดเช่นนี้ต่อให้ได้รับข่าวมาแล้วก็ตามในการศึกเขาตงซานทว่าพวกมันกลับไม่ได้ปลงใจเชื่อทั้งหมดอย่างมากหนิงเฟยหลงคงมีความสามารถเทียบเท่ากำเนิดพลังขั้นปลายเท่านั้นนอกเหนือจากนั้นสมควรต้องเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น ไช่เหยียนเชื่อเช่นนี้มาโดยตลอดจึงไม่มีความเกรงกลัวหนิงเฟยหลงเลย ถึงกับปลุกปั่นผู้คนให้โจมตีหนิงเฟยหลงก่อนเลย
ไช่เหยียนไม่คิดที่จะสู้กับคนอื่นมันมุ่งเป้าไปที่หนิงเฟยหลงพร้อมกับสั่งออกมา “พวกเจ้าไม่ต้องสนใจคนอื่น จัดการหนิงเฟยหลง !”
หมัดอัสนีระเบิด !
ปัง !เสียงปะทะกันของหมัดหนิงเฟยหลงกับไช่เหยียน หมัดของไช่เหยียนแทบพังทลายรู้สึกถึงกระดูกที่ร้าว ใบหน้าของไช่เหยียนบิดเบี้ยวทันที“นี่ยังเป็นหมัดของมนุษย์อยู่รึ ?” มันอดที่จะโพล่งคำออกมาไม่ได้ไม่คิดเลยว่ามันที่ฝึกหมัดมาตั้งแต่เด็กจะพ่ายแพ้ง่ายดายเช่นนี้คล้ายว่ากำปั้นของหนิงเฟยหลงนั้นทำมาจากอาวุธระดับปฐพี
ทางด้านหนิงเฟยหลงก็เช่นกัน “เกือบไปแล้ว ข้าเกือบจะยั้งมือไม่อยู่”เหงื่อบนหน้าผากผุดขึ้น พลางลอบถอนใจ
การปะทะของหนิงเฟยหลงกับไช่เหยียนได้หยุดการเคลื่อนไหวของคนที่เหลือทั้งสิ้นทุกคนต่างตะลึงกับสิ่งที่เห็น หมัดที่ยื่นออกอย่างสบาย ๆนั่นกลับทำลายสุดยอดวิชาของตระกูลไช่ ‘หมัดอัสนีระเบิด’หากเป็นพวกมันแทนเล่า หึ ๆ ไม่อยากจะคิด
จูเหยียน ซ่องจิ่นติ้ง หนิงอันอัน เห็นเป็นจังหวะเหมาะก็ระดมการโจมตีเข้าใส่อีกฝ่ายจนล้มลงหมดสติไปเสียหลายคน ไม่ต้องถึงมือเหอเจี๋ยและเหอไฉเฉินเลยพวกมันเพียงเดินเก็บป้ายของอีกฝ่ายอย่างสบายอารมณ์
เมื่อกลุ่มทั้งสิบแยกออกจากกันก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีก
กลุ่มทั้งสามที่ตามติดมาก็ประหนึ่งฝูงลูกแกะที่วิ่งวิ่งตามฝูงหมาป่าฉะนั้นเช่นนี้แล้วย่อมได้ผลสรุปโดยง่าย
ตุบ ตุบ ตุบ ! ฝ่ามือวารีของเหอเจี๋ยซัดเข้าที่ลำคือของแต่ละคนล้มพับไปแค่เพียงทำให้สลบยึดป้ายคืนได้ก็เพียงพอ ไช่เหยียนเห็นท่าไม่ดีจึงคิดจะหาวิธีเอาตัวรอด มันหยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ แล้วปาขึ้นอากาศ
ตูม !
หมอกควันพิษกระจายไปทั่ว กลุ่มหนิงเฟยหลงกระโจนออกทันทีต่อให้ป้ายไม้จะสำคัญเพียงใดก็ไม่เท่าชีวิตไช่เหยียนใช้จังหวะนี้นำพรรคพวกของตนอีกสามคนทะยานร่างหนีกลับไปทางเดิมพร้อมจุดพลุสัญญาณขึ้น
“แย่แล้ว !” จูเหยียนอุทานออกมา“ไม่คิดเลยว่าเจ้าไช่เหยียนนี่ลูกเล่นจะเยอะถึงเพียงนี้ พี่เฟยหลงจะตามหรือไม่ ?”
“ไม่ต้องตาม ข้าคิดว่าเราต้องย้ายที่แทนแล้วอีกอย่างตอนนี้เราก็ได้ป้ายครบสองชุดแล้วไม่จำเป็นต้องสู้ต่อ”กลุ่มของหนิงเฟยหลงได้รับป้ายไม้จากกลุ่มทั้งสองที่ติดตามกลุ่มของไช่เหยียนมาทำให้เก็บแผ่นป้ายได้ถึงสองชุดและยังได้เพิ่มจากสมาชิกของไช่เหยียนอีกสองป้าย เพียงพอต่อการเข้ารอบต่อไปแล้ว
จำนวนกลุ่มของศิษย์ฝ่ายนอกมีทั้งหมดหกสิบสองกลุ่มเท่ากับว่าเมื่อจบการประลองในครั้งนี้จะต้องเหลือยี่สิบกลุ่มที่เข้ารอบหรือน้อยกว่านั้นเพราะไม่ได้กำจัดว่าต้องได้ป้ายมากเท่าไหร่จึงจะพอ บางทีอาจจะมีกลุ่มล่าแต้มจัดการกลุ่มอื่น ๆ จนเหลือเพียงกลุ่มเดียวก็เป็นได้
เช่นนั้นแล้วกลุ่มที่เข้ารอบก็จะมีกลุ่มเดียว แต่นั่นแทบจะเป็นไปไม่ได้เว้นแต่การประลองนี้จะให้สังหารได้ เมื่อหนิงเฟยหลงลงมือได้ถนัดสิ่งเหล่านี้จึงจะเกิดขึ้น
ระยะเวลาหนึ่งชั่วยามนั้นดูคล้ายว่าจะยาวนานสำหรับคนปกติอยู่ระดับหนึ่งแต่สำหรับผู้ฝึกฝนแล้วนั่นเป็นเวลาที่น้อยมาก พวกมันจำเป็นต้องรีบชิงป้ายไม้มาข้อกำหนดของการประลองนี้แทบจะไม่มี ขอเพียงแย่งชิงป้ายมาได้ก็เพียงพอแต่ต้องไม่เกิดการสังหารขึ้น
จูเหยียนเองก็ตระหนักถึงข้อนี้ได้กลุ่มของหนิงเฟยหลงย้ายที่อยู่แล้วมาปักหลักอยู่เขตเทือกเขาแทนพวกที่ตามสัญญาณพลุมาคงได้เจอแต่ความว่างเปล่าสุดท้ายเมื่อเวลากระชั้นชิดก็คงต้องต่อสู้กันเองนี่ไม่ใช่เป็นผลดีกับพวกหนิงเฟยหลงหรอกรึเช่นนั้นก็อยู่เป็นพยัคฆ์บนเขาเสียนี่แหละดูฝูงแกะตีกันหนิงเฟยหลงเผลอหัวเราะเสียงเย็น
จูเหยียนและคนอื่น ๆ ต่างหันมามองหน้าพร้อมกับสีหน้าที่ขาวซีดผลจากการหัวเราะเสียงเย็นอันน่าสะพรึง !
“พี่ท่านเป็นอะไรหรือไม่ ?” หนิงอันอันถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“อย่าได้กังวลข้าแค่คิดอะไรสนุก ๆ เท่านั้น พวกเจ้าตามอัธยาศัยเถอะ”หนิงเฟยหลงยิ้มบาง แต่รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
...