หลังจากการประลองที่เวทีกลางเมือง เวลาก็ล่วงเลยผ่านมาสามวันแล้ว เอี้ยนเฟยซาใช้ชีวิตในเมืองผิงเหยาด้วยการฝึกฝนวรยุทธ์เป็นส่วนใหญ่ นอกจากหลิวอิงที่หมั่นแวะมาประลองด้วยแล้ว ยังมีเหล่าศิษย์จากสำนักกระบี่อมตะอีกหลายคนที่แวะเวียนมาทดสอบฝีมือและเป็นคู่ซ้อมให้กับเขา ผลจากการฝึกฝนอย่างหนักทำให้สามารถแก้ไขจุดอ่อนของเพลงดาบวารีได้ และที่น่ายินดีกว่านั้นคือเขาสามารถคิดค้นเพลงดาบได้อีกสองกระบวนท่า สร้างความยินดีให้กับชายหนุ่มจนจัดงานเลี้ยงฉลองณ ร้านอาหารใจกลางเมืองโดยหลอกให้หลิวอิงมาเป็นเจ้าภาพ
วันนี้เมืองผิงเหยาคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากการมาถึงของขบวนคาราวานสินค้าจากทางใต้หลายขบวน หลังจากที่การค้าขายซบเซามานานเพราะพิษสงคราม เวลานี้จึงคึกคักเป็นพิเศษ ชาวเมืองต่างออกจากบ้านมาซื้อสินค้าจากขบวนคาราวาน สร้างความยินดีให้กับเหล่าพ่อค้าจนยิ้มไม่หุบ สามารถทำกำไรได้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ส่วนชาวเมืองก็นำสินค้าของตนเองมาขายให้กับพ่อค้าเหล่านี้ ซึ่งพ่อค้าจากคาราวานทำเช่นนี้เป็นปรกติ พวกมันซื้อสินค้าเหล่านี้ในราคาย่อมเยา และนำไปขายในเมืองอื่นที่ขบวนคาราวานผ่านทาง สามารถทำกำไรให้คนพวกนี้ได้ตลอดทาง
เอี้ยนเฟยซาที่อยู่ในอาการมึนเมาอยู่บ้างนั่งกอดคอหลิวอิงที่อยู่ในสภาพปกติกว่า ทั้งสองสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว แต่นิสัยกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในขณะที่เอี้ยนเฟยซาร่าเริงสนุกสนานไม่สนโลก หลิวอิงกลับสุขุมเยือกเย็นตามแบบฉบับของผู้ดีมีชาติตระกูล หนึ่งถือกำเนิดมาจากรากหญ้า กำพร้าบิดามารดา ต้องทำงานหาเงินเพื่อฝึกฝนวรยุทธ์ อีกหนึ่งเป็นทายาทตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจเงินทอง ได้ฝึกฝนวิชาฝีมือจากบิดาที่อยู่ในอันดับสองของสุดยอดฝีมือแดนมนุษย์ สิ่งเดียวที่ทั้งสองเหมือนกันคือเป็นผู้คลั่งไคล้ในการฝึกยุทธ์ ต้องการพัฒนาฝีมือของตนเองจนเป็นอันดับหนึ่งในแผ่นดิน
“ทุกคนต้องดื่มอีกคนละหนึ่งถ้วย เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจของนายน้อยหลิวที่อุตส่าห์เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงให้กับเราในค่ำคืนนี้”
เอี้ยนเฟยซาพูดพร้อยกับรินสุราใส่ถ้วยของตนเอง ศิษย์สำนักกระบี่อมตะอีกสามคนที่เป็นคู่ฝึกซ้อมและอยู่รุ่นราวคราวเดียวกับเอี้ยนเฟยซาถูกลากมายังงานเลี้ยงด้วย ทั้งสามยกถ้วยสุรามาชนกับเขาและหลิวอิง แม้คนพวกนี้จะเริ่มมีอาการเมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังเก็บอาการรักษากิริยาเพราะรู้ว่านั่งอยู่กับผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักกระบี่อมตะในอนาคต เมื่อดื่มสุราไปเสร็จสิ้นเอี้ยนเฟยซาก็พูดขึ้นมาว่า
“การจะก่อตั้งสำนักขึ้นมานี่ต้องมีอะไรบ้าง?”
เอี้ยนเฟยซานึกถึงหมอเทวะเซี่ยอวิ้นขึ้นมา จึงเอ่ยถามขึ้นมาเช่นนี้ ครั้งหนึ่งเขาเคยตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะก่อตั้งสำนักเพื่อกระจายวิชาแพทย์ของท่าน ศิษย์สำนักกระบี่อมตะทั้งสามล้วนปิดปากสนิท ผู้ที่สมควรตอบคำถามนี้มีแต่หลิวอิงที่รู้โครงสร้างของสำนักเป็นอย่างดี เมื่อถูกจ้องมองจากสายตาสี่คู่ หลิวอิงจึงตอบว่า
“เท่าที่เราเคยคลุกคลีและสัมผัสมา การจะก่อตั้งสำนักมีองค์ประกอบดังนี้หนึ่งต้องมีวรยุทธ์ในระดับยอดฝีมือ มีผู้ช่วยที่เข้มแข็งและไว้ใจได้จำนวนหนึ่ง สองต้องอยู่ในพื้นที่อันเหมาะสม ไม่ทับเส้นสำนักอื่นที่อยู่มาก่อน สามต้องมีพันธมิตรไว้หนุนหลังและให้ความช่วยเหลือ สี่มีธุรกิจเพื่อหาเงินทองมาใช้จ่ายในสำนัก ห้ารู้จักเข้าหาผู้มีอำนาจในพื้นที่ และสุดท้ายต้องมีเงินทองจำนวนหนึ่งสำหรับซื้อที่ดินก่อสร้างสำนัก มีเงินทองสำหรับใช้จ่ายในสำนักโดยไม่ขาดแคลน”
“โอ กลับยุ่งยากวุ่นวายถึงเพียงนี้ มีเพียงข้อหนึ่งเท่านั้นที่เข้าข่ายเล็กน้อย ที่เหลือต้องไปตายเอาดาบหน้า โดยเฉพาะข้อสุดท้ายนี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เงินทองติดตัวยังไม่มีแม้แต่อีแปะเดียว แล้วข้าจะหาเงินจากที่ไหนมาตั้งสำนัก”
“เจ้าก็กำลังจะได้เป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมท่องนภาอยู่แล้วนี่ ลูกค้าส่วนใหญ่ย่อมเป็นผู้คนที่มาจากทุ่งหญ้า ทำไมไม่ใช้โอกาสนี้ในการทำการค้าล่ะ สตรีของเจ้าก็มาจากชนเผ่าในทุ่งหญ้า นางย่อมมีช่องทางในการติดต่อเจรจาอยู่บ้าง”
“ทำการค้าขาย? มันก็น่าสนใจดี แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นยังไง”
“หากจะทำการค้าขายกับชนเผ่าจากทุ่งหญ้า เจ้าต้องรู้ว่าพวกมันขาดแคลนอะไร จากที่คนของเราได้สำรวจรวบรวมข้อมูลมา จึงรู้ว่าหลัก ๆ แล้วพวกมันต้องการของจำพวกเครื่องมือและอาวุธที่ทำจากเหล็ก เกราะ ผ้าแพรพรรณ ข้าวสาร และใบชาชั้นดี”
“อย่างนี้นี่เอง สินค้าที่ควรนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนคือของจำพวกนี้สินะ ได้การละ ที่เมืองหลินอันเป็นแหล่งปลูกชาขึ้นชื่อ หากซื้อจากที่โน่นคงได้ในราคาย่อมเยาว์ เมื่อเอามาขายที่นี่ย่อมทำกำไรมหาศาล”
เอี้ยนเฟยซานึกถึงบ้านเกิดของตนเอง ที่ผ่านมางานรับจ้างหลักที่เขาทำมาตลอดคือเก็บชาและแบกชาจากไร่ชาที่อยู่บนดอยสูงไปยังโกดังเก็บของ ทำให้รู้จักกับเจ้าของไร่ชาในแถบนั้นเกือบทุกคน หากเขาทำการติดต่อขอซื้อโดยตรงคงจะสามารถซื้อได้ในราคาถูก
“เรื่องเงินทองเราจะให้เจ้าหยิบยืมก่อน แต่คิดดอกเบี้ยร้อยละห้าต่อปี ตกลงไหม?”
“แน่นอนสิสหาย ฮา ฮาหลังจากนี้เราจะเป็นพ่อค้าใหญ่สักครา ไม่แน่ว่าชีวิตจะพลิกผันกลับกลายเป็นมหาเศรษฐีเหมือนคนอื่นบ้าง”
เอี้ยนเฟยซายกสุราขึ้นมาดื่มอีกรอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่เพียงครู่เดียวเขาก็กลับมาอยู่ในสภาพจริงจัง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม หันไปถามหลิวอิงว่า
“แล้วเราจะตั้งที่ทำการและร้านค้าตรงไหนดี?”
“ที่จริงแล้วฝั่งตรงข้ามกับโรงเตี๊ยมท่องนภามีคนประกาศขายตึกอยู่พอดี ตอนแรกเราคิดว่าจะซื้อเอาไว้ทำเป็นที่พักรับรองแขกสำรองของสำนัก แต่เมื่อพี่เอี้ยนจำเป็นต้องใช้สถานที่ เราขอเสียสละให้ก็แล้วกัน”
“ขอบคุณสหาย มา มา เรามาดื่มฉลองกันอีกหน่อย”
หลังจากนั้นทั้งห้าพากันดื่มสุรา พูดคุย หัวร่ออย่างสนุกสนาน จวบจนเที่ยงคืนจึงแยกย้ายกันกลับที่พัก เอี้ยนเฟยซาเดินทางกลับพร้อมกับหลิวอิง เพราะเขาพักในเรือนรับรองของตึกตระกูลหลิว แม้จะเข้าสู่ห้องนอนแล้วแต่ในหัวของเขายังคิดถึงการค้าขายที่สนทนากับหลิวอิงและพวก แผนที่วางเอาไว้คือให้โหลวเจียวอยู่ดูแลโรงเตี๊ยมและร้านค้า ทำการจ้างพนักงานสักหลายคน ส่วนตนเองจะเดินทางไปยังเขตเมืองหลินอันเพื่อกลับบ้านเกิด ที่นั่นเขายังมีน้องร่วมสาบานอีกสามคน และจะใช้โอกาสนี้ในการเจรจาทำการค้าขายใบชาสักครา อีกหนึ่งอย่างที่ตนเองต้องการกระทำคือการกำจัดกองโจรที่เข้าปล้นหมู่บ้านมาแล้วหลายครั้ง ด้วยความรู้ที่ได้มาจากการรบที่ผ่านมา เขามั่นใจว่าสามารถสร้างกองกำลังขับไล่พวกโจรได้
เอี้ยนเฟยซานอนคิดจนเผลอหลับไป มารู้สึกตัวอีกทีก็เป็นเวลาเช้าแล้ว เสียงเรียกจากศิษย์ในสำนักกระบี่อมตะคนหนึ่งปลุกเขาให้ตื่น เป็นหลิวอิงใช้ให้มันมาเชิญเขาไปยังห้องอาหาร หลังจากรับประทานมื้อเช้าเสร็จสิ้น ทั้งสองก็พากันไปยังบ้านที่ประกาศขาย เมื่อตกลงราคาได้ก็พากันไปยังสำนักงานกลางเพื่อทำการออกโฉนดและจ่ายเงิน เมืองผิงเหยาไม่เหมือนกับเมืองอื่นที่มีเจ้าเมืองคอยปกครอง ที่นี่ผู้คนอยู่กันอย่างอิสระ โดยมีคนของสำนักกระบี่อมตะคอยรักษาความสงบเรียบร้อย จึงทำการก่อตั้งสำนักงานกลางขึ้นมา มีการเชื้อเชิญผู้อาวุโสและผู้มีคุณวุฒิที่ผู้คนยอมรับนับถือมาช่วยกันบริหารบ้านเมือง โดยมีหลิวหนิงเทียนเป็นผู้นำของผู้คนเหล่านี้
หลังจากทำการซื้อขายและลงนามในโฉนดเสร็จสิ้น เอี้ยนเฟยซาก็ได้รับข่าวดีว่าโหลวเจียวถูกส่งตัวมาถึงหน้าเมืองแล้ว เขาจึงควบม้าออกไปรับนางทันที พอออกจากประตูเมืองก็ควบม้าไปยังทุ่งหญ้าที่เคยเป็นที่ตั้งค่ายของกองกำลังเมืองผิงเหยาครั้งก่อน โหลวเจียวที่นั่งอยู่บนผืนหญ้ารีบวิ่งเข้ามาสวมกอดบุรุษของตนเองทันทีที่ลงจากหลังม้า ทั้งสองพลอดรักกันครู่หนึ่งจึงแยกจากกัน ชายหนุ่มหันไปทักทายบุตรชายของถานหลันเซ่อนามถานผูเถาซึ่งเป็นผู้นำขบวนนี้ ทั้งสองพูดคุยกันหลายเรื่องราว สุดท้ายมาจบลงที่เรื่องของการค้าขาย ซึ่งถานผูเถาให้ความสนใจเป็นอย่างมากในการเป็นคู่ค้าโดยตรงกับเอี้ยนเฟยซาโดยผ่านทางโหลวเจียว มันเป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นถึงไหวพริบและความสามารถของสตรีผู้นี้ ช่วงเวลาที่กองทัพออกศึก มันได้รับคำสั่งจากบิดาให้ดูแลชนเผ่าและสตรีของแขกเหรื่อ จึงได้พบเจอและคลุกคลีกับโหลวเจียวบ่อยครั้ง
“เรื่องการค้าขายเมื่อท่านพร้อมแล้วให้ส่งสารมาถึงเรา เดี๋ยวจะเข้าไปเสนอกับท่านพ่อ หากท่านพ่อเห็นด้วยเราจะเดินทางมาแลกเปลี่ยนสินค้าที่นี่เอง อีกเรื่องหนึ่งทางชนเผ่าทั้งห้าได้รวบรวมสัตว์เลี้ยงจำนวนหนึ่งมอบให้ท่านเป็นการขอบคุณ มีแพะหนึ่งร้อยตัว แกะหนึ่งร้อยตัว และม้าสามสิบตัว โปรดรับเอาไว้ด้วย”
“โอ มากมายถึงเพียงนี้ ต้องขอบคุณเจ้าเป็นอย่างมากที่ต้อนสัตว์เลี้ยงพวกนี้มาให้ถึงที่นี่”
“นั่นเป็นเกียรติที่เราได้รับ หวังว่าจะมีโอกาสได้สู้รบเคียงข้างกับท่านในสมรภูมิสักครา ถึงเวลาที่เราต้องกลับแล้ว ขออำลา”
ถานผูเถาสวมกอดเอี้ยนเฟยซาคราหนึ่ง จากนั้นก็ผิวปากเรียกคนของมัน เพียงครู่เดียวทั้งหมดก็จากไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงหนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษ และสัตว์เลี้ยงจำนวนไม่น้อยที่ถูกล้อมเอาไว้ในคอกชั่วคราว เอี้ยนเฟยซารู้สึกปวดหัวเพราะไม่รู้ว่าสมควรทำเช่นไรกับสัตว์เลี้ยงพวกนี้ดี โหลวเจียวเดินมาจากด้านหลังสวมกอดชายหนุ่มเอาไว้
“ไหนท่านว่าจะกลับมารับเราด้วยตนเอง?”
“ตอนแรกข้าคิดจะกลับไปรับเจ้านั่นแหละ แต่ติดตรงที่ต้องเป็นตัวแทนให้กับชนเผ่าในการติดต่อคู่ค้าให้กับพวกมัน และที่สำคัญกำลังหาลู่ทางวางอนาคตของพวกเราเอาไว้”
“มันคืออะไร?”
เอี้ยนเฟยซาปฏิเสธที่จะบอกนาง พร้อมกับจูงแขนหญิงสาวไปขึ้นม้า เขาไม่อยากเสียเวลาในทุ่งหญ้าอีกต่อไป ความคิดถึงในช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหว ต้องการสัมผัสกับไออุ่นรักของสตรีอีกครั้ง บุรุษที่ผ่านสมรภูมิอันดุเดือดมา ย่อมต้องการช่วงเวลาผ่อนคลายในอ้อมกอดของสตรีอันเป็นที่รัก เขาต้องการปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจโดยใช้เรือนร่างของนางเป็นที่ระบาย คาดว่านางเองก็ปรารถนาเฉกเช่นเดียวกัน
แม้ว่าไฟรักจะเผาผลาญจิตใจก็ตาม แต่เอี้ยนเฟยซาก็ยังไม่ลืมเลือนหน้าที่ของตนเอง เขาแวะไปหาหลิวอิงก่อน วานให้สหายช่วยหาวิธีจำหน่ายสัตว์เลี้ยงที่ได้รับมา ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ทายาทสำนักกระบี่อมตะไม่อาจปฏิเสธคำขอร้องได้ จึงรับปากจะดำเนินการให้
เอี้ยนเฟยซายินดียิ่ง รีบพาหญิงงามเข้าสู่ห้องหับส่วนตัว สองคนหนุ่มสาวล้วนมีความปรารถนาอันแรงกล้า ไฟรักที่ลุกโชนย่อมต้องใช้วิธีการเฉพาะในการดับ