วีรบุรุษอหังการ

    53 ธุรกิจก่อร่างสร้างตัว


                    หลังจากการประลองที่เวทีกลางเมือง  เวลาก็ล่วงเลยผ่านมาสามวันแล้ว  เอี้ยนเฟยซาใช้ชีวิตในเมืองผิงเหยาด้วยการฝึกฝนวรยุทธ์เป็นส่วนใหญ่  นอกจากหลิวอิงที่หมั่นแวะมาประลองด้วยแล้ว  ยังมีเหล่าศิษย์จากสำนักกระบี่อมตะอีกหลายคนที่แวะเวียนมาทดสอบฝีมือและเป็นคู่ซ้อมให้กับเขา  ผลจากการฝึกฝนอย่างหนักทำให้สามารถแก้ไขจุดอ่อนของเพลงดาบวารีได้ และที่น่ายินดีกว่านั้นคือเขาสามารถคิดค้นเพลงดาบได้อีกสองกระบวนท่า  สร้างความยินดีให้กับชายหนุ่มจนจัดงานเลี้ยงฉลองณ ร้านอาหารใจกลางเมืองโดยหลอกให้หลิวอิงมาเป็นเจ้าภาพ


              วันนี้เมืองผิงเหยาคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากการมาถึงของขบวนคาราวานสินค้าจากทางใต้หลายขบวน หลังจากที่การค้าขายซบเซามานานเพราะพิษสงคราม  เวลานี้จึงคึกคักเป็นพิเศษ ชาวเมืองต่างออกจากบ้านมาซื้อสินค้าจากขบวนคาราวาน  สร้างความยินดีให้กับเหล่าพ่อค้าจนยิ้มไม่หุบ  สามารถทำกำไรได้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง  ส่วนชาวเมืองก็นำสินค้าของตนเองมาขายให้กับพ่อค้าเหล่านี้  ซึ่งพ่อค้าจากคาราวานทำเช่นนี้เป็นปรกติ  พวกมันซื้อสินค้าเหล่านี้ในราคาย่อมเยา  และนำไปขายในเมืองอื่นที่ขบวนคาราวานผ่านทาง  สามารถทำกำไรให้คนพวกนี้ได้ตลอดทาง

     

              เอี้ยนเฟยซาที่อยู่ในอาการมึนเมาอยู่บ้างนั่งกอดคอหลิวอิงที่อยู่ในสภาพปกติกว่า  ทั้งสองสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว  แต่นิสัยกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  ในขณะที่เอี้ยนเฟยซาร่าเริงสนุกสนานไม่สนโลก หลิวอิงกลับสุขุมเยือกเย็นตามแบบฉบับของผู้ดีมีชาติตระกูล  หนึ่งถือกำเนิดมาจากรากหญ้า  กำพร้าบิดามารดา  ต้องทำงานหาเงินเพื่อฝึกฝนวรยุทธ์  อีกหนึ่งเป็นทายาทตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจเงินทอง ได้ฝึกฝนวิชาฝีมือจากบิดาที่อยู่ในอันดับสองของสุดยอดฝีมือแดนมนุษย์ สิ่งเดียวที่ทั้งสองเหมือนกันคือเป็นผู้คลั่งไคล้ในการฝึกยุทธ์  ต้องการพัฒนาฝีมือของตนเองจนเป็นอันดับหนึ่งในแผ่นดิน


              “ทุกคนต้องดื่มอีกคนละหนึ่งถ้วย เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจของนายน้อยหลิวที่อุตส่าห์เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงให้กับเราในค่ำคืนนี้”


              เอี้ยนเฟยซาพูดพร้อยกับรินสุราใส่ถ้วยของตนเอง  ศิษย์สำนักกระบี่อมตะอีกสามคนที่เป็นคู่ฝึกซ้อมและอยู่รุ่นราวคราวเดียวกับเอี้ยนเฟยซาถูกลากมายังงานเลี้ยงด้วย  ทั้งสามยกถ้วยสุรามาชนกับเขาและหลิวอิง  แม้คนพวกนี้จะเริ่มมีอาการเมาบ้างแล้ว  แต่ก็ยังเก็บอาการรักษากิริยาเพราะรู้ว่านั่งอยู่กับผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักกระบี่อมตะในอนาคต  เมื่อดื่มสุราไปเสร็จสิ้นเอี้ยนเฟยซาก็พูดขึ้นมาว่า


              “การจะก่อตั้งสำนักขึ้นมานี่ต้องมีอะไรบ้าง?”


              เอี้ยนเฟยซานึกถึงหมอเทวะเซี่ยอวิ้นขึ้นมา  จึงเอ่ยถามขึ้นมาเช่นนี้  ครั้งหนึ่งเขาเคยตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะก่อตั้งสำนักเพื่อกระจายวิชาแพทย์ของท่าน ศิษย์สำนักกระบี่อมตะทั้งสามล้วนปิดปากสนิท ผู้ที่สมควรตอบคำถามนี้มีแต่หลิวอิงที่รู้โครงสร้างของสำนักเป็นอย่างดี  เมื่อถูกจ้องมองจากสายตาสี่คู่  หลิวอิงจึงตอบว่า


              “เท่าที่เราเคยคลุกคลีและสัมผัสมา  การจะก่อตั้งสำนักมีองค์ประกอบดังนี้หนึ่งต้องมีวรยุทธ์ในระดับยอดฝีมือ มีผู้ช่วยที่เข้มแข็งและไว้ใจได้จำนวนหนึ่ง  สองต้องอยู่ในพื้นที่อันเหมาะสม  ไม่ทับเส้นสำนักอื่นที่อยู่มาก่อน  สามต้องมีพันธมิตรไว้หนุนหลังและให้ความช่วยเหลือ สี่มีธุรกิจเพื่อหาเงินทองมาใช้จ่ายในสำนัก  ห้ารู้จักเข้าหาผู้มีอำนาจในพื้นที่  และสุดท้ายต้องมีเงินทองจำนวนหนึ่งสำหรับซื้อที่ดินก่อสร้างสำนัก  มีเงินทองสำหรับใช้จ่ายในสำนักโดยไม่ขาดแคลน”


              “โอ กลับยุ่งยากวุ่นวายถึงเพียงนี้  มีเพียงข้อหนึ่งเท่านั้นที่เข้าข่ายเล็กน้อย  ที่เหลือต้องไปตายเอาดาบหน้า  โดยเฉพาะข้อสุดท้ายนี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด  เงินทองติดตัวยังไม่มีแม้แต่อีแปะเดียว  แล้วข้าจะหาเงินจากที่ไหนมาตั้งสำนัก”


              “เจ้าก็กำลังจะได้เป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมท่องนภาอยู่แล้วนี่ ลูกค้าส่วนใหญ่ย่อมเป็นผู้คนที่มาจากทุ่งหญ้า  ทำไมไม่ใช้โอกาสนี้ในการทำการค้าล่ะ  สตรีของเจ้าก็มาจากชนเผ่าในทุ่งหญ้า  นางย่อมมีช่องทางในการติดต่อเจรจาอยู่บ้าง”


              “ทำการค้าขาย?  มันก็น่าสนใจดี  แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นยังไง”


              “หากจะทำการค้าขายกับชนเผ่าจากทุ่งหญ้า  เจ้าต้องรู้ว่าพวกมันขาดแคลนอะไร  จากที่คนของเราได้สำรวจรวบรวมข้อมูลมา  จึงรู้ว่าหลัก ๆ แล้วพวกมันต้องการของจำพวกเครื่องมือและอาวุธที่ทำจากเหล็ก  เกราะ ผ้าแพรพรรณ  ข้าวสาร  และใบชาชั้นดี”


            “อย่างนี้นี่เอง  สินค้าที่ควรนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนคือของจำพวกนี้สินะ  ได้การละ ที่เมืองหลินอันเป็นแหล่งปลูกชาขึ้นชื่อ หากซื้อจากที่โน่นคงได้ในราคาย่อมเยาว์ เมื่อเอามาขายที่นี่ย่อมทำกำไรมหาศาล”


              เอี้ยนเฟยซานึกถึงบ้านเกิดของตนเอง ที่ผ่านมางานรับจ้างหลักที่เขาทำมาตลอดคือเก็บชาและแบกชาจากไร่ชาที่อยู่บนดอยสูงไปยังโกดังเก็บของ  ทำให้รู้จักกับเจ้าของไร่ชาในแถบนั้นเกือบทุกคน หากเขาทำการติดต่อขอซื้อโดยตรงคงจะสามารถซื้อได้ในราคาถูก


            “เรื่องเงินทองเราจะให้เจ้าหยิบยืมก่อน  แต่คิดดอกเบี้ยร้อยละห้าต่อปี  ตกลงไหม?”


            “แน่นอนสิสหาย  ฮา ฮาหลังจากนี้เราจะเป็นพ่อค้าใหญ่สักครา ไม่แน่ว่าชีวิตจะพลิกผันกลับกลายเป็นมหาเศรษฐีเหมือนคนอื่นบ้าง”


            เอี้ยนเฟยซายกสุราขึ้นมาดื่มอีกรอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่เพียงครู่เดียวเขาก็กลับมาอยู่ในสภาพจริงจัง  ใบหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม  หันไปถามหลิวอิงว่า


            “แล้วเราจะตั้งที่ทำการและร้านค้าตรงไหนดี?”


            “ที่จริงแล้วฝั่งตรงข้ามกับโรงเตี๊ยมท่องนภามีคนประกาศขายตึกอยู่พอดี ตอนแรกเราคิดว่าจะซื้อเอาไว้ทำเป็นที่พักรับรองแขกสำรองของสำนัก  แต่เมื่อพี่เอี้ยนจำเป็นต้องใช้สถานที่  เราขอเสียสละให้ก็แล้วกัน”


            “ขอบคุณสหาย  มา มา เรามาดื่มฉลองกันอีกหน่อย”


            หลังจากนั้นทั้งห้าพากันดื่มสุรา  พูดคุย หัวร่ออย่างสนุกสนาน จวบจนเที่ยงคืนจึงแยกย้ายกันกลับที่พัก เอี้ยนเฟยซาเดินทางกลับพร้อมกับหลิวอิง เพราะเขาพักในเรือนรับรองของตึกตระกูลหลิว แม้จะเข้าสู่ห้องนอนแล้วแต่ในหัวของเขายังคิดถึงการค้าขายที่สนทนากับหลิวอิงและพวก   แผนที่วางเอาไว้คือให้โหลวเจียวอยู่ดูแลโรงเตี๊ยมและร้านค้า  ทำการจ้างพนักงานสักหลายคน ส่วนตนเองจะเดินทางไปยังเขตเมืองหลินอันเพื่อกลับบ้านเกิด  ที่นั่นเขายังมีน้องร่วมสาบานอีกสามคน และจะใช้โอกาสนี้ในการเจรจาทำการค้าขายใบชาสักครา อีกหนึ่งอย่างที่ตนเองต้องการกระทำคือการกำจัดกองโจรที่เข้าปล้นหมู่บ้านมาแล้วหลายครั้ง ด้วยความรู้ที่ได้มาจากการรบที่ผ่านมา เขามั่นใจว่าสามารถสร้างกองกำลังขับไล่พวกโจรได้


            เอี้ยนเฟยซานอนคิดจนเผลอหลับไป  มารู้สึกตัวอีกทีก็เป็นเวลาเช้าแล้ว เสียงเรียกจากศิษย์ในสำนักกระบี่อมตะคนหนึ่งปลุกเขาให้ตื่น  เป็นหลิวอิงใช้ให้มันมาเชิญเขาไปยังห้องอาหาร  หลังจากรับประทานมื้อเช้าเสร็จสิ้น  ทั้งสองก็พากันไปยังบ้านที่ประกาศขาย  เมื่อตกลงราคาได้ก็พากันไปยังสำนักงานกลางเพื่อทำการออกโฉนดและจ่ายเงิน เมืองผิงเหยาไม่เหมือนกับเมืองอื่นที่มีเจ้าเมืองคอยปกครอง  ที่นี่ผู้คนอยู่กันอย่างอิสระ โดยมีคนของสำนักกระบี่อมตะคอยรักษาความสงบเรียบร้อย  จึงทำการก่อตั้งสำนักงานกลางขึ้นมา  มีการเชื้อเชิญผู้อาวุโสและผู้มีคุณวุฒิที่ผู้คนยอมรับนับถือมาช่วยกันบริหารบ้านเมือง โดยมีหลิวหนิงเทียนเป็นผู้นำของผู้คนเหล่านี้

     

            หลังจากทำการซื้อขายและลงนามในโฉนดเสร็จสิ้น เอี้ยนเฟยซาก็ได้รับข่าวดีว่าโหลวเจียวถูกส่งตัวมาถึงหน้าเมืองแล้ว  เขาจึงควบม้าออกไปรับนางทันที   พอออกจากประตูเมืองก็ควบม้าไปยังทุ่งหญ้าที่เคยเป็นที่ตั้งค่ายของกองกำลังเมืองผิงเหยาครั้งก่อน โหลวเจียวที่นั่งอยู่บนผืนหญ้ารีบวิ่งเข้ามาสวมกอดบุรุษของตนเองทันทีที่ลงจากหลังม้า  ทั้งสองพลอดรักกันครู่หนึ่งจึงแยกจากกัน ชายหนุ่มหันไปทักทายบุตรชายของถานหลันเซ่อนามถานผูเถาซึ่งเป็นผู้นำขบวนนี้  ทั้งสองพูดคุยกันหลายเรื่องราว  สุดท้ายมาจบลงที่เรื่องของการค้าขาย ซึ่งถานผูเถาให้ความสนใจเป็นอย่างมากในการเป็นคู่ค้าโดยตรงกับเอี้ยนเฟยซาโดยผ่านทางโหลวเจียว  มันเป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นถึงไหวพริบและความสามารถของสตรีผู้นี้  ช่วงเวลาที่กองทัพออกศึก  มันได้รับคำสั่งจากบิดาให้ดูแลชนเผ่าและสตรีของแขกเหรื่อ  จึงได้พบเจอและคลุกคลีกับโหลวเจียวบ่อยครั้ง

     

            “เรื่องการค้าขายเมื่อท่านพร้อมแล้วให้ส่งสารมาถึงเรา  เดี๋ยวจะเข้าไปเสนอกับท่านพ่อ  หากท่านพ่อเห็นด้วยเราจะเดินทางมาแลกเปลี่ยนสินค้าที่นี่เอง อีกเรื่องหนึ่งทางชนเผ่าทั้งห้าได้รวบรวมสัตว์เลี้ยงจำนวนหนึ่งมอบให้ท่านเป็นการขอบคุณ  มีแพะหนึ่งร้อยตัว  แกะหนึ่งร้อยตัว  และม้าสามสิบตัว  โปรดรับเอาไว้ด้วย”


            “โอ  มากมายถึงเพียงนี้   ต้องขอบคุณเจ้าเป็นอย่างมากที่ต้อนสัตว์เลี้ยงพวกนี้มาให้ถึงที่นี่”


            “นั่นเป็นเกียรติที่เราได้รับ หวังว่าจะมีโอกาสได้สู้รบเคียงข้างกับท่านในสมรภูมิสักครา  ถึงเวลาที่เราต้องกลับแล้ว  ขออำลา”


            ถานผูเถาสวมกอดเอี้ยนเฟยซาคราหนึ่ง  จากนั้นก็ผิวปากเรียกคนของมัน  เพียงครู่เดียวทั้งหมดก็จากไปจนหมดสิ้น  เหลือเพียงหนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษ  และสัตว์เลี้ยงจำนวนไม่น้อยที่ถูกล้อมเอาไว้ในคอกชั่วคราว  เอี้ยนเฟยซารู้สึกปวดหัวเพราะไม่รู้ว่าสมควรทำเช่นไรกับสัตว์เลี้ยงพวกนี้ดี  โหลวเจียวเดินมาจากด้านหลังสวมกอดชายหนุ่มเอาไว้


            “ไหนท่านว่าจะกลับมารับเราด้วยตนเอง?”


            “ตอนแรกข้าคิดจะกลับไปรับเจ้านั่นแหละ แต่ติดตรงที่ต้องเป็นตัวแทนให้กับชนเผ่าในการติดต่อคู่ค้าให้กับพวกมัน และที่สำคัญกำลังหาลู่ทางวางอนาคตของพวกเราเอาไว้”


            “มันคืออะไร?”


            เอี้ยนเฟยซาปฏิเสธที่จะบอกนาง  พร้อมกับจูงแขนหญิงสาวไปขึ้นม้า  เขาไม่อยากเสียเวลาในทุ่งหญ้าอีกต่อไป  ความคิดถึงในช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหว  ต้องการสัมผัสกับไออุ่นรักของสตรีอีกครั้ง  บุรุษที่ผ่านสมรภูมิอันดุเดือดมา ย่อมต้องการช่วงเวลาผ่อนคลายในอ้อมกอดของสตรีอันเป็นที่รัก  เขาต้องการปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจโดยใช้เรือนร่างของนางเป็นที่ระบาย  คาดว่านางเองก็ปรารถนาเฉกเช่นเดียวกัน


            แม้ว่าไฟรักจะเผาผลาญจิตใจก็ตาม  แต่เอี้ยนเฟยซาก็ยังไม่ลืมเลือนหน้าที่ของตนเอง  เขาแวะไปหาหลิวอิงก่อน  วานให้สหายช่วยหาวิธีจำหน่ายสัตว์เลี้ยงที่ได้รับมา  ซึ่งก็เป็นไปตามคาด  ทายาทสำนักกระบี่อมตะไม่อาจปฏิเสธคำขอร้องได้  จึงรับปากจะดำเนินการให้

      

            เอี้ยนเฟยซายินดียิ่ง  รีบพาหญิงงามเข้าสู่ห้องหับส่วนตัว  สองคนหนุ่มสาวล้วนมีความปรารถนาอันแรงกล้า  ไฟรักที่ลุกโชนย่อมต้องใช้วิธีการเฉพาะในการดับ