ในชาติก่อนที่จะทะลุมิติมานั้น ย้อนไปเมื่อตอนเฟยเจินอายุได้ 3 ปี เธอทราบเพียงแค่ว่าเธอมีชื่อว่า ‘เฟยเจิน’ ในวันนั้นเด็กน้อยเฟยเจินผู้มีหน้าตาน่ารักน่าชัง แต่กลับสวมใส่เสื้อผ้าขาดๆ ผมเพ้ารุงรัง ดูน่าสงสารจับใจ เดินร้องไห้ท่ามกลางสายฝน แม้ผู้คนที่เดินผ่านไปมานึกสงสารเด็กหญิงเป็อย่างมาก แต่ก็ไม่มีผู้ใดยื่นมือมาช่วยสักคน จนกระทั่งเฟยเจินล้มลงกลางถนนในกลางดึก เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตนเองนั้นได้เข้ามาอยู่ในสถานที่คับมืดคล้ายห้องขัง มองไปรอบๆ ก็เจอเด็กๆ มากมายที่มีสภาพไม่ต่างจากตนมากนัก
ซึ่งในที่สุดเฟยเจินก็ได้ทราบว่าที่แห่งนี้คือนรกทั้งเป็ มันคือศูนย์บัญชาองค์กรลับขนาดใหญ่ ที่นี่มักจะทดลองสิ่งที่ขัดต่อศีลธรรม ส่วนมากจะนำเด็กที่กำพร้าพ่อแม่ตามท้องถนนมาทดลอง โดยการฉีดยาต่างๆ ที่องค์กรได้คิดค้นขึ้นมาเ่าั้ลงไปในร่างกายของเด็กๆ เพื่อดูปฏิกิริยาและเพื่อกลายพันธุ์เด็กเ่าั้ให้เป็สิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เหนือชั้นยิ่งกว่ามนุษย์ทั่วไป เด็กๆ ส่วนมากมักจบชีวิตหลังสารเ่าั้เข้าสู่ร่างกาย แต่เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายเฟยเจินแล้วกลับได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างมาก
ในภายหลังเฟยเจินได้รับชื่อใหม่ คือ ‘นัมเบอร์วัน’ เพราะเธอได้สร้างปาฏิหาริย์ให้กับองค์กร เพราะเวลานั้นตัวเธอได้มีความวิเศษบางอย่างเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป โดยที่ร่างกายของเธอนั้นมีพละกำลังมากกว่ามนุษย์ทั่วไปถึง 3 เท่า และร่างกายยังสามารถต่อต้านพิษทุกชนิดได้อีกด้วย นับว่าเป็ความสำเร็จขององค์กรโดยแท้ เมื่อเฟยเจินได้เป็หนึ่งในกลุ่มลับขององค์กรแล้ว เธอก็มีความเป็อยู่ที่ดีขึ้น ถึงแม้จะต้องไปทำภารกิจตามคำสั่งขององค์กร แต่เมื่อมีเวลาว่างเธอก็จะใช้ชีวิตตามที่เธอ้า ความฝันสูงสุดของเธอ คือการมีครอบครัวที่อบอุ่นเพียงแค่นั้นเอง
ในระหว่างนั้นเฟยเจินต้องถูกทดลองสารใหม่ๆ เรื่อยๆ ตลอดมา จนกระทั่งเฟยเจินอายุได้ 23 ปี ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อองค์กรได้ตัวยาชนิดใหม่ที่รุนแรงและอันตรายอย่างมาก พวกเขาตัดสินใจทดลองกับเฟยเจินในทันที แต่พอสารนั้นเข้าสู่ร่างกายไม่นาน เฟยเจินก็ได้ตัวแข็งและล้มลงสิ้นใจในเวลาต่อมา องค์กรนี้เห็นพวกเด็กๆ ที่ถูกนำมาทดลองอย่างเฟยเจินเป็เพียงหนูทดลองเท่านั้น เมื่อคนนี้ตายก็นำคนใหม่มาทดลองก็เท่านั้น แต่เฟยเจินนั้นถือว่าเป็หนูขนาดใหญ่และพิเศษกว่าคนอื่นๆ เลยถือเป็การสูญเสียครั้งใหญ่ของพวกเขา
เฟยเจินไม่รู้เลยว่าในขณะที่เธอได้กำลังดูภาพความทรงจำพวกนั้นจวบจนหมดแล้ว เวลาได้ผ่านไปกว่า 3 วันแล้วที่เธอหลับนิ่งๆ บนเตียง
“พี่ใหญ่… พี่รองจะเป็อะไรมากหรือไม่ขอรับ นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้ว…ฮือ” เด็กน้อยเฟยิไม่เข้าใจว่าทำไมพี่สาวของเขาจึงยังไม่ตื่นขึ้นอีก เขากับพี่ใหญ่พยายามปลุกทุกวิถีทางแล้ว น้ำตาเริ่มนองหน้าอีกครั้ง
“คล้ายว่าพี่รองของเ้าเพียงแค่หลับไปเท่านั้น… ไข้ก็หายแล้ว แต่เหตุใดจึงยังไม่ตื่นอีกเล่า” เฟยเทียนขมวดคิ้วพลางจ้องน้องสาวตนที่ดูเหมือนแค่หลับไปเท่านั้น
“ข้าควรไปตามลุงโยวมาดีหรือไม่พี่ใหญ่” ลุงโยวคือหมอท้องถิ่นประจำหมู่บ้านต้าซูที่ได้อพยพมาจากเมืองอื่น อยู่ห่างจากบ้านพวกเขาประมาณ 5 ลี้
“อืม ฝากด้วยน้องเล็ก” ก่อนที่เฟยิกำลังจะก้าวออกจากประตู ก็ได้ยินเสียงครางเบาๆในลำคอของเด็กหญิงบนเตียง เฟยิชะงักและรีบหันไปมองด้วยความดีใจ
“พี่รอง ท่านตื่นแล้ว!” เด็กน้อยรีบวิ่งมาจับมือเฟยเจินที่กำลังสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น
“ดีใจขนาดนั้นเลยหรือน้องเล็ก” เฟยเจินลุกขึ้นมานั่งด้วยร่างกายที่ดีขึ้นแถมสดชื่นเป็อย่างมาก
“ข้าต้องดีใจสิพี่รอง ท่านหลับไปตั้งสามวัน ข้ากลัวจะแย่อยู่แล้ว” เด็กน้อยทำหน้ามุ่ยและแกว่งแขนเฟยเจินไปมา
“สามวันเชียว!” เฟยเจินใที่เธอไม่ทราบเลยว่าเวลาผ่านไปนานขนาดนี้ แต่ร่างกายกลับสดชื่นและดูแข็งแรงขึ้นกว่าก่อน
ความจริงอีกข้อหนึ่งที่เฟยเจินไม่ทราบก็คือ ตอนนี้พลังวิเศษที่เธอมีในโลกก่อนได้ตามเธอมาด้วย แต่มันเพิ่งจะปรากฏในภายหลังจากเธอได้หวนความทรงจำนั่นเอง
“เ้ารู้สึกอย่างไรบ้างน้องรอง” เฟยเทียนทำหน้าที่พี่ใหญ่เป็อย่างดี เขารีบเดินกะเผลกไปเทน้ำใส่ถ้วย ยื่นให้เฟยเจิน
“ขอบคุณเ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้ารู้สึกดีขึ้นมาก” เฟยเจินรีบดื่มน้ำจนหมด ใช้ปลายเสื้อเช็ดปากและหันไปส่งยิ้มให้พี่ใหญ่
“พี่รอง ยิ้มให้ข้าบ้างสิขอรับ!” เด็กน้อยเฟยิทำแก้มป่องอย่างน่ารัก น่าชัง
“ได้!” เฟยเจินหันไปยิ้มให้น้องเล็กพร้อมยีหัวอย่างเอ็นดู
เฟยเจินเดินออกไปนอกกระท่อมหลังเล็กและมองดูท้องฟ้า เธอคาดว่าเวลานี้น่าจะเป็เพียงต้นยามอู่ (11.00-12.59น.) เสียงท้องร้องที่ดังมาจากท้องน้อยๆ ของเฟยเจินดังโครกครากขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“พี่ใหญ่ น้องเล็ก ข้าจะเข้าป่าไปหาผักป่ามาทำอาหารเที่ยงกินสักหน่อย”
“แต่เ้าเพิ่งจะหายดีเองนะน้องรอง พักสักหน่อยเถิด เดี๋ยวข้า…” เฟยเทียนชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อรู้ตัวว่าตนกำลังจะเสนอเป็ฝ่ายไปหาผักป่าแทน แต่ก็ต้องเศร้าใจที่ไม่อาจทำให้เป็จริงได้ เพียงแค่เดินไม่ไกลก็เ็ปขามากแล้ว ไหนเลยจะสามารถขึ้นเขาได้
“งั้นข้าไปจับปลาแทนก็ได้เ้าค่ะพี่ใหญ่ ลำธารก็อยู่หลังบ้านไม่ไกลนี้เอง” เฟยเจินยอมเปลี่ยนไปจับปลาแทนเมื่อเห็นสีหน้าที่ทั้งกังวลและเศร้าใจในเวลาเดียวกันของพี่ใหญ่ เธอรู้ว่าทำไมพี่ใหญ่ถึงได้ทำสีหน้าเช่นนั้น ตอนนี้เธอยังไม่อาจช่วยพี่ใหญ่ได้ แต่ต้องมีสักวันล่ะนะ เธอมั่นใจ
“พี่ใหญ่ไปพักเถิดขอรับ เดี๋ยวข้าจะไปช่วยพี่รองจับปลาเอง!” เด็กน้อยเฟยิว่าแล้วรีบจับมือพี่รองของตนวิ่งไปทางลำธารอย่างรวดเร็ว เฟยเทียนได้แต่ส่ายหน้าและเดินกะเผลกเข้าไปพักข้างในกระท่อม
ลำธารหลังบ้านนี้อยู่ห่างเพียง 1 ลี้เท่านั้น เมื่อเฟยเจินและเฟยิสองพี่น้องมาถึงก็ตระหนักได้ว่า พวกเขานั้นไม่มีเครื่องมือจับปลาเลย
“จะทำอย่างไรดีล่ะขอรับพี่รอง พวกเราไม่มีแม้กระทั่งแหจับปลา” เด็กน้อยทำปากยู่อย่างน่าสงสาร
“ข้าขอคิดก่อนนะ” เฟยเจินเดินหาไม้แหลมๆที่อยู่ตามข้างทาง เมื่อเจอแล้วก็ลองทำในสิ่งที่เธอคิดทันที โดยการนำไม้แหลมนี้เล็งแล้วปาทิ่มลงไปบนตัวปลาที่แหวกว่ายไปมา มันเป็เื่ง่ายสำหรับเฟยเจินเพราะเธอนั้นได้รับการฝึกฝนร่างกายจากองค์กรมาเป็อย่างดีั้แ่เล็ก มีประสาทการรับรู้และมือเท้าที่ว่องไวเป็อย่างมาก
“ว้าว พี่รองเก่งจังเลย ได้ปลาแล้ว!” เฟยิวิ่งวนไปมาพร้อมโห่ร้องด้วยความดีใจ หากเป็ผู้อื่นคงสงสัยเป็แน่ว่าเหตุใดเฟยเจินถึงมีความสามารถเช่นนี้ แต่นี่ก็เป็เื่ดีสำหรับเฟยเจินที่ไม่โดนสงสัยั้แ่วันแรกๆ เธอลงไปหยิบปลาตัวเล็กที่ตายสนิทคาไม้ขึ้นมา ก่อนจะหาใบไม้และนำปลาวางลงไป
“อีกสักตัวดีหรือไม่น้องเล็ก” เฟยเจินถามพลางเล็งไปที่ปลาอวบอ้วนกว่าตัวอื่นๆ ที่ว่ายไปมาอย่างเร็วในลำธาร เมื่อไม้แหลมทิ่มลงไปอย่างแม่นยำ ปลาก็ตายสนิททันที
สองพี่น้องเดินกลับกระท่อมหลังเล็กด้วยความดีใจ เฟยิได้โอ้อวดกับพี่ใหญ่ว่าพวกเขาโชคดีที่ได้ปลามาถึงสองตัวภายในเวลาไม่นาน แม้เฟยเทียนจะสงสัยแต่ก็มิได้พูดอันใด
เฟยเจินอาสาเป็ผู้ลงมือทำอาหารมื้อนี้เอง เธออยากจะทำอาหารเพื่อคนอื่นมานานแล้วโดยเฉพาะคนในครอบครัว ในภพก่อน ตอนที่เธอมีเวลาว่างหลังจากทำภารกิจเสร็จ เธอชอบที่จะฝึกทำอาหารใหม่ๆ ของหลายๆ ประเทศ อาหารที่เธอชื่นชอบมากที่สุดเลยก็คือ อาหารเกาหลีและอาหารไทยที่มีรสเผ็ด
เธอเดินไปที่เตาและเริ่มจุดฟืนช้าๆ ตอนนี้ในหัวสมองน้อยๆ ของเธอมีภาพเมนูอาหารมากมายของโลกก่อนที่ทำจากปลา แต่ในความเป็จริงที่โหดร้าย เฟยเจินลืมไปว่าตอนนี้ที่บ้านไม่มีแม้กระทั่งเครื่องปรุงอะไรเลย… เธอคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี ถ้าดึงแค่รสชาติที่สดใหม่จากปลาล่ะ ปลาพวกนี้สดมากๆ คงไม่คาวอย่างแน่นอน เฟยเจินตัดสินใจต้มปลาสองตัวกับผักป่าที่เหลืออยู่ไม่มาก อย่างน้อยน่าจะเก็บไว้กินได้อีกมื้อในตอนเย็น
สามพี่น้องนั่งกินซุปปลาผักป่าในถ้วยร้อนๆ อย่างปิติ มื้อนี้เรียบง่ายเป็อย่างมากในความคิดเฟยเจิน แต่สำหรับเฟยเทียนและเฟยินั้นแค่ได้กินอิ่มก็พอใจมากแล้ว
“อร่อย! หากมีเกลือต้องอร่อยกว่านี้มากๆ แน่นอนขอรับพี่รอง ข้าได้ยินมาจากซูกงว่าแม่ของเขาใส่เกลือแค่เล็กน้อยก็อร่อยมากแล้ว” เด็กน้อยเฟยินั้นบางทีก็จะไปเล่นกับซูกง ซึ่งเป็เด็กอายุ 5 ปีที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ซูกงมักจะมาเล่นพร้อมนำอาหารเล็กๆ น้อยๆ ติดตัวมากินระหว่างทาง ซูกงเคยแบ่งให้เฟยิ แต่เฟยิไม่กล้ารับและมักจะปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าตนนั้นอิ่มแล้ว
“อืม วันหลังข้าจะทำสิ่งที่อร่อยกว่านี้ให้กินนะน้องเล็ก” สงสัยเธอคงต้องคิดวิธีหาเงินแล้วล่ะ ไม่รู้ว่าที่บ้านมีเงินอยู่เท่าไหร่แล้วตอนนี้
“พี่ใหญ่ ตอนนี้พวกเรามีเงินอยู่ทั้งหมดเท่าไหร่หรือเ้าคะ” เฟยเจินหันไปถามเฟยเทียนที่กินคำสุดท้ายเสร็จพอดี
“อืม… ประมาณ 300 อีแปะ” เฟยเทียนเช็ดปากและหันไปตอบ
เฟยเจินนิ่งไปครู่หนึ่งและหวนความทรงจำก่อนที่ครอบครัวเธอจะแยกออกจากบ้านใหญ่ วันนั้นเมื่อนางเฉียวรู้ว่าครอบครัวเธอ้าจะแยกออกไปใช้ชีวิตกันลำพังก็รู้สึกดีใจยิ่งนัก เพราะนางรำคาญครอบครัวสามมานานแล้วแต่ก็ยังทนๆ ไปโดยเฉพาะลูกสะใภ้สามที่ไม่เป็ดั่งที่หวังและยังตายเร็วอีก เด็กๆ ก็ช่วยอะไรมากไม่ได้ ตัวก็ผอม แรงน้อย ไม่มีสักคนที่หน้าตาคล้ายนาง และยังทำให้อาหารที่บ้านหมดไปโดยไร้ประโยชน์
นางเฉียวผู้เป็คนคุมเงินทั้งหมดเลยตัดสินใจให้เงินกับบ้านสามไปแค่ 300 อีแปะ เพราะเงินทั้งหมดมีแค่ 2 ตำลึงเพียงเท่านั้น ซึ่งส่วนมากเงินก็จะมาจากการขายสัตว์ที่ลูกชายสามหรือพ่อของเฟยเจินล่ามาได้ แต่นางก็ไม่ได้คิดสนใจถึงส่วนนี้ นางเพียงบอกว่าลูกชายสามนั้นอกตัญญูที่้าแยกออกไป ได้เงินติดตัวไปก็ดีถมแล้ว สุดท้ายก็ไม่มีใครคัดค้านอันใด เพราะครอบครัวสามนั้นก็ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
“เ้ามีสิ่งใดที่อยากซื้อหรือไม่น้องรอง ข้าจะไปหยิบเงินมาให้” เฟยเทียนเตรียมจะไปหยิบเงิน แต่โดนเฟยเจินคว้าตัวไว้ก่อน
“ข้าเพียงถามดูเท่านั้นเ้าค่ะพี่ใหญ่ เก็บเงินไว้ก่อนเถอะเ้าค่ะ ข้าจะคิดทางหาเงินเอง”
“ได้ เอาตามที่เ้าว่า เ้าอยากทำสิ่งใดก็ตามใจเลย พี่ใหญ่จะสนับสนุนเ้าเอง” เฟยเทียนว่าพลางลูบหัวเฟยเจินเบาๆ เฟยเจินรู้สึกได้ว่าใจเธอนั้นกำลังสั่นไหวด้วยความตื้นตัน