ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่354 การพบเจอของ ผู้สูงส่ง เกาทัณฑ์ดับตะวัน

    อี้เฉินที่เห็นกลุ่ม ผู้สูงส่งเหล่านั้น เขารีบเดินหลบเลี่ยงออกไปจากสถานที่ แห่งนั้นในทันที หากมีผู้คนรับรู้ถึงตัวตนของเขาเกรงว่า ตัวเขาคงจบไม่สวยเป็นแน่ แม้แต่ ไอ้เวร ซูเซ่อแห่งศาลาซากศพ ไหนจะเจ้าโอสถน้อยเหยียนเซียว กับคนอื่นๆที่ ตัวเขาไปป่วนภายในโลกปราณจิต ยังอยู่ในสถานที่แห่งนี้ นั้นอีก


 

ทว่า เมื่ออี้เฉินปรายตา มองเห็น เด็กสาว นามว่าเยว่ เยว่ อยู่ภายในกลุ่มคนเหล่านั้น อี้เฉินตกตะลึงเป็นอย่างมาก เหตุใดสัตว์วิเศษของ ซีเยว่ถึงมาอยู่กับกลุ่มคน ศาลาซากศพ กันเล่า แล้วตัวของ ซีเยว่เล่านางไปไหนแล้ว



    อี้เฉินใบหน้ามืดครึ้มในทันที ฝ่ามือทั้งสองกำหมัดไว้จนแน่นในทันใด 'คงไม่ใช่ว่านางตายตกไปแล้วหรอกนะ' ตัวอี้เฉิน เดือดปุดๆ ขึ้นมา อย่างฉับพลัน ดวงตาแดงก่ำ ราวเลือด จ้องมองกลุ่มคนศาลาซากศพ ในทันใด ก่อนจะเก็บโทสะทั้งหมดกลับไป แล้วเดินจากไปจาก บริเวณแห่งนี้ในทันที ไม่เช่นนั้นเกรงว่า เขาได้บ้าคลั่งเป็นแน่ ครั้นคิดถึงเรื่องของ ซีเยว่ขึ้นมา



   ด้านบนท้องฟ้า ที่เต็มไปด้วยกลุ่มคน จู่ๆ ก็ราวกับแข็งค้าง ครั้นเห็นร่างเงาวิญญาณขนาดใหญ่ของคนผู้หนึ่ง ยืนค่ำฟ้า ราวกับเป็นคนยักษ์ ส่องแสงขึ้นมาพร่างพราว แผ่ปราณพลังที่น่าคร้ามเกรงออกมาเป็นระลอกคลื่นในฉับพลัน ปัง! ปัง!

 

   ใบหน้านั้นดูแก่ชราเป็นอย่างมาก ราวกับเขา ข้ามผ่านยุคสมัยมาอย่างไรอย่างนั้น ก่อนชายชราจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "เชิญทุกท่าน ที่มาเยือนยังหุบเขาเทพบรรพกาล ของข้า ไม่คิดแม้แต่ราชวงศ์ใหญ่ทั้งสองยังให้ความสนใจ หากชายชราผู้นี้ดูแลไม่ดีโปรดอย่าได้เก็บมาใส่ใจ"

 


    ครั้นกลุ่มคนเผ่าเทพ ได้ยิน บรรพบุรุษซวนซี ลืมตาตื่นขึ้นมาต้อนรับเหล่าผู้คนที่มาเยือนยังหุบเขาเทพบรรพกาล หลายๆ คนก็ต่างโหร้องด้วยความดีใจ ใบหน้าของผู้คนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นบรรพบุรุษซวนซี ที่ค้ำจุนดินแดนเทพยังแข็งแรงอยู่ดี ทว่า ลึกๆ พวกเขาต่างรู้ดี เวลาของ บรรพบุรุษชรา ใกล้จะถึงช่วงเวลาโรยรา เข้าไปทุกที หากยังไม่สามารถเลื่อนเป็นขั้นจักรพรรดิได้ ชีวิตของเขาก็จะตายตกในอีกไม่ช้า

 


ผู้นำราชวงศ์ชิง ชิงตี้เทียน โน้มตัวลงต่ำเพียงเล็กน้อย "เคารพบรรพบุรุษซวนซี การมาของข้ากับราชวงศ์ คงไม่ได้รบกวนการบำเพ็ญเพียร ของท่าน"

 


    "ฮ่าๆ หวังว่าพวกเจ้าจะเจอสิ่งที่ตามหา"ฉับพลันที่ชายชราเอ่ยคำพูดนั้นเสร็จสิ้น ร่างเงาขนาดใหญ่ที่ถูกฉายขึ้นกลางท้องฟ้า ก็พลันสลายลงไปในทันที ประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลุ่มคนที่ดูอยู่โดยรอบ ต่างกายาสั่นเทิ้มไม่คิด บรรพบุรุษซวนซี ที่อยู่ในขั้นพลังราชันสวรรค์ จะลืมตาตื่นขึ้นมา เมื่ออยู่ต่อหน้าราชันสวรรค์ พวกเขาก็ดูเล็กจ้อยราวกับ เป็นฝุ่นผงไปเลย เมื่อรับรู้ถึงความห่างชั้นของ ขั้นพลัง

 


    เมื่อทุกอย่างดูจะกลับสู่ สภาพปกติ เหล่าเจ้าสำนัก ต่างๆ ก็พากันพูดคุยทักทายกันในทันที แต่คำพูดนั้นเต็มไปด้วย คำพูดถากถางเหน็บแนมกันไปมา ต่างฝ่ายต่างไม่ถูกกัน


    ทว่าเมื่อสำนักหยินหยาง เปิดประเด็นเรื่อง ภายในโลกปราณจิตขึ้นมา 4สำนักใหญ่ก็หน้าบูดเบี้ยวในทันที "ข้าได้ยินว่า ศิษย์เอกของเจ้า ถูกขับไล่ออกมาจากโลกปราณจิตงั้นหรือ เจ้าสำนักซากศพ เกรงว่าเจ้าคงต้องหา ศิษย์เอกใหม่แล้วละ ฮ่าๆ"

 


    กลุ่มคนศาลาซากศพครั้นได้ยิน พวกเขาต่างหน้าบูดหน้าเบี้ยว ไม่น่ามอง ยกฝ่ามือกำหมัดไว้จนแน่น ก่อน ซูเซ่อ จะเปิดปากพูดมันออกมา โดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน "ข้าฆ่าสังหารมัน จึงทำให้ข้าถูกขับไล่ออกจากโลกปราณจิตก็เท่านั้น ข้าไม่ได้พ่ายแพ้มันเสียหน่อย ท่านเจ้าสำนัก ศาลาหยิน หยาง เหตุใดท่านต้องพูดจาเช่นนี้ด้วยเล่า"

 


"เจ้าหนุ่ม เจ้านี่ช่างโอหังเสียจริง กล้าเอ่ยพูด ต่อหน้าข้าเลยงั้นหรือ" เจ้าสำนัก ศาลาหยินหยาง เดือดดาลขึ้นมาในทันที ครั้นได้ยินน้ำเสียงของชนรุ่นหลัง กล้าต่อปากต่อคำ

 


"เอาน่า เจ้าสำนัก ศาลาหยินหยาง ท่านก็อย่าได้เก็บคำพูดเหล่านั้นมาใส่ใจ" เจ้าสำนักหญิง ศาลาศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคำพูดขึ้นมาในทันที หมายจะสยบความบาดหมางทั้งหมดลง

 


   ทว่าเมื่อได้ยิน น้ำเสียงของเยว่ชิงเซียน ศิษย์ของนาง เอ่ยคำพูดขึ้นมาไต่ถาม มันก็ทำให้หลายๆ คนประหลาดใจ เช่นกัน "เขาเป็นใครอย่างนั้นหรือถึงกับ ทำให้ ซูเซ่อแห่งศาลาซากศพต้องลงมือ"

 

คำถามนั้นของเยว่ชิงเซียน ทำให้เหล่าจอมยุทธรุ่นใหม่หลายคนสนใจ ไม่น้อย แม้แต่เหล่าองค์ชาย ยังตั้งใจฟัง คำพูดนั้นจากปากของซูเซ่อ



    ทว่า เมื่อซูเซ่อ เห็นสายตาของทุกผู้คน จับจ้องมาที่ตัวเขาเป็นตาเดียว เขาส่ายหัวในทันที เขามองว่าชายหนุ่มผมขาวที่ตายไปแล้ว ไม่มีค่าอะไรต้อง ให้เขาเอ่ยคำพูดถึง จึงไม่ได้บอกกล่าวรายละเอียดทั้งหมด ให้ถี่ถ้วน"ชายหนุ่มผมขาวผู้นั้น เขาก็แค่มีชื่อเสียงในชั่วข้ามคืน ทำลายสถิติของเซียนสวรรค์โบราณได้ แต่ในยามนี้ เขาตายตกไปแล้ว พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ เขาก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร เพียงแต่ฝีเท้าในการหนีของเขาไม่เบาก็เท่านั้น"

 


    กลุ่มคนได้ยินต่างพากันหัวเราะขำขัน บ้างก็ส่ายหัว ไม่เข้าใจการกระทำของ ซูเซ่อ มีเพียงเยว่ชิงเซียนที่ขมวดคิ้วมุ่น ครั้นได้ยิน ชายหนุ่มผมขาว จู่ๆ ภาพของชายหนุ่มดินแดนเบื้องล่างก็ผุดพลายขึ้นมาภายในโสตประสาท มือทั้งสองกำหมัดไว้น้อยๆ ในทันที


    ทว่า เหล่าเจ้าสำนักต่างๆ พวกเขาไม่คิดเช่นนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ จะมีใครสักคนสามารถทำลายสถิติ ขึ้นไปเหยียบหัวเซียนสวรรค์อย่างพวกเขาได้ คนผู้นั้นต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่แท้

 


...ก่อน เจ้าสำนักตำหนักเทพ ที่เป็นเจ้าถิ่นของดินแดนนี้ จะกล่าวคำพูด เชิญชวน ราชวงศ์ทั้งสองด้วยความนอบน้อม พร้อมกับเจ้าสำนักต่างๆ ลงไปยังศาลารับรอง "ทุกท่านเราลงไปพูดคุยกันด้านล่างดีกว่า อีก2ชั่วยาม มิติ ลับ หุบเหวสวรรค์ถึงจะเปิดขึ้น ปล่อยหนุ่ม สาว ไปพักผ่อนพูดคุยกันก่อน ดีหรือไม่"

 


      กลุ่มคนใหญ่คนโตครั้นได้ยิน ต่างก็พยักหน้ารับคำ "ดีเหมือนกัน ข้าเองก็มีอะไรจะพูดคุย กับพวกท่านไม่น้อย นานๆ ทีสำนักต่างๆ จะได้รวมตัวกัน หวังว่าการเปิด มิติ ลับ หุบเหวสวรรค์คราวนี้ มรดกของจักรพรรดิโลหิต จะลืมตาตื่นขึ้นมานะ"ผู้นำราชวงศ์ชิง ชิงตี้เทียน กล่าวออกมาอย่างไม่มีปิดบังในความต้องการของเขา

 


"ข้าเองก็หวังเช่นนั้น" กลุ่มคนตำหนักเทพขานรับในทันที "เอาละ เอาละ พวกเจ้าไปพบปะพูดคุยกันก่อน แล้วอย่าไปไหนไกลเล่า"

 


    ครั้นเหล่าอนุชน จอมยุทธ์รุ่นใหม่ได้ยิน ต่างพยักหน้ารับคำเหล่าชายชราเจ้าสำนัก ก่อนพวกเขาจะพลิ้วกายาไปตามสถานที่ ที่พวกเขาให้ความสนใจ แม้แต่กลุ่มคนที่อยู่ด้านล่าง ยังมีหลายๆ คนติดตามไปทักทาย เหล่าอัจฉริยะ พวกนั้น ด้วยความนอบน้อม แม้แต่เหล่าองค์ชาย องค์หญิง ยังได้รับการต้อนรับจากฝูงชน เป็นอย่างดี

 


    ทางด้านอี้เฉิน เขาในยามนี้ถอยหนี ออกไปไกลจากความวุ่นวายไม่น้อย เมื่อได้เห็นเหล่าอัจฉริยะที่มีอยู่ด้วยกันนับไม่ถ้วนเหล่านั้น เขาเพียงเฝ้ารอเวลาให้มิติ หุบเหวสวรรค์เปิดขึ้นเท่านั้นจึงไม่ได้คิดปรายตามองสิ่งใด


ทว่าเมื่อเดินมาถึงสนามฝึกซ้อมยิงธนู เต็มไปด้วยผู้คนยืนดูอยู่ไม่น้อย เขาเข้าไปดูภายในบริเวณแห่งนั้นในทันที เหมือนว่าสถานที่แห่งนั้นจะมีการเดิมพันครั้งใหญ่

 


"ใครที่สนใจเร่เข้ามา ธนูหนึ่งดอก ราคา 10,000หินเซียน หากพวกเจ้ายิงเป้า เข้าสิ่งของใดได้ ของเหล่านั้นก็จะเป็นของเจ้า"ชายหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวเรียกหาลูกค้าในทันที ทว่าเหมือนมีแต่ผู้คนเฝ้าดู ชมเรื่องสนุกอยู่เท่านั้น ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เสนอตัว

 


    มันทำให้อี้เฉินประหลาดใจอย่างมาก เมื่อเห็นสิ่งของต่างๆ ลอยเหนือท้องฟ้าล่อตา ล่อใจ ผู้คนที่มองมันอยู่ไม่น้อย แม้แต่ตัวเขายังตาลุกวาว อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอไปคำใหญ่ มันมีทั้งสมุนไพรระดับ ศักดิ์สิทธิ์ โอสถระดับ 4 กระบี่ระดับสูง แต่สิ่งที่ล่อตา ล่อใจที่สุดก็คงเป็นเกาทัณฑ์สีทอง ด้ามเก่า ที่อยู่ในระดับ เทพ ไกลสุดสายตาคันนั้น

 


อี้เฉินรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เหตุใดถึงไม่มีผู้ใดเอาเกาทัณฑ์ดับตะวันลงมาได้เล่า ถึงเป้าหมายจะอยู่ห่างไกล แต่ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขา

 


    ทว่าเมื่อเห็น ชายหนุ่มคนหนึ่งจ่าย หินเซียนออกไปยิงเกาทัณฑ์ ใบหน้าของ ชายหนุ่มผู้นั้นก็บูดเบี้ยวขึ้นมาในทันที ครั้นได้ยินน้ำเสียงของชายหนุ่มผู้จัดงาน เอ่ยคำพูดขึ้นมา พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "เจ้ามีโอกาสแค่ครั้งเดียว แล้วห้ามใช้ปราณพลัง หากเจ้าใช้ปราณพลังก็จะถือว่าเจ้าทำผิดกฎ"

 


"แล้วเหตุใดเจ้าไม่บอกข้าก่อนเล่า แถมเกาทัณฑ์ดับตะวันนั้นก็อยู่ไกลจะตาย นี่เจ้าหรอกข้างั้นหรือ" ชายหนุ่มที่จ่ายหินเซียนออกไป ใบหน้าของเขาไม่มีความจำยอมซักเท่าใดนัก

 


"มันก็มีสิ่งของชิ้นอื่นๆ อยู่ไม่ใช่หรือ น้องชายเจ้าอย่า โลภ มากนักสิ" ชายหนุ่มผู้จัดงานยิ้มด้วยรอยยิ้มทอประกาย ไม่มีท่าทีว่าจะคืนหินเซียนแม้แต่น้อย

 


    ทำให้อี้เฉินรับรู้ได้ในทันที หากต้องการของคุ้มค่ามีเพียงแต่ต้องยิง เกาทัณฑ์ดับตะวัน ให้ได้เท่านั้น ส่วนของอื่นๆ แค่ได้มาก็แค่คุ้มทุน นี่มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากการ ล่อลวง เลยไม่ใช่หรือ ถึงว่ากลุ่มคนถึงมาดูชมกันอยู่ไม่น้อย พวกเขามารอชมละครปาหี่นี่เอง

 


   ชายหนุ่ม กำเกาทัณฑ์ไม้เก่าๆ ไว้ในมือจนแน่น ก่อนจะยิงศรออกไปด้วยความไม่จำยอม ทว่าครั้นเมื่อศรใกล้จะโดนเป้า โอสถระดับ 4มันกลับถูกกำแพงใสบางอย่างขวางกั้นไว้


    ปัง!!!!! จนทำให้ลูกศรไม่อาจเจาะทะลุได้ เขาเดือดดาลเป็นอย่างมาก ทว่าเมื่อเห็นเกาทัณฑ์ดับตะวันมันก็ทำให้ความโลภบังตา ไม่คิดกลุ่มคนเผ่าเทพพวกนี้ จะเล่นสกปรก เป้านั้นมีเขตแดนป้องกันด้านหน้าไว้ ไม่อาจเจาะผ่านด้วยพลังโดยง่าย



   ชายหนุ่มผู้จัดงาน กล่าวออกมาด้วยท่าที เสียดาย"ขอแสดงความเสียใจน้องชายท่านนี้ด้วย เหมือนว่าเจ้าจะยังแรงไม่ดีพอที่จะเจาะทะลุค่ายกล ชายหนุ่มยกยิ้ม ข้าให้เจ้าอีกดอกหนึ่งเป็นกรณีพิเศษเจ้าว่าเช่นไร"


 

ครั้นชายหนุ่มที่ยิงเกาทัณฑ์ ได้ยินปากของเขา แยกเขี้ยว เคี้ยวฟันในทันที เมื่อเห็นฝูงชนโดยรอบมองว่าตัวเขาเป็นตัวตลก ก่อนจะเดินจากไปด้วยความเดือดดาลอยู่ไม่น้อย    "เจ้าฝากไว้ก่อน อย่าให้ข้าเจอเจ้าภายใน มิติหุบเหวสวรรค์นะ"


 

อี้เฉินที่เห็นภาพเบื้องหน้าเต็มสองตา เขาถึงกับส่ายหัวออกมายาว 'หากินง่ายๆ เช่นนี้เลยงั้นหรือ ถึงว่ามีแต่ขาจรที่เข้าไปร่วมสนุกเท่านั้น แต่เจ้าเกาทัณฑ์ดับตะวันนั้นก็ดึงดูดสายตาของเขาอยู่ไม่น้อย อยากได้มันมาครอบครองเสียจริง'

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน