ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาไม่รู้ว่ากับดักภายในสระกระบี่เนินพยัคฆ์ได้คร่าชีวิตของผู้คนไปแล้วเท่าใด
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกปิติยินดีเล็กน้อยที่จุดประสงค์ของเขานั้นชัดเจนคือเข้ามาที่นี่เพื่อบัวขาวจิตกระจ่าง และในเมื่อได้บัวขาวจิตกระจ่างมาแล้วเขาก็จะออกจากสระกระบี่นี้ไปอย่างแน่นอน
ดังนั้นแม้ไม่มีคำเตือนของคุณชายรูปงาม เขาก็ไม่มีทางติดกับดักอยู่แล้ว
และแน่นอนว่าเพื่อเป็นการตอบรับความเอาใจใส่ของคุณชายรูปงามเขาจึงรีบหยิบป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์ออกมาจากอกพลางเอ่ยขึ้นว่า “ป้ายคำสั่งยังอยู่ดี”
“ไม่หายก็ดีแล้ว”
คุณชายรูปงามคลี่ยิ้มพร้อมพูดขึ้นอย่างพึงพอใจ “หากเจ้าไม่มี ข้าคงต้องล้มเลิกการแย่งกระบี่แล้วไปช่วยเจ้าแย่งป้ายคำสั่งแทน”
“แย่งกระบี่หรือ”
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา
“ใช่แล้ว เป็นการแย่งชิงครั้งสุดท้าย”
คุณชายรูปงามอธิบาย “เจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าในสระกระบี่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงพวกเราสามคนเท่านั้นแม้มีคนไม่รู้ความลับของถ้ำกระบี่ทว่าเมื่อฝูงกระบี่ก่อตัวขึ้นก็ไม่พ้นทำให้พวกเขาต้องประหลาดใจอยู่แล้ว และเมื่อถึงเวลานั้นในยามที่เหล่าผู้มากฝีมือมารวมตัวกัน หากมีคนสักหยิบมือจ้องคว้ากระบี่เล่มเดียวกันภายใต้สถานการณ์นั้นต่อให้เวลามีจำกัด พวกเขาก็คงแข่งกับเวลาไม่ยอมอ่อนข้อให้กันและกันและใช้พลังทั้งหมดเพื่อแย่งชิงกระบี่อย่างแน่นอน”
คุณชายรูปงามตาเป็นกระกายพร้อมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันไพเราะที่ระคนไปด้วยความระมัดระวัง “ไม่ต้องพูดอะไรมากมาย เมื่อถึงเวลานั้นสถานการณ์จะวุ่นวายมากแน่นอน เจ้าห้ามประมาทเป็นอันขาด”
“เข้าใจแล้ว...”
เซียวจิ่งหยวนพยักหน้าเล็กน้อย “อย่ากังวลไปเลยข้าจะไม่ผลีผลามแน่นอน หากไม่ไหวจริงๆ ข้าจะไม่ลงมือใดๆ เพราะความปลอดภัยนั้นสำคัญที่สุดเจ้าเองก็เช่นกันนะ...”
“อื้อ!”
เสียงของคุณชายรูปงามอ่อนโยน ดวงตาที่ยิ้มแย้มงดงามดุจพระจันทร์ที่ถูกปกคลุมด้วยอาภรณ์บาง
“อะแฮ่ม!”
ทันใดนั้นเณรน้อยก็พูดแทรกด้วยท่าทางเคร่งขรึม “โยมทั้งสอง พวกเจ้าลองสังเกตดูดีๆ เหมือนรอบข้างจะมีการเคลื่อนไหวบางอย่าง”
หัวใจของเซียวจิ่งหยวนเต้นแรง รีบตั้งใจฟังทันที
ในเวลานั้นเองมีเสียงอันแผ่วเบาแว่วเข้าโสตประสาทของเขาเขาลองตั้งใจแยกแยะอย่างละเอียดก่อนจะรู้สึกว่าเสียงนั้นดังหึ่งประหนึ่งแมลงวันบินว่อน เหมือนฝูงผึ้งที่โบยบิน
“กระบี่บินกำลังจะออกมาแล้ว...”
ดวงตาของคุณชายรูปงามเป็นประกาย พูดขึ้นอย่างสุขใจ “ทุกคนรีบเตรียมตัวให้พร้อม”
หัวใจของเซียวจิ่งหยวนตึงเครียดขึ้นทันใด เขารีบมองไปรอบๆ ถ้ำก่อนตรงหน้าจะปรากฏฉากอันวิจิตรอลังการที่ทำเอาเขาตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ
ในยามนี้มีเงาดำทมึนบินว่อนไปทั่วกระบี่บินมากมายพุ่งออกมาจากช่องว่างแต่ละช่อง เดิมทีจำนวนของกระบี่บินมีน้อยบางตาแต่เพียงไม่นานจำนวนกระบี่บินกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมกลุ่มกันพรั่งพรูบินออกมาจากช่องว่างกระจัดกระจายไปทั่ว
ฟิ้วๆๆๆ ...
กระบี่บินจำนวนมหาศาลพุ่งเหินออกมาจากทุกทิศทางรวมกลุ่มบินว่อนไปมาบ้างเป็นระเบียบ บ้างยุ่งเหยิงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วดั่งสายฟ้า ในช่วงเวลาอันสั้นฝูงกระบี่ก็ครอบคลุมไปทั่วโถงถ้ำอันกว้างใหญ่เสียงตึงตังดังสนั่นหวั่นไหว กระบี่บินจากมุมต่างๆบินเข้าปะทะเสียดสีกันจนก่อให้เกิดประกายไฟสว่างไสว
กระบี่หลายหมื่นหรือหลายแสนเล่มบินว่อนขึ้นลงไปมาราวสายน้ำกว้างขวางท้องทะเลไพศาล เหินพาดผ่านกลางอากาศประดุจดวงดาวอันงดงามทำให้ผู้ที่มองมาต้องตาพร่าเป็นเวลานาน
“เฮ้ เจ้าดูนั่นสิ...”
ในขณะเดียวกัน คุณชายรูปงามดึงแขนของเซียวจิ่งหยวน พร้อมเหยียดริ้วเรียวยาวชี้ออกไป“กระบี่เล่มนั้นเป็นเช่นไร”
เซียวจิ่งหยวนตั้งสติก่อนหันศีรษะกลับมามองท่ามกลางฝูงกระบี่ที่โหมกระหน่ำ กระบี่บินส่วนใหญ่มีรูปทรงธรรมดาพื้นผิวขรุขระเต็มไปด้วยรอยร้าวที่ทั้งแตกทั้งหัก กระบี่บินที่ชำรุดเหล่านั้นคงถูกทิ้งให้บินปะทะกันเองไปมาเป็นเวลากว่าพันปีจนเกิดเป็นรอยแผลที่ลบไม่ออกเช่นนี้
ทว่ายังมีกระบี่บินบางส่วนที่เปล่งแสงสว่างเจิดจ้าได้ไกลหลายลี้ลำแสงกระบี่สาดส่องทะลุกลีบเมฆบาดสายตา กระบี่บินประเภทนี้เป็นกระบี่ที่สวยงามโดดเด่นออกจากฝูงกระบี่ธรรมดาไม่มีผู้ใดสามารถละสายตาไปได้
กระบี่บินเล่มที่คุณชายรูปงามสนใจคือกระบี่บินสีทองอร่ามเล่มหนึ่ง
เซียวจิ่งหยวนรู้ดีว่ากระบี่บินเล่มนั้นมีจิตวิญญาณอยู่เต็มเปี่ยมราวหงส์งามร่อนสาดส่องแสงงดงาม แหวกว่ายไปมาอย่างไม่รีบร้อนอยู่ท่ามกลางกระแสกระบี่บินชำรุด
เพียงแรกเห็นทุกคนก็รู้ได้ทันทีว่ากระบี่เล่มนี้คือกระบี่บินที่ดีที่สุด
“กระบี่ที่ดี...”
เซียวจิ่งหยวนชำเลืองมองก่อนพบว่าบริเวณโดยรอบเงียบสงัดไร้ซึ่งผู้บำเพ็ญผู้อื่น ช่างเป็นโอกาสที่ดียิ่งนัก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็อยากรีบบินออกไปเก็บกระบี่มาใส่ในกระเป๋าของตน
ทว่าในขณะนั้นเอง คุณชายรูปงามกลับรั้งมือเขาไว้พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตำหนิ “เจ้าจะทำสิ่งใด”
“เอ่อ…”
เซียวจิ่งหยวนงุนงง “เจ้าไม่ได้บอกว่าจะไปแย่งกระบี่บินหรอกหรือตอนนี้ยังไม่มีใครอยู่รอบๆ ข้ารีบไปแย่งมาเสียจะดีกว่า”
“คิก!”
จู่ๆ คุณชายรูปงามหลุดหัวเราะออกมาดวงตานั้นโค้งมนจนดูเหมือนจิ้งจอกตัวหนึ่ง “เจ้าควรขอบคุณข้านะนี่คือบุณคุณที่ข้าช่วยชีวิต เจ้าต้องจดจำให้ดี ห้ามลืมเด็ดขาด...”
“อะไรนะ”
เซียวจิ่งหยวนงุนงง ไม่เข้าใจเรื่องราว
ระหว่างที่เขากำลังสับสนนั้นก็มีเงาของผู้บำเพ็ญผู้หนึ่งปรากฏขึ้นใบหน้าเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น รอบกายลอยคลุ้งไปด้วยหมอกหลากหลายสีสัน หมอกอันสวยงามนั้นคล้ายเป็นวงแหวนรอบกายมือขนาดใหญ่พุ่งผ่านทะลุอากาศมาจับกระบี่บินวิเศษอันแหลมคมที่เปล่งประกายสีเงินไว้แน่นในฉับพลัน
“มีคนแอบซ่อนอยู่ในความมืดมิดจริงๆ ด้วย...” เหมือนเซียวจิ่งหยวนจะเข้าใจขึ้นเล็กน้อย ทว่ากลับยังคงงุนงงอยู่ไม่หายเพราะในเมื่อยังมีผู้อื่นซ่อนตัวอยู่ ดังนั้นจึงควรต้องรีบลงมือก่อนเพื่อไม่ให้ของดีถูกแย่งชิงไปเสียก่อนสิ
เพราะเหตุใดคุณชายรูปงามถึงได้ห้ามไม่ให้เขาลงมือเช่นนี้
ระหว่างที่เซียวจิ่งหยวนกำลังงุนงงก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในถ้ำกระบี่อันกว้างขวางอย่างฉับพลัน!
ฝูงกระบี่ขนาดใหญ่และกระบี่บินจำนวนมากหยุดชะงักลง เพียงลมหายใจเดียว กระบี่บินเหล่านั้นก็ขยับเขยื้อนอีกครั้งราวกับตื่นขึ้น กระบี่บินนับหมื่นที่อยู่เต็มทุกซอกมุมในถ้ำกระบี่พุ่งเข้าไปจองจำผู้บำเพ็ญคนนั้นประหนึ่งลูกศรนับหมื่นที่ยิงออกไปในคราวเดียว
กระบี่บินนับแสนเล่มบินว่อนไปทั่วราวสายฟ้าจนเซียวจิ่งหยวนรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างเจิดจ้าอยู่ตรงหน้า เพียงหนึ่งครู่รัดนิ้วมือณ ตำแหน่งของผู้บำเพ็ญคนนั้นก็ระเบิดออกประดุจดอกไม้ไฟดอกหนึ่งบานสะพรั่ง...
ฝูงกระบี่ที่เพิ่งตื่นขึ้นพลันสงบลงอีกครั้งตั้งแต่ที่เขายังไม่ทันตั้งตัว
กระบี่บินอันหนาแน่นกลับมามีจังหวะที่ควรมีอีกครั้งบ้างเป็นเหมือนลูกศรที่ฉวัดเฉวียนไปมาอย่างรวดเร็วบ้างเป็นเหมือนฝุ่นในจักรวาลที่ล่องลอยไปมาอย่างเชื่องช้าเหตุการณ์เมื่อครู่เสมือนเป็นเพียงภาพลวงตา
เซียวจิ่งหยวนมึนงง ยืนนิ่งไม่ขยับราวท่อนไม้
“เป็นอย่างไรเล่า กลัวแล้วหรือไม่”
มือเรียวเล็กของคุณชายรูปงามสั่นไหวเล็กน้อย พลางยิ้มเอ่ย “ใช่แล้ว เมื่อครู่ข้าลืมบอกเจ้าไปเลย ว่าช่วงเวลาที่กระบี่บินมารวมฝูงกันจะเป็นช่วงเวลาที่อันตรายมากที่สุดหากผู้ใดคิดว่าเพียงเห็นกระบี่ชั้นดีก็สามารถปรี่เข้าไปคว้าเอากระบี่ได้ตามต้องการนั้นถือว่ารนหาที่ตายนัก”
คุณชายรูปงามคลี่ยิ้มอ่อน “หากด่านที่สามของสระกระบี่ง่ายเช่นนั้นแล้วเหตุใดผู้คนมากมายถึงต้องไปสู้รบกันที่สระบัวกับถ้ำเทพสถิตเพื่อแย่งชิงสมบัติกันด้วยเล่า”
“การพุ่งตรงไปยังด่านที่สามโดยตรงทันทีหลังเข้ามาในสระกระบี่เพื่อเฝ้าคอยรอโอกาสเข้าหาเป็นการกระทำที่ประหยัดทั้งแรงและเวลาเลยคิดแบบนั้นอยู่หรือไม่”
มีการเสียดสีแฝงอยู่ในน้ำเสียงของคุณชายรูปงาม “ทว่าน่าเสียดายนะ เนื้อไม่มีวันตกลงมาจากท้องฟ้า และการชุบมือเปิบก็ไม่มีวันเกิดขึ้นในสระกระบี่เนินพยัคฆ์แห่งนี้เพราะในความเป็นจริงแล้วเ มื่อเทียบกับสองด่านก่อนหน้านี้ด่านที่อันตรายที่สุดก็คือถ้ำกระบี่แห่งนี้ต่างหาก!”
คุณชายรูปงามพูดอย่างตรงไปตรงมา “หรืออาจบอกได้ว่าเวลาที่อันตรายที่สุดคือเวลาที่กระบี่บินออกมารวมตัวกันนั่นเอง”
“เพราะเหตุใด”
เซียวจิ่งหยวนทั้งตะลึงไม่เข้าใจเขาจ้องขึ้นไปบนท้องฟ้าก่อนพบเพียงกระบี่บินที่กำลังแหวกว่ายอยู่กลางอากาศอย่างวุ่นวายแต่ก็เป็นระเบียบดูสงบและไร้ภัยอันตรายใดๆ แต่เขากลับยังคงจำได้ดี ว่าเมื่อครู่กระบี่บินอันหนาแน่นเหล่านั้นเป็นดั่งดาวตกที่ส่องแสงทอประกายสีทองออกมาแค่เพียงชั่วพริบตาผู้บำเพ็ญที่มีพลังมากคนหนึ่งกลับต้องกลายเป็นดั่งดอกไม้ไฟอันเรืองรองจางหายไปอย่างไร้ร่องรอยภายในเวลาอันรวดเร็ว
การบำเพ็ญ อาวุธวิเศษ พลังเหนือธรรมชาติ และเคล็ดวิชาล้วนนำมาใช้ได้ไม่ทันจนต้องตายไปอย่างไม่เหลือซากช่างน่าสงสารยิ่งนัก ตอนนี้เขาถึงเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดคุณชายรูปงามจึงพูดว่าเมื่อครู่ถือเป็นบุญคุณช่วยชีวิต เพราะหากเมื่อครู่เขาออกไปคว้ากระบี่บินนั้นไว้บางทีคนที่กลายเป็นเหมือนดอกไม้ไฟอันสวยงามอาจต้องเป็นเขาแทนก็ได้
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกกลัวจนเหงื่อเย็นไหลโชกไปทั่วหน้าผากในทันใด
“ข้าไม่รู้เหตุผลหรอก...”
คุณชายรูปงามส่ายหน้าพร้อมพูดต่อ “บางทีอาจเป็นเพราะอาคมผนึกอันลึกลับที่อยู่ในถ้ำกระบี่หรืออาจเป็นเพราะกระบี่มีจิตวิญญาณ ซึ่งสามารถโจมตีหรือปกป้องกันและกันได้...”
“แต่เมื่อกระบี่ทุกเล่ม ไม่ว่าจะสมบูรณ์ไร้รอยหรือจะพังจนไม่น่ามองรวมใจเข้าโจมตีใครสักคนหนึ่งเกรงว่าแม้แต่เซียนเองก็ยังต้องหนีให้ห่างจากหายนะครั้งนี้”
เซียวจิ่งหยวนและฝ่าเซี่ยงล้วนเห็นด้วยกับสิ่งนี้
แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาต่างต้องสงสัย แล้วพวกเขาจะเข้าไปคว้ากระบี่บินมาได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นจากคำพูดของคุณชายรูปงามเมื่อครู่ช่วงเวลาที่ต้องเข้าไปคว้ากระบี่บินไม่เพียงแต่เป็นการกระทำอันแสนลำบากแล้วบางทีอาจต้องต่อสู้แย่งชิงกับผู้บำเพ็ญผู้อื่นอีก ซึ่งจะอันตรายมากยิ่งขึ้น...
ทว่าในยามนี้ทุกคนต่างไม่กล้าเสี่ยงลงมือชิงกระบี่บิน แล้วจะเกิดการต่อสู้ได้อย่างไร อันตรายจะมาจากที่ใดกันแน่
คำถามมากมายทำให้เซียวจิ่งหยวนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีดวงตาเต็มไปด้วยความต้องการขอความช่วยเหลือ
คุณชายรูปงามหัวเราะคิกคัก ดูสวยงามและโอนอ่อนประหนึ่งบุปผาที่กำลังผลิบาน “เณรน้อยเวลามีไม่มากแล้ว เจ้าช่วยสาธิตและเปิดโลกให้เขาหน่อยเถิด”
“อมิตาพุทธ...ได้สิ” ฝ่าเซี่ยงตอบตกลง พร้อมลงมืออย่างไม่ลังเล
ภายใต้การจดจ่อของเซียวจิ่งหยวน เณรน้อยกวาดพื้น นั่งขัดสมาธิลงไปก่อนเริ่มกำหนดลมหายใจเข้าสู่การทำสมาธิไปภายในเวลาอันรวดเร็ว
“สิ่งนี้คือ...”
เซียวจิ่งหยวนตะลึง ใจกำลังสงสัยว่าต้องนั่งท่าใดถึงจะถูกต้อง ทว่าในระหว่างที่กำลังสับสนเขาก็พลันเห็นมือเรียวของคุณชายรูปงามที่ส่งสัญญาณชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาเงยหน้ามองตามขึ้นไปก่อนตกใจจนอ้าปากค้าง
ในยามนี้ท่ามกลางถ้ำกระบี่อันมืดมิดทันใดนั้นก็มีสัตว์ร้ายตัวใหญ่ดูดุร้ายน่าสะพรึงกลัวท่าทางคล้ายเต่าปรากฏขึ้น...ไม่สิ ควรเรียกว่าเต่ายักษ์ต่างหาก
ร่างกายอันมหึมาของเต่ายักษ์เคลื่อนที่โซเซไปมาอย่างเชื่องช้าอยู่กลางอากาศเต่ายักษ์เงยหน้าขึ้นฟ้า ร้องคำรามเสียงกึกก้อง เปี่ยมด้วยพลังแห่งความชั่วร้าย
“เกิดอะไรขึ้น”
ในขณะที่เซียวจิ่งหยวนกำลังงุนงงจนทำอะไรไม่ถูกมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอีกเหตุการณ์หนึ่งภายหลังที่เต่ายักษ์อัปลักษณ์ปรากฏกายขึ้นยังมีระฆังใบยักษ์ปรากฏขึ้นมาอีกหนึ่งใบด้วย...