ตอนที่ 18 คงอวิ๋น ปรมาจารย์หลอมอาวุธ (4)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำให้หลายคนตกตะลึงแม้แต่ซือคงก็ตื่นเต้นขึ้นมาวูบหนึ่งด้วยความยินดีก่อนจะถอนใจยาวเมื่อตระหนักได้ว่า สุดท้ายไม้ก็ะเิออกอยู่ดี
ซือเฟิงหลงหันไปสบตาบิดาด้วยสีหน้าเสียดายเล็กน้อยแต่ก็ไม่ลืมยิ้มให้มารดาอย่างเฉิดฉันท์ เขาไม่สนใจจริงๆว่าจะสามารถเอาชนะหลิ่วเอ้อร์หรงได้หรือไม่ แค่อยากเห็นว่าบัณฑิตจริงๆเขาประดิษฐ์อักษรกันอย่างไรเสียมากกว่า หลังค้นพบว่ายามคัดอักษรไม่ว่าจะเป็ยามเขียนบนพื้น เขียนบนอากาศ หรือเขียนมันในใจหากมีสมาธิมากพอเขาจะสามารถแตะสภาวะสุญญะตาได้ครู่หนึ่งหากได้เรียนรู้หลักการที่ถูกต้องวิธีการนี้อาจนำไปสู่การรู้แจ้งกฎว่างก็เป็ได้
หลังคลายจากอาการใกรรมการทั้งสามก็เข้ามาดูตัวอักษรของซือเฟิงหลง ต่างก็พากันชะงักลู่ฉางเฟิงมองแล้วมองอีกก่อนจะถามว่า “ความหมายของอักษรตัวนี้คือ?”
ซือเฟิงหลงหลุบตามองตัวอักษรเขาไม่ได้เขียนออกมาตามแบบตัวอักษรที่เห็นในตำราทั่วไป แต่กลับตวัดไปตามอารมณ์บอกไม่ได้ว่าเหตุใดถึงทำเช่นนี้ แต่ในเมื่อเรียกว่าการประดิษฐ์อักษรขอเพียงพื้นฐานมาจากสิ่งเดียวกันความหมายย่อมไม่แตกต่าง จึงอธิบายว่า“ข้าไม่เคยร่ำเรียนในสถานศึกษามาก่อน ั้แ่เล็กก็ช่วยบิดาทำงานในโรงตีเหล็กแม้ไม่ใช่บุตรชายผู้สูงศักดิ์แต่ก็มีเกียรติ เพราะข้าอ่านตำราที่บิดาซื้อใช้จ่ายดื่มกินด้วยของที่มารดาทำให้ ไม่ฉ้อฉล ไม่สร้างความเดือนร้อนให้ผู้ใดแต่ถ้าถูกรังแกก็ไม่ควรส่งเสริมคนเลวด้วยการนิ่งเฉยให้คนรังแกนี่คือคุณธรรมพื้นฐานที่ข้าถูกสั่งสอนมา แม้ไม่ใช่บัณฑิตขอเพียงแค่จิตใจของของข้าสูงส่งพอใจมุ่งสู่ฟ้า ไม่ลำเอียงไม่เบียดเบียนก็คือจิตฟ้า อักษรที่ข้าเขียน ก็คือ ‘ใจฟ้า’[1]”
องค์ชายรองและลู่ฉางเฟิงมองตัวอักษรที่ค่อนข้างหวัดตัวเทียนยังคงรูปร่างมาตรฐานทั่วไปอยู่บ้างแต่ตัวซินกลับไร้กฎเกณฑ์จนเกือบมองไม่ออกว่าคืออักษรอะไรเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอักษรจิ้งย่อมด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ไม่มีคำวิจารณ์ไม่มีคำชม มีเพียงความเงียบงัน
ทว่าเฉินเจียหลางกลับหัวใจสั่นสะท้านเขามองอักษร ‘เทียนซิน’ตรงหน้า ราวกับกำลังมองตัวอักษรที่สลักลงบนหน้าผาสูงเสียดฟ้า อักษร ‘เทียน’ สูงเทียมเมฆ ประหนึ่งเชื่อมฟ้าดินเข้าด้วยกันอักษรซินที่ลากหวัดๆ เหมือนน้ำสามหยดเคลื่อนไหวดุจคลื่น ประหนึ่งมหาสมุทรรองรับจิติญญายิ่งใหญ่ไม่ว่าฟ้าหรือใจ ไม่มีอักษรใดธรรมดา เขารีบถอนสายตาออกมาพลางสูดหายใจเฮือกใหญ่เหงื่อไหลช้าๆ จากจอนผมลงมาตามข้างแก้ม
ปฏิกิริยาของเฉินเจียหลางทำให้ทุกคนหันมองเขาเป็ตาเดียวองค์ชายรองเอ่ยถามหยั่งเชิงว่า “บัณฑิตเฉินคิดว่าอย่างไร?”
“ทูลองค์ชายรอง ใจฟ้าไร้ความลำเอียงสิ่งที่หม่อมฉันมองเห็น คือเทียนสูงเสียดฟ้า ซินเคลื่อนไหวดุจคลื่น พะยะค่ะ”
องค์ชายรองอึ้งงันก้มลงมองอักษรอีกครั้ง เมื่ออาศัยคำอธิบายของเฉินเจียหลาง จึงเห็นได้ว่าอักษร ‘เทียนซิน’ นี้สามารถเคลื่อนไหวได้จริง
ลู่ฉางเฟิงกลับไม่อาจมองสิ่งใดออกเขาพยายามมองอยู่นานมากก็ไม่อาจเห็นอย่างที่เฉินเจียหลางกล่าวอ้างได้ จึงเอ่ยว่า“หม่อมฉันกลับไร้สามารถ มองไม่ออกแม้แต่น้อยพะยะค่ะ”
หลิ่วเอ้อร์หรงขยับเข้ามาดูแล้วถือโอกาสยืนยัน“หม่อมฉันก็ดูไม่ออกเช่นกันพะยะค่ะ เห็นเพียงอักษรที่ดูเหมือนไม่ตั้งใจเขียนลากเส้นไม่ตรง น้องสาวของหม่อมฉันก็คัดอักษรออกมาได้โย้เย้เหมือนกันพะยะค่ะ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบด้านหลิ่วเอ้อร์หรงหัวเราะเบาๆ ราวกับกำลังขบขันแกมเอ็นดูเมื่อกล่าวถึงน้องสาวของตน
องค์ชายรองยืดตัวขึ้นมองซือเฟิงหลงยิ้มๆ ตรัสว่า “เดิมทีการแข่งขันประดิษฐ์อักษรนั้นเป็การแข่งขันระดับสูง คนที่สามารถเป็ผู้ตัดสินได้ย่อมต้องเป็ปราชญ์ทางด้านอักษรในเมื่อวันนี้ทั้งเ้าและบัณฑิตหลิ่วต่างก็สร้างผลงานน่าประทับใจข้าจะขอติดค้างคำตัดสินไว้ก่อน วสันตฤดูปีหน้ายามที่เ้ามาสอบเข้าข้าจะให้คำตัดสินแก่พวกเ้าทั้งคู่เอง”
ตรัสจบก็หันไปสั่งองครักษ์ข้างกาย“ให้คนมายกถาดทรายไปที่ห้องของอาจารย์ใหญ่!”
“พะยะค่ะ!”
เหล่านักเรียนที่ล้อมมุงอยู่ต่างอยากรู้อยากเห็นเป็กำลังกลับพบว่าผลงานกำลังจะถูกยกออกไปต่างก็พากันถอนใจเสียดาย
องค์ชายรองมองเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตาจึงตรัสว่า“ไม่ต้องใจร้อน หลังจากปราชญ์อักษรผ่านตาผลงานทั้งสองแล้ว ข้าจะให้นำออกมาให้ทุกคนได้ชื่นชม”
ซือเฟิงหลงประสานมือคาราวะเขารู้สึกประทับใจในตัวองค์ชายรองผู้นี้ไม่น้อย ไม่พูดถึงว่าเขาเป็คนเช่นไรแค่ใจเที่ยงธรรมที่แสดงออกมาอย่างเป็ธรรมชาติยามนี้ ก็มากพอจะทำให้ผู้คนรู้สึกดีกับองค์ชายพระองค์นี้แล้ว
หลังจากองค์ชายรองจากไปหลิ่วเอ้อร์หรงก็ขยับเข้ามาพูดกับซือเฟิงหรงเสียงเบาแทบเป็เสียงกระซิบ “เ้าคิดว่าตัวอักษรยึกยือของเ้าจะเปลี่ยนแปลงความจริงได้หรือองค์ชายรองอ่อนโยนต่อประชาชนของพระองค์ จึงไม่ได้ประกาศผลที่นี่เวลานี้ก็แค่เหลือความหวังไว้ให้เ้าได้มีเวลาทำใจเท่านั้น คิดจริงหรือว่าจอกแหนไร้รากจากที่ไหนก็เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงได้”
เฉินเจียหลางชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปหาซือคงปรายตามองหลิ่วเอ้อร์หรงก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้มแย้มราวกับกำลังคุยกันอย่างถูกคอ
ซือเฟิงหลงยิ้มไร้เดียงสากล่าวด้วยน้ำเสียงปกติว่า “ข้าเห็นด้วยกับคำกล่าวของคุณชายหลิ่วที่ว่าสำนักศึกษาหลวงแห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่หมาแมวที่ไหนก็สามารถเข้าเรียนได้ง่ายๆั้แ่ข้าได้ยินคำกล่าวนี้ของท่านก่อนหน้านี้ ข้าก็ไม่้าเรียนที่นี่แล้ว”
หลายคนที่กำลังจะแยกย้ายจากไปพลันชักเท้ากลับมาที่เดิมราวกับกลัวว่าโลกนี้ยังวุ่นวายไม่พอ พลันมีเสียงดังมาจากด้านข้าง “เด็กน้อยเ้าทำตัวเหลวไหล ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำมาท้าทายบัณฑิตสำนักศึกษาหลวงถึงหน้าประตู ตอนนี้ยังจะมาพูดวาจาไม่น่าฟังอันใดอีก”
เหล่าฝูงชนต่างพยักหน้าเห็นด้วยก่อนหน้านี้มีการแข่งขัน อยู่ต่อหน้าองค์ชายรองจึงไม่มีใครกล้าพูดมากตอนนี้องค์ชายรองจากไปแล้ว เ้าเด็กนี่กลับไม่รีบไสหัวไป กลับยังจะอยู่ตีฝีปากต่อคิดว่าที่นี่เป็ตลาดสดหรือไร
ซือเฟิงหลงไม่รอให้มีเสียงพูดของใครดังแทรกขึ้นมาอีกชี้ไปที่เอ่ยคำพูดเมื่อครู่ถามว่า “ตอนที่ข้ามาถึงสำนักศึกษาเ้าเห็นข้าเอ่ยท้าทายเขาด้วยตาตัวเองหรือไม่”
คนผู้นั้นอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าซือเฟิงหลงจึงถามต่อว่า“เช่นนั้นเ้ารู้ได้อย่างไรข้ามาเพื่อขวางประตูท้าทายบัณฑิตสำนักศึกษาหลวงั้แ่แรก! หัวข้าไม่ได้ถูกประตูหนีบมาเสียหน่อย”
หลิ่วเอ้อร์หรงหัวเราะขัดจังหวะขึ้นเอ่ยอย่างประณีประนอมว่า “เอาละ! ตอนนี้การแข่งขันที่เ้าเสนอก็จบแล้วเอาอย่างนี้ดีหรือไม่สหายน้อยเราค่อยมาแข่งขันกันใหม่ในหัวข้ออื่นหลังจากที่เ้าเข้าเรียนในสำนักศึกษาแล้ว”
“อย่าดีกว่า!” ซือเฟิงหลงยกมือห้าม ขยับออกห่างจากคนแซ่หลิ่ว มองเขาอย่างกังขา “เป็ถึงบัณฑิตกลับไม่ให้ความสำคัญกับลำดับก่อนหลัง คนที่เสนอให้แข่งขันกันในขั้นแรกก็คือเ้าพิณ หมาก ภาพวาด บทกวี ข้าไม่รู้จักทั้งนั้นดังนั้นข้าจึงได้เสนอการเขียนอักษรบนพื้นทรายเพราะเป็สิ่งเดียวที่ข้าทำได้ข้าไม่ขอรับน้ำโคลนที่เ้าสาดออกมาหรอกนะ”
นักเรียนที่ล้อมมุงดูพากันเงียบงันหันมองหน้ากันไปมาอย่างสับสน หลิ่วเอ้อร์หรงขมวดคิ้ว ส่งสายตาให้สหายอย่างไม่ให้เป็ที่สังเกตบัณฑิตอีกผู้หนึ่งจึงก้าวออกมายอมรับผิด
“สหายน้อยเ้าอาจฟังผิดไปเอง เดิมทีข้าเพียง้าแสดงน้ำใจเพราะเ้ากับครอบครัวดูเหมือนกำลังหลงทาง ถามไปถามมากลับกลายเป็ว่าไปสะกิดจุดอ่อนของเ้าจนสร้างความไม่พอใจขึ้นจึงได้เกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้ ข้าขออภัยที่ทำตัวหยาบคายแล้ว”พูดจบก็ประสานมือคำนับอย่างจริงใจ
คำอธิบายของบัณฑิตผู้นี้ทำให้คนที่มุงดูอยู่กระจ่างแจ้ง “โธ่เอ้ยที่แท้ก็แค่เื่เข้าใจผิด เ้าก็อย่าได้ถือสาถึงอย่างไรเ้าก็พูดเองว่าไม่รู้จักศาสตร์ศิลป์อื่นใดนอกจากอักษร”
ซือเฟิงหลงพลันหน้าซีดถอยหลังกรู “เ้าไม่เอ่ยถึงปัญหาที่ว่าเหตุใดเ้าจึงจงใจมาขวางทางไม่ยอมให้ข้ากับบิดามารดาเข้าพบอาจารย์ใหญ่พูดไปพูดมาก็หาว่าข้าเข้าใจผิดคิดสร้างเื่ขึ้นมาเองเพียงเพราะถูกเ้าพูดแทงใจดำเช่นนั้นหรือ?สำนักศึกษาหลวงที่สอนคนเช่นนี้ออกมาได้ทำให้ข้าหวาดกลัวยิ่งนัก”
เด็กชายหันไปทางมารดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น “ท่านแม่ข้าไม่เรียนที่นี่แล้วได้หรือไม่ยังไม่ทันได้เข้าเรียน ก็เจอกับการกลั่นแกล้งรังแกเช่นนี้แล้ววงการขุนนางช่างน่ากลัวนัก แม้ไม่อาจใช้คนเพียงกลุ่มเดียวตัดสินผู้คนทั้งหมด ดังคำกล่าวที่ว่าใจฟ้าไร้ความลำเอียง องค์ชายรองเที่ยงธรรมแต่ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนร่วมสำนักศึกษาจะเที่ยงตรง ข้าไม่เหมาะกับที่นี่จริงๆให้ข้าอยู่ที่โรงตีเหล็กช่วยงานท่านพ่อเถอะขอรับ”
จูหลันพลันพูดไม่ออกนางไม่เคยเห็นบุตรชายในลักษณ์อ่อนแอหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อนแม้จะรู้ว่าเขาแค่แสดงละคร ใช่เล่ห์เหลี่ยมเดียวกันตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามแต่ใจนางก็อ่อนยวบยาบรู้สึกสงสารบุตรชายอยู่ดี จึงเผลอตอบออกไปว่า “ได้ๆแม่ตามใจลูก”
แววตาของหลิ่วเอ้อร์หรงพลันเปล่งประกายโเี้ขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะจางหายไปในเวลาอันรวดเร็วเมื่อสายตาของบัณฑิตที่อยู่โดยรอบเคลื่อนมายังตน
ทันใดนั้นเสียงของเฉินเจียหลางก็ดังขึ้น “แต่ข้ากลับคิดว่าคุณชายน้อยเหมาะกับสถานศึกษาม่ออู๋หยาของข้า!”
ร่างสูงโปร่งสง่างามเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าซือเฟิงหลงรอยยิ้มเจิดจ้าจนคนแสบตาขณะผายมือขึ้น “สถานศึกษาม่ออู๋หยาไม่ได้คัดเลือกศิษย์จากชาติกำเนิด ขอเพียงมีคุณธรรมต้องตรงกันกับสถานศึกษาย่อมมีโอกาสวาสนานั้นข้าเห็นความสามารถของคุณชายน้อย ได้เห็นการประดิษฐ์ตัวอักษรที่หาดูได้ยาก อักษร ‘เทียนซิน’ก็คือข้อสอบที่ทำให้ข้าบังอาจตัดสินใจแทนอาจารย์เชิญคุณชายซือเข้าเรียนที่สถานศึกษาม่ออู๋หยา”
ทันใดนั้นรอบลานกว้างก็มีเสียงอุทานดังขึ้นราวกับเสียงประทัดแตกแววตาอิจฉา แววกังขา ชื่นชมยินดีล้วนมีทั้งนั้น
ซือเฟิงหลงยืนอึ้งดวงตาเบิกกว้างเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งม่ออู๋หยาผู้นี้ใช่ตัวจริงหรือไม่เหตุใดจึงได้ทำตัวไม่หนักแน่นเช่นนี้ จึงได้หันไปทางบิดาราวกับจะขอคำแนะนำ
ซือคงยังไม่ได้พูดอะไรเฉินเจียหลางก็เดินเข้าไปหาแล้วประสานมือคาราวะเขาอีกครั้งเอ่ยประโยคหนึ่งที่ทำให้ผู้คนภายในลานกว้างพากันอึ้งค้างเป็ครั้งที่สอง
“ขอเชิญปรมาจารย์คงอวิ๋นเยี่ยมเยียนสถานศึกษาม่ออู๋หยาสักครั้ง”
ภายในตรอกเล็กใกล้ทางเข้าของสำนักศึกษาหลวงมีหนึ่งบุรุษหนึ่งเด็กชายกำลังยืนมองดูเหตุการณ์ภายในลานหน้าสถานศึกษาอย่างใกล้ชิด
เด็กชายคนนั้นก็คือจูเจิ้นที่อยู่ในอาการตกตะลึงไม่ต่างจากบัณฑิตทั้งหลาย ใบหน้าของเขาซีดขาวปากพึมพำไม่หยุด “เป็ไปได้อย่างไร เขาถือดีอะไร!”
บุรุษหัวเราะเสียงหยันก่อนจะเปล่งคำพูดที่ไม่ต่างจากการสาดเกลือลงบนแผลของผู้อื่น“ถือดีที่เขามีบิดาเป็ถึงปรมาจารย์คงอวิ๋นนะสิ เ้าเกือบพาข้าซวยไปด้วยแล้วเลิกคิดเสียเถิดจงหาเตาหลอมคนใหม่ที่ไม่ใช่เด็กคนนี้แล้วข้าจะหาอาจารย์สายมารให้เ้า”
พูดจบบุรุษก็หมุนตัวเดินจากไปจูเจิ้นได้แต่มองฝ่าฝูงชนไปยังเด็กชายอีกคน ซึ่งกำลังถูกผู้คนห้อมล้อมไม่ต่างจากตนในตอนนั้น ทว่ายามนี้เขากลับทำได้แค่กัดฟันให้แตกแล้วกลืนมันลงไป!
[1]天心 (เทียนซิน)แปลว่า ใจฟ้า ตัวอักษรที่ซือเฟิงหลงประดิษฐ์เป็ตัวอักษรหวัดแบบเฉ่าซู เขียนแนวตั้งตัวอักษรซิน(心)จะหวัดเป็พิเศษดูคล้ายคลื่นน้ำอยู่ใต้อักษรเทียน (天)