อันว่ามารดาของท่านเ้าคุณภุชงค์นที หรือ ท่านผู้หญิงสายบัว ตอนก่อนจะตั้งครรภ์มีคืนหนึ่งที่ฝันประหลาด วันนั้นเป็คืนวันพระใหญ่ ท่านได้ฝันถึงงูใหญ่เกล็ดสีดำเป็เงาวาว งูตัวนั้นแม้จะนอนขดอยู่ทว่าลำตัวยาวจนขวางทางเดินเสียมิด ครู่หนึ่งมันคล้ายจะรู้สึกตัวว่ามีคนแปลกหน้าจ้องอยู่ จึงค่อยๆ ชูคอยกสูงจนท่านผู้หญิงสายบัวสังเกตได้ว่ามันไม่ใช่งูธรรมดา
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาท่านคืองูดำที่มีหงอนตั้งตระหง่าน ที่น่าตะลึงกว่าคือแท้จริงแล้วมันมีถึงสองเศียร ั์ตามันแดงก่ำราวถูกย้อมด้วยโลหิต ท่านผู้หญิงสายบัวพรั่นพรึงกับสิ่งที่ประสบจนสะดุ้งตื่นกลางดึก ตอนเช้าจึงกระวีกระวาดเข้าวัดนำสิ่งที่ฝันไปสอบถามแก่พระอาจารย์สิณ ณ วัดโมกขจร
พระอาจารย์ได้ฟังก็กล่าวหนึ่งประโยคสั้นๆ ที่ทำให้ท่านผู้หญิงสายบัวนั่งเงียบกริบจนกลับเรือน
“ไปขอลูกกับใคร ถึงเวลาก็ดูแลเขาดีๆ”
หลังจากพระอาจารย์สิณท่านทักได้ราวหนึ่งเดือน ท่านผู้หญิงสายบัวก็ป่วยหนักรอบหนึ่ง เป็เหตุให้ต้องเรียกหมอ ด้วยเหตุฉะนี้ ท่านจึงพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว ทว่าไม่ทราบด้วยเหตุประการใด ร่างกายของท่านผู้หญิงสายบัวก็ค่อยๆ อ่อนแอลง จนท้ายที่สุดท่านผู้หญิงก็เสียชีวิตหลังจากคลอดท่านเ้าคุณได้สามวัน
ณ ปัจจุบัน ท่านเ้าคุณภุชงค์นทีอายุสามสิบปี เป็หนุ่มวัยฉกรรจ์ที่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่แต่งหญิงใดเข้าเรือนดุจเดิม เป็ที่ร้อนใจแก่บิดาอย่างเ้าพระยาสินธพนัก
“ท่านเ้าพระยา ท่านเ้าคุณปฏิเสธไม่ยอมรับการหมั้นหมายขอรับ”
“.....”
สิ้นเสียงบรรยากาศรอบกายพลันเย็นะเื แม้ไม่มีถ้อยคำผรุสวาทใดๆ หลุดออกมา เพียงแค่อาศัยความเงียบก็ชวนให้ข้าทาสคนสนิทหนาวเหน็บไปถึงทรวง โดยไม่รู้ตัวจึงเผลอโน้มศีรษะลงต่ำกว่าเดิม ไม่กล้าแม้แต่จะแอบชำเลืองมองผู้สูงศักดิ์ตรงหน้า
“จิ๊! ไอ้ลูกคนนี้มันจะให้ข้าปวดเศียรเวียนเกล้าไปถึงเมื่อไร!”
เ้าพระยาสินธพขบกรามแน่นจนขึ้นเป็สันนูน ใบหน้าดุดันที่ถูกประดับด้วยหนวดเหนือริมฝีปากทำให้ดูทรงอำนาจบารมีเป็อย่างยิ่ง
เงียบเสียงได้ไม่ทันไร ท่านเ้าพระยาพลันผุดลุกขึ้นจากตั่งกล่าวเสียงดังกังวาน “ไป อ้ายมั่น พาข้าไปหามันซิ!”
บ่าวชายที่หมอบอยู่กับพื้นอุทานแย่แล้วในใจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทว่าร่างกายกลับเคลื่อนไหวตามคำสั่ง เดินนำเ้าพระยาสินธพไปอย่างไม่รีรอ เรือนของเ้าพระยาสินธพและท่านเ้าคุณภุชงค์นทีไม่ใกล้ไม่ไกลจากกันนัก ใช้เวลาไม่นานก็ถึงเรือนของท่านเ้าคุณเป็ที่เรียบร้อย
ไม่รอช้า เ้าพระยาสินธพเดินดุ่มๆ ขึ้นเรือนไปด้วยใบหน้าถมึงทึง
อ้ายมั่นที่สบโอกาสหลุดรอดสายตาจากเ้าพระยาสินธพรีบกระวีกระวาดหันไปเรียกบ่าวที่อยู่ใกล้เคียง “เอ็งรีบไปบอกท่านเ้าคุณให้กลับเรือนประเดี๋ยวนี้ ท่านเ้าพระยามารอที่เรือนท่านแล้ว!”
บ่าวที่อยู่ใกล้เคียงไม่มีใครนอกจากเด็กสาวหน้าตาหมดจดคนหนึ่ง อ้ายมั่นเห็นดังนั้นจึงขมวดคิ้ว เห็นทีว่าคงจะมาปลดเบาพอดี
“เอ็งไปเรียกพ่อให้ไปตามท่านเ้าคุณ บอกตามที่ข้าพูด เข้าใจหรือไม่”
ไม่ทันที่เด็กสาวจะขานรับ อ้ายมั่นก็ได้ยินเสียงเรียกของเ้าพระยาสินธพดังมาจากบนเรือน อ้ายมั่นหน้าถอดสีขานรับแล้วพุ่งตัววิ่งขึ้นเรือนอย่างไม่คิดชีวิต เด็กสาวเม้มริมฝีปากแน่น มือข้างหนึ่งถือตะเกียง อีกข้างหนึ่งกุมเสื้อคลุมแน่น ใช้เวลาไม่นานจึงเริ่มขยับเท้าหายเข้าไปในเรือนพักของทาสรับใช้ ก่อนจะโผล่มาพร้อมกับบ่าวชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ทั้งสองรีบก้าวเท้าไปยังท่าเรือทรุดตัวนั่งลงก่อนรีบจ้วงพายเรือบึ่งหน้าไปยังปลายทางทันที
“แม่ผกา ไหนเอ็งเล่ามาซิ”ลุงจอมถามด้วยสีหน้าไม่ใคร่จะดี
ผ่องผกาส่ายศีรษะไปมา “ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้จ้ะลุง แต่ท่านเ้าพระยาแลดูโกรธนัก เดินขึ้นเรือนไปครู่หนึ่งก็ะโเรียกพี่มั่นเสียงดังราวกัมปนาท”
“ดูท่าคงมีเื่ผิดใจกับท่านเ้าคุณเสียกระมัง”
“ฉันเป็ห่วงท่านเ้าคุณนักจ้ะลุง เรารีบพายเถอะจ้ะ”
ผ่องผกาไม่ได้ปกปิดความรู้สึกห่วงใยที่แทรกผ่านสีหน้าและแววตา เป็เหตุให้ลุงจอมต้องพินิจดวงหน้าของเด็กสาววัยแรกแย้มอย่างอดไม่ได้ ผ่องผกาเป็เด็กสาวผิวขาวเนียนละเอียดไม่เหมือนเ้าแก้วลูกสาวทโมนของตน องคาพยพทั้งห้าก็เข้ารูปเด่นชัด ไม่เหมือนคนทั่วไปที่เครื่องหน้าดาษดื่น มองไปทางไหนก็ดูราบเรียบไม่มีความโดดเด่นให้ต้องตา
“แม่ผกา ความรู้สึกเอ็งก็ไม่ใช่ว่าข้าจะไม่เข้าใจ แต่อย่างไรเราก็คือบ่าวของท่าน จะคิดพูดอย่างไรต้องระวังให้มาก ไม่เช่นนั้นอ้ายอีปากมากจะด่าเอ็งว่าไม่เจียมตัว ริอ่านจะดึงฟ้าลงต่ำ”
ผ่องผกาได้ฟังก็หาได้อับอายไม่ คลี่ยิ้มบางๆ ด้วยเข้าใจว่าลุงจอมมีเจตนาดี “วางใจได้จ้ะลุง ฉันแค่เป็ห่วงในฐานะบ่าวคนหนึ่ง มิได้มีใจจะอาจเอื้อมถึงท่าน อย่างไรท่านก็เป็ถึงผู้มีพระคุณของฉัน”
ครั้นถึงที่หมาย ลุงจอมก็จัดการเทียบเรือเข้าท่าเสร็จสรรพ สองลุงหลานนอกไส้จึงสาวเท้าเข้าไปในวัดโมกขจรเร็วรี่ ผ่องผกาผินมองซ้ายขวาแล้วใจแป้วทันควัน ดีนักที่มีลุงจอมอยู่ด้วยจึงทำใจกล้าเดินเข้าไปใกล้ศาลาการเปรียญ ด้วยหวังว่าจะเจอะคนไม่มากก็น้อย
“ลุงจ๊ะ นั่น...”จังหวะที่ผ่องผกาเห็นเงาตะคุ่มๆ ร่างหนึ่งจึงอดเรียกลุงจอมด้วยความยินดีไม่ได้ ทว่าคล้ายฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง ท้ายประโยคจึงค่อยๆ เงียบเสียลงจนเหมือนเสียงยุงบินผ่าน “ใช่คนไหมจ๊ะ”
ลุงจอมขมวดคิ้วเพ่งมองไปยังเงาตะคุ่มๆ นั้นจนร่างนั้นค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยกันดี เมื่อเห็นว่าเป็คนคุ้นเคยสีหน้าและร่างกายที่แข็งเกร็งก็ผ่อนคลายลงทันตา
“เฮ้อ พ่อเ้าประคุณเอ๊ย! อ้ายเดื่อ เอ็งเห็นท่านเ้าคุณหรือไม่”
อ้ายเดื่อเป็สัปเหร่อและเป็เพื่อนชนิดที่ว่าสนิทกันอย่างแแ่ ก่อนหน้าตนก็ไม่ค่อยจะได้คุยกับมันเท่าไหร่นัก แต่่หลังมานี้ได้มีโอกาสมาทำธุระแทนท่านเ้าคุณบ่อยๆ และหากวันใด้าติดต่อท่านเ้าอาวาสอย่างพระอาจารย์สิณ ตนก็ต้องวานให้อ้ายเดื่อเป็ธุระให้อีกต่อหนึ่ง เนื่องจากท่านเ้าอาวาสชอบความสงบและไม่โปรดการพูดคุยกับคนแปลกหน้าเป็อย่างยิ่ง
“ท่านเ้าคุณ...พระยาธรรมรงค์น่ะรึ”เสียงอ้ายเดื่อที่เอ่ยถามแหบพร่าและเย็นเยียบแปลกพิกล
ด้านลุงจอมก็เอ่ยตอบโดยไม่ติดใจตีความอะไร “ใช่ เ้านายข้านั่นล่ะ”
“รอที่นี่ประเดี๋ยว ข้าไปแจ้งท่านให้”อ้ายเดื่อกล่าวเสียงเนิบก่อนหมุนกายเดินหายลับไปในความมืด ทิ้งให้ลุงจอมเกาหัวแกรกๆ ขมวดคิ้วมุ่นจนหน้ายับยู่ด้วยความสงสัยกับท่าทีเ็า
“มันเป็อะไรของมัน ทำท่าเหมือนคนไม่รู้จักกัน”ลุงจอมพึมพำเสียงแ่ นึกไปนึกมาก็จำไม่เห็นจะได้ว่าไปทำอะไรให้มันช้ำน้ำใจ
เอ...หรือเคืองที่ข้าแพ้พนันชนไก่แล้วไม่จ่ายหนอ
ลุงจอมสะบัดความคิดที่รบกวนนั้นออกไป หันไปมองเด็กสาวที่เงียบเป็เป่าสากข้างกาย ยังไม่ทันจะปริปากเอ่ยอะไรก็ต้องชะงักกึกด้วยอารามใ พื้นที่ข้างกายที่สมควรจะมีผ่องผกาอยู่ด้วยกลับไร้เงาคน แม้กระทั่งมดสักตัวยังไม่มี
จู่ๆ ในหัวก็เริ่มหวนนึกถึงคำที่อ้ายเดื่อพูดกับตนตอนกินเหล้าด้วยกัน
“วัดโมกขจรเป็วัดอาถรรพ์ ถ้าพระองค์ไหนไม่เคร่งวินัยจริงๆ อยู่ไม่ได้หรอก ข้าเป็สัปเหร่อที่นี่มากว่าสามสิบปี เห็นจะมีแต่พระอาจารย์สิณนี่แหละอยู่นานจริง”
“เฮ้อ...ข้าละเหนื่อยใจนัก เป็สัปเหร่อวัดไหนไม่เหนื่อยเท่าเป็สัปเหร่อวัดนี้ เหนื่อยหาของขลังมากันผีไม่พอ ยังต้องเหนื่อยไปเดินตามหาคนที่หายไปอีก เอ็งไม่รู้อะไร วันๆ หนึ่งข้าต้องเดินตามหาคนหายไม่ต่ำกว่าสองคน”
“มันลักซ่อนคนเป็ว่าเล่น ไม่อยู่หลังวัดก็อยู่ตามป่านู่นล่ะ เจอตัวเป็ๆ ก็แล้วไปเถิด กลัวแต่จะเจอเป็ศพ ทุกวันนี้ข้าก็นอนหลับวันเว้นวันอยู่แล้ว ถ้ามีมาเพิ่มข้าไม่ต้องหลับต้องนอนเลยกระมัง”
ฉับพลันขนทุกเส้นภายในร่างก็ลุกขึ้นตั้งชัน สมองขาวโพลนโล่งโจ้งเสียจนคิดอะไรไม่ออก ทั่วสรรพางค์กายเย็นะเืเสมือนไร้ความรู้สึก ปลายนิ้วมือและปลายนิ้วเท้าคล้ายถูกแช่แข็ง ไม่สามารถกระดิกได้แม้สักเสี้ยว ใบหน้าลุงจอมค่อยๆ ถอดสีจนซีดประหนึ่งไก่ที่ถูกต้ม
ขณะนั้น เสียงเดินของบุคคลปริศนาก็ดังขึ้นพร้อมกับค่อยๆ เข้ามาใกล้จนเห็นเป็เงาลึกลับ ลุงจอมถูกกระตุ้นจนเืสูบฉีดทั่วใบหน้า แม้กระทั่งต้นคอหรือหูทั้งสองข้างก็ยังแดงก่ำจนเหมือนคนเป็ไข้ เสียงหัวใจเต้นถี่รัวเป็จังหวะ ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างจ้องเงาคนปริศนาไม่ละสายตา ลุงจอมสูดหายใจเข้าลึกโดยไม่ผ่อนลมออกมาราวกับลืมวิธีหายใจออกไปชั่วขณะหนึ่ง
“อ้ายจอม เอ็งยืนตาค้างมองกระไร”
TBC.