ซูหยุนหรานเลิกกับอดีตคนรักมาได้หนึ่งเดือนแล้ว แต่ผู้ชายคนนั้นกลับไม่ยอมรับที่ถูกเธอบอกเลิก เขาจึงตามรังควานเธอไม่หยุด แม้กระทั่งโทรศัพท์ไปก่อกวนที่แผนกที่เธอทำงานอยู่ จนทำให้เพื่อนร่วมงานและคนไข้ได้รับความเดือดร้อน
แม้เพื่อนร่วมงานและหัวหน้างานจะเข้าใจ แต่ซูหยุนหรานก็ยังรู้สึกผิดกับทุกคนอยู่ดี เธอจึงตัดสินใจยื่นจดหมายลาพักร้อนเพื่อเอาตัวเองออกไปจากที่ทำงาน เธอคิดว่าหากอดีตคนรักรู้ว่าเธอไม่อยู่ในที่ทำงาน เขาจะได้หยุดโทรหาเธอไปสักพัก
ทีแรกหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานต่างคัดค้าน เพราะในแผนกมีงานยุ่งทั้งวัน หากขาดแพทย์ประจำไปสักคน งานในแผนกต้องวุ่นวายมาก แต่เมื่อนึกถึงซูหยุนหรานที่ทำงานอย่างตั้งใจและไม่เคยลาหยุดโดยไม่จำเป็ หรือบางครั้งเธอยังเข้าเวรแทนจนตัวเองแทบไม่มีเวลาพักผ่อน หัวหน้างานจึงอนุมัติวันลาให้เธอถึงห้าวัน
แต่แทนที่ซูหยุนหรานจะไปปีนเขา ดำน้ำ หรือไปหาสถานที่เงียบๆ เพื่อตกปลาเหมือนอย่างเคย เธอกลับเลือกที่จะไปเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ หนึ่งคือเธอไม่อยากให้อดีตคนรักตามไปรังควานเพราะเขารู้ว่าเธอชอบไปเที่ยวที่ไหน และเหตุผลข้อที่สองคือเธออยากลองไปเที่ยวยังสถานที่ใหม่ๆ บ้าง
“ที่นี่คือสุสานที่เพิ่งถูกค้นพบครับ เป็สุสานของฉิงอ๋องหรือที่ถูกขนานนามว่าเป็เทพาแห่งแคว้นต้าสุ่ย จากที่ศึกษาในบันทึกพบว่าพระองค์เกิดมาพร้อมโชคร้าย เพราะเมื่อใดที่พระองค์ยิ้มมักจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นเสมอ อ้อ...ผมต้องขออภัยที่ไม่ได้บอกข้อมูลสำคัญ พระองค์มีนามว่าฉินจื่อฉิง ที่พระองค์ใช้แซ่ฉินไม่ได้ใช้แซ่สุ่ยเหมือนท่านอ๋องหรือองค์ชายคนอื่นก็เพราะความเชื่อเื่โชคร้ายนั้น พระองค์จึงต้องเปลี่ยนมาใช้แซ่ฉินของมารดา ทำให้ชื่อของพระองค์ไม่ได้ถูกบันทึกอยู่ในบันทึกของราชวงศ์ แต่เลี่ยงว่าเป็อ๋องนอกราชวงศ์แทน นี่จึงเป็เหตุผลที่สุสานของพระองค์ถูกสร้างไว้ในที่ห่างไกลและโดดเดี่ยว”
มัคคุเทศก์บรรยายและให้ความรู้เกี่ยวกับสุสานของฉิงอ๋องเป็เวลานานด้วยน้ำเสียงชวนฟัง รวมถึงชีวิตอันน่าเศร้าที่ไม่มีคนรักอยู่ข้างกาย แม้กระทั่งพระมารดาก็หนีห่างเพราะกลัวโชคร้าย ซูหยุนหรานจึงตั้งใจฟังคำบรรยายรวมถึงอ่านเอกสารเกี่ยวกับประวัติและผลงานของฉิงอ๋องอย่างละเอียดด้วยความเห็นใจ
จนถึง่ค่ำมีการแสดงแสงสีเสียงเพื่อจำลองการนำทัพและการต่อสู้กับข้าศึกด้วยความกล้าหาญเพื่อเป็เกียรติให้กับฉิงอ๋อง ซูหยุนหรานนั่งดูการแสดงโดยไม่ลุกจากที่นั่งไปไหน เธอเหมือนถูกดูดเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นอย่างแท้จริง
“คุณซู! คุณซูครับ โทรศัพท์ของคุณสว่างไม่หยุดเลยครับ” มัคคุเทศก์ชี้ไปที่โทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัว “คุณไม่รับสายสักหน่อยเหรอครับ โทรมาถี่ขนาดนี้อาจเป็ธุระสำคัญ หรือไม่คุณก็...เอ่อ...”
ซูหยุนหรานมองไปรอบๆ ก็เข้าใจได้ในทันที แม้จะปิดเสียงโทรศัพท์ไว้แล้วเปิดเป็ระบบสั่น แต่เพราะการแสดงแสงสีเสียงต้องปิดไฟบริเวณผู้นั่งชม แสงจากโทรศัพท์ของเธอจึงไปรบกวนผู้อื่น
ซูหยุนหรานยกโทรศัพท์ขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเป็สายจากอดีตคนรัก เธอจึงกดปิดเครื่อง “ขอโทษด้วยนะคะ พอดีว่าเคยชินกับการต้องเปิดโทรศัพท์ไว้ตลอดเวลาน่ะค่ะ แต่ตอนนี้ไม่รบกวนทุกคนแล้วนะคะ เพราะฉันปิดเครื่องไปแล้ว”
“ไม่เป็ไรหรอกครับ ผมแค่กลัวว่าสายที่โทรเข้ามาจะเป็สายสำคัญ ผมก็เลยเตือนคุณเท่านั้น” มัคคุเทศก์ยิ้มอย่างเข้าใจ “คนเป็หมอมักจะถูกโทรตาม น้องสาวของผมก็เป็หมอ เธอมักจะเปิดโทรศัพท์ไว้ตลอดเวลาเหมือนกันครับ”
ซูหยุนหรานได้แต่ยิ้มและไม่พูดอะไรต่อ เพราะไม่อยากพูดมากจนกลายเป็รบกวนคนข้างๆ อีก จนกระทั่งการแสดงจบลง เธอจึงออกไปเดินชมพื้นที่โดยรอบ
เป็เพราะสุสานแห่งนี้เพิ่งถูกค้นพบ และเพื่อเป็การเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม นอกจากการแสดงแสงสีเสียงที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตาแล้ว เ้าหน้าที่ยังจัดที่พักค้างคืนไว้รับรองนักท่องเที่ยวในบริเวณใกล้ๆ สุสานเป็กรณีพิเศษอีกด้วย
ซูหยุนหรานเดินเล่นไปรอบๆ สุสาน เธอไม่ได้ไปถ่ายรูปในจุดถ่ายรูปเหมือนนักท่องเที่ยวคนอื่น แต่เธอเลือกที่จะเดินไปนั่งเล่นที่สวนดอกไม้ข้างสระน้ำ เพราะบริเวณนั้นมีผู้คนไม่มากนัก จากนั้นเธอก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเครื่อง และข้อความแรกที่ถูกส่งเข้ามาคือข้อความต่อว่าและด่าทอของอดีตคนรัก
“ไอ้บ้าเอ๊ย! ว่างมากหรือไงถึงได้ส่งข้อความมาเยอะขนาดนี้” ซูหยุนหรานจ้องโทรศัพท์อย่างหัวเสีย “บล็อกแล้วก็ยังเอาเบอร์ใหม่ส่งมา ฉันอยากจะบ้าตายกับคนอย่างแกจริงๆ”
ซูหยุนหรานเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าแล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “ดวงดาวบนฟากฟ้า ขอโอกาสให้ฉันได้พบผู้ชายดีๆ ไม่เ้าชู้ มีความจริงใจและเขาจะมีฉันคนเดียวไปชั่วชีวิตได้ไหมคะ”
จู่ๆ ก็เกิดลมพัดแรงคล้ายจะมีพายุ เสียงประกาศเตือนภัยของเ้าหน้าที่ดังขึ้นไม่ขาดสาย นักท่องเที่ยวรีบวิ่งกลับเข้าที่พักอย่างโกลาหล แต่ซูหยุนหรานกลับสะดุดขาตัวเองแล้วตกลงไปในสระน้ำ
“คุณหนู! คุณหนูฟื้นขึ้นมาสิเ้าคะ คุณหนูอย่าทิ้งบ่าวไปเลยนะเ้าคะ หากไม่มีคุณหนูแล้วบ่าวจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร”
เสียงร้องไห้ดังอยู่ข้างหู ซูหยุนหรานรู้สึกปวดหัวและรำคาญกับเสียงร้องไห้นั้น แต่เมื่อเธอลืมตา “ที่นี่คือที่ไหน แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หรือว่าเ้าหน้าที่เปลี่ยนที่พักใหม่ให้ อืม...สมจริงเหมือนกันนะ จัดที่พักใหม่ให้เป็แบบโบราณซะด้วย”
“คุณหนูฟื้นแล้ว! ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว” เซียงเซียงจับมือคุณหนูไว้อย่างดีใจ “คุณหนูรู้หรือไม่ว่าหากคุณหนูยังไม่ฟื้น บ่าวตั้งใจจะตามคุณหนูไปยมโลกแล้วนะเ้าคะ”
“คุณหนู? ยมโลก?” ซูหยุนหรานยังไม่เข้าใจ “เธอกำลังพูดอะไร เลิกแสดงได้แล้วน่า...ตอนนี้เราอยู่กันแค่สองคนเพราะงั้นก็กลับมาพูดเหมือนเดิมเถอะ ฉันรับรองว่าฉันจะไม่รายงานเ้านายแล้วยังจะบอกเขาว่าเธอทำงานดีมากๆ อีกด้วย”
“คุณหนู! ท่านพูดอะไร แล้วการแสดงที่ว่าคืออะไรหรือเ้าคะ” เซียงเซียงทำหน้าใพร้อมกับชี้ไปที่หัวของตนเอง “คุณหนูคงไม่ได้มีปัญหาตรงนี้ใช่หรือไม่เ้าคะ”
ซูหยุนหรานปวดหัวจนต้องหลับตา จากนั้นความทรงจำของร่างเดิมก็หลั่งไหล ร่างนี้คือคุณหนูใหญ่ตระกูลซูผู้ไม่เป็ที่โปรดปราน ส่วนหญิงสาวที่ร้องไห้เมื่อครู่คือเซียงเซียง สาวใช้คนสนิทของร่างเดิม และเหตุผลที่ร่างเดิมนอนหลับไม่ได้สติเป็เพราะนางตกน้ำ กว่าจะมีคนช่วยขึ้นมาได้ก็สายไปแล้ว ร่างเดิมเสียชีวิตและเธอก็ตกน้ำมาจากโลกอนาคตจนได้มาอาศัยในร่างนี้แทน ส่วนสาเหตุที่ร่างเดิมตกลงไปในน้ำได้อย่างไรนั้นยังไม่แน่ชัด
“คุณหนู คุณหนูอย่าเงียบสิเ้าคะ” เซียงเซียงเริ่มจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ
“เ้าไม่ต้องร้องไห้แล้ว ก่อนที่จะหมดสติข้าคงใมากไปหน่อย พอตื่นขึ้นมาก็เลยจำอะไรไม่ค่อยได้” ซูหยุนหรานยิ้มให้สาวใช้ “แต่ตอนนี้ข้าจำได้ทั้งหมดแล้ว แต่ว่าข้ายังอยากจะถามเ้าเพื่อความแน่ใจ ที่นี่คือแคว้นต้าสุ่ยใช่หรือไม่”
“ใช่เ้าค่ะ จวนของเราตั้งอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นต้าสุ่ย” เซียงเซียงตอบอย่างซื่อ
ซูหยุนหรานหัวเราะออกมาเบาๆ “หากว่ายุคนี้มีฉิงอ๋องล่ะก็คงใช่เลย ที่นี่คงเป็แคว้นต้าสุ่ยที่ฉันเพิ่งไปเที่ยวมาแน่ๆ”
“หืม...คุณหนูรู้จักฉิงอ๋องด้วยหรือเ้าคะ”
“เ้า...เ้าว่าอย่างไรนะ ที่นี่มีฉิงอ๋องจริงๆ หรือ? อย่าบอกนะว่าเขาคือเทพาที่คนร่ำลือ”
“ฉิงอ๋องก็คือเทพาเ้าค่ะ” เซียงเซียงเปลี่ยนมาเป็กระซิบ “ไม่เท่านั้นนะเ้าคะ ฉิงอ๋องยังถูกเรียกว่าอ๋องหน้านิ่งและอ๋องต้องคำสาปด้วยเ้าค่ะ เพราะเมื่อไหร่ที่พระองค์ยิ้มมักจะมีเื่ร้ายเกิดขึ้นเสมอ”
ยังไม่ทันที่ซูหยุนหรานจะสนทนากับสาวใช้ต่อ ประตูห้องของนางก็ถูกเปิดออกโดยไม่มีใครเคาะประตู จากนั้นก็มีคนเดินเข้ามาหลายคนและแต่ละคนก็มีสีหน้าไม่พอใจ
“คารวะท่านแม่เ้าค่ะ” ซูหยุนหรานลงจากเตียงเพื่อคำนับมารดา จากความทรงจำ...เ้าของร่างเดิมมักถูกมารดาเมินเฉย อนุหลินกับน้องสาวต่างมารดาซูชิงหว่านจึงกล้ากลั่นแกล้งนาง
“เ้าช่างทำงามหน้านัก อยู่ดีๆ ไปตกน้ำต่อหน้าผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร” ลั่วเจินเจินต่อว่าบุตรสาวทันทีโดยไม่ถามไถ่อาการ
“ฮูหยินอย่าไปว่าคุณหนูใหญ่เลยเ้าค่ะ” อนุหลินแสร้งห้ามแต่กลับพูดเติมเชื้อไฟ “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณหนูใหญ่ทำให้จวนของเราเสียหน้าเสียหน่อย อย่างครั้งก่อนนางก็เพิ่งไปล้มจนเกือบจะััโดนตัวเสียนอ๋องไปแล้ว หากเสียนอ๋องหลบไม่ทัน นางคงได้แต่งไปเป็อนุของเสียนอ๋องแล้วเ้าค่ะ”
ลั่วเจินเจินมองลูกสาวอย่างโมโห เหตุการณ์ครั้งนั้นนางจำได้ดี เพราะลูกสาวอายุสิบหกปีถึงวัยที่ควรออกเรือน นางจึงพาลูกสาวไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนอัครเสนาบดีเพื่อหวังผูกสัมพันธ์กับบางตระกูล แต่ใครจะคิดว่าทันทีที่เสียนอ๋องเดินเข้ามาในงาน ลูกสาวกลับตั้งใจล้มเข้าหาเสียนอ๋อง หากเสียนอ๋องหลบไม่ทันแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
แต่เพราะเหตุการณ์นั้นเสียนอ๋องจึงโมโหและเข้าใจผิดคิดว่าสามีตั้งใจใช้ลูกสาวสานสัมพันธ์เข้าจวนอ๋อง ทำให้สามีต้องถูกพักงานนานถึงสามเดือน คิดถึงตรงนี้ฮูหยินใหญ่ลั่วเจินเจินก็เดินเข้าไปตบหน้าลูกสาวอย่างแรง
ซูหยุนหรานที่ไม่ได้ระวังตัวจึงโดนตบไปที่แก้มเต็มๆ “ท่านแม่ตบข้าทำไมหรือเ้าคะ”
“ก็ตบที่เ้ามันไม่รู้ความ” ฮูหยินใหญ่ชี้หน้าลูกสาว “ข้าอุ้มท้องแล้วคลอดคนโง่อย่างเ้าออกมาได้อย่างไร!”
‘เ้าก็ไปถามสามีเ้าสิว่าทำยังไงถึงมีซูหยุนหรานออกมา’ ซูหยุนหรานคิดในใจ แต่เมื่อนึกถึงความทรงจำของร่างเดิมนางก็ได้แต่ต้องอดทนไว้ก่อน เพราะตอนนี้นางยังคิดไม่ออกว่าจะออกไปจากจวนและตัดสัมพันธ์กับคนพวกนี้ได้อย่างไร
“พี่หญิง ท่านคงชอบเสียนอ๋องมากสินะเ้าคะ ตอนงานเลี้ยงน้ำชาท่านเข้าหาท่านอ๋องไม่สำเร็จ มาคราวนี้ยังแกล้งตกน้ำเพื่อหวังจะให้ท่านอ๋องลงไปช่วยอีก” ซูชิงหว่านปิดปากหัวเราะ “แต่โชคไม่ดีที่คนที่ลงไปช่วยท่านกลับไม่ใช่เสียนอ๋องผู้หล่อเหลา แต่เป็ฉิงอ๋องต้องคำสาปผู้นั้น เมื่อท่านถูกฉิงอ๋องััร่างกาย เช่นนั้นก็เตรียมตัวถูกฉิงอ๋องรับเข้าจวนไปเป็บ่าวรับใช้เถิดเ้าค่ะ”
“หว่านเอ๋อเ้าอย่าพูดเช่นนั้น” อนุหลินหันไปพูดกับฮูหยินใหญ่ “ฮูหยินใหญ่เ้าคะ ที่หว่านเอ๋อพูดมาก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน ในเมื่อคุณหนูใหญ่ถูกฉิงอ๋องััร่างกายแล้ว เช่นนั้นเราไม่ควรส่งนางเ้าตำหนักฉิงอ๋องหรือ”
“ใช่เ้าค่ะแม่ใหญ่ หากไม่รีบส่งนางไปตำหนักฉิงอ๋อง ไม่แน่ว่าโชคร้ายของฉิงอ๋องที่อยู่ในตัวพี่หญิงอาจทำให้จวนของเราโชคร้ายไปด้วยก็ได้นะเ้าคะ” ซูชิงหว่านพูดเสริม
“เื่นี้คงต้องให้ท่านพี่ตัดสินใจ” ฮูหยินใหญ่บอก
“ฮูหยินเ้าคะ แต่เื่นี้คุณหนูไม่ได้ตั้งใจ คุณหนูพลัดตกน้ำเพราะไม่ทันระวัง ไม่ใช่แผนการอะไรทั้งนั้น บ่าวยืนยันได้เ้าค่ะ” เซียงเซียงที่ได้ยินว่าคุณหนูกำลังจะถูกส่งไปตำหนักของฉิงอ๋อง แต่ตำหนักฉิงอ๋องมีชื่อเสียงไม่ดีมากมาย นางจึงพยายามปกป้องเ้านาย
“บ่าวอย่างเ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดสอด” ซูชิงหว่านะโสั่ง “ใครก็ได้มาตบปากนังบ่าวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนี้ที”
บ่าวรับใช้ที่อยู่บริเวณนั้นรีบเดินมาแล้วฟาดฝ่ามือลงไปบนแก้มของเซียงเซียง แต่คนที่โดนตบกลับเป็ซูหยุนหราน
“คุณหนู!” เซียงเซียงร้องเสียงดังอย่างใเพราะไม่คิดว่าเ้านายจะเข้ามาขวางแล้วโดนทำร้ายแทน นางกำลังจะพูดบางอย่างแต่ถูกซูหยุนหรานห้ามไว้
“เซียงเซียงพูดออกไปเพราะอยากปกป้องข้า อีกอย่างนางก็เป็คนของข้า แล้วเ้ามีสิทธิ์อะไรมาทำร้ายนาง” ซูหยุนหรานจ้องซูชิงหว่าน “เ้าสั่งให้คนตบหน้านางก็เหมือนตบหน้าข้า หรือความจริงแล้วเ้าอยากทำร้ายข้ากันแน่...ซูชิงหว่าน”
ซูชิงหว่านมองพี่สาวต่างมารดาอย่างใเพราะไม่เคยเห็นพี่สาวมีท่าทางแข็งกร้าวเช่นนี้มาก่อน “ข้า...ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น”
“ฮูหยินใหญ่ ท่านดูสิเ้าคะ หว่านเอ๋อแค่อยากสั่งสอนบ่าวไพร่ แต่คุณหนูใหญ่กลับมาตำหนินาง ทำอย่างนี้หว่านเอ๋อของข้าจะไม่ถูกบ่าวไพร่หัวเราะเยาะทีหลังหรือเ้าคะ” อนุหลินพูดอย่างน้อยใจ
ฮูหยินใหญ่หันไปจ้องลูกสาวอย่างไม่พอใจ “แค่บ่าวคนเดียวเ้าถึงกับกล้าดุน้องสาว เ้ารีบขอโทษนางเสีย หากหว่านเอ๋อให้อภัย ข้าก็จะไม่ลงโทษเ้า”
ซูหยุนหรานมองมารดาด้วยสายตาเฉยเมย ‘ชาติที่แล้วพ่อฉันก็เ้าชู้ แม่ฉันก็เอาใจพ่อจนละเลยฉัน พอมาอยู่ในร่างนี้ พ่อก็ยังเ้าชู้ แม่ก็ยังไร้สติและทำทุกอย่างเพื่อเอาใจสามีเหมือนเดิม แต่ที่น่าปวดหัวกว่านั้นคือยังมีเมียน้อยกับน้องสาวเ้ามารยาโผล่เข้ามาอีก หึ...แต่ฉันไม่ใช่ซูหยุนหรานคนเดิมที่จะยอมให้พวกแกรังแกอีกแล้ว’