ตอนที่ 166 ร้านอาหารสามเวลาที่บางตา
“วันนี้ทุกคนกินกันให้เต็มที่ ท่านไวทเคานต์นิคขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารทุกคนเอง!”
เสียงประกาศกร้าวของหัวหน้าหน่วย ได้ส่งไปถึงเหล่าลูกค้านักผจญภัยคนอื่นๆ รวมไปถึงกลุ่มทหารองครักษ์ที่ต่างขับขาน ส่งเสียงเฮกันยกใหญ่เมื่อได้ยินว่า อาหารมื้อนี้ท่านไวทเคานต์จะเป็นเจ้าภาพ
แน่นอนว่าทางด้านของร้านอาหารสามเวลาที่ตอนนี้มี โทมัส จิม เอลล่าและแอล คอยช่วยเป็นลูกมือให้กับไลท์ในฐานะ ผู้ช่วยพ่อครัว หลังจากผ่านการฝึกฝนอยู่ทุกวันๆ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ก็ทำให้พวกเขาเริ่มกลายเป็นพ่อครัวอย่างเต็มตัวแล้ว อาหารบางเมนูก็ได้ถูกมอบหมายให้กับพวกเขาเป็นคนรับผิดชอบ โดยที่ไลท์ไม่ต้องคอยกำกับหรือชี้นิ้วสั่งอีกต่อไปแล้ว
นับว่าเป็นการเติบโตของเด็กๆ ที่พ่อครัวในโลก The Gloria แทบทุกคนต้องอิจฉาตาร้อนอย่างแน่นอนเมื่อรู้ว่า เด็กๆ พวกนี้พึ่งจะเป็นพ่อครัวอย่างเต็มตัวเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเท่านั้น
“กะเพราเผ็ดระดับ 3 เสิร์ฟได้!”
“หมูกระเทียมพริกไทย พร้อมเสิร์ฟครับ”
“แกงจืดเต้าหู้หมูสับ ได้แล้วครับ”
“ไข่เจียว ไข่ดาว เสร็จแล้วครับ/ค่ะ”
เสียงของผู้คนในครัวได้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางด้านเด็กเสิร์ฟวัยเก๋าอย่างคุณตาเกลและคาห์น ก็พลันวิ่งเข้าวิ่งออกจนเหงื่อท่วมกาย
ส่วนทางด้านของคุณยายเฮลีย์ก็ดูจะยุ่งอยู่ไม่น้อย แม้เธอจะยืนปักหลักอยู่ที่หน้าโต๊ะคิดเงินที่ตั้งอยู่หน้าร้าน ไม่ได้ขยับตัวไปไหนเหมือนกัน สามี คาห์นและแมท ที่ต้องคอยจัดการหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน
แต่เธอนั้นก็ต้องคอยจดอาหารที่ยกเสิร์ฟจนเกือบจะตาลาย เพื่อจดบันทึกถึงราคาของอาหารที่วันนี้ ไวทเคานต์นิคจะเป็นคนเลี้ยงให้ถูกต้องแม่นยำนั่นเอง
ทั้งนี้ไวทเคานต์นิคที่เป็นเจ้ามือเลี้ยง ขุนนางวัยกลางคนไม่ได้สนใจจำนวนราคาที่ถูกต้องแม่นยำเท่าไหร่นักอยู่แล้ว หากราคาอาหารที่ต้องจ่ายในมื้อนี้ มีราคารวมกันอยู่ที่ 800-900 เหรียญทองมณี
ตัวของไวทเคานต์นิคก็จะปัดขึ้นให้เป็นตัวเลขกลมๆ อย่าง 1000 เหรียญทองมณี ไปเสียทุกครั้ง
เพียงแต่คุณยายเฮลีย์นั้นไม่กล้าที่จะแจ้งยอดผิด เพราะนั้นถือเป็นความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้สำหรับร้านอาหารสามเวลาที่นับตั้งแต่ไลท์เข้ามาจัดการดูแลร้าน เขาก็ได้บอกความประสงค์ให้กับสองตายายว่าต่อจากนี้ จะมีการจัดการบัญชีรายรับรายจ่ายที่ถูกต้องแม่นยำ
จะไม่มีการหมกเม็ด แอบลักเล็กขโมยน้อยเหมือนเช่นที่มาร์คัสเคยกระทำในสมัยก่อนอีกต่อไป
ส่วนจำนวนเงินที่ไวทเคานต์นิคหรือลูกค้าคนใด จ่ายเกินมาก็ให้ถือว่าเป็น เงินที่ได้มาโดยเสน่ห์หาของร้านและจะนำยอดเงินดังกล่าวนี้ แจกจ่ายให้กับพนักงานทุกคนในวันที่ต้องจ่ายค่าแรง คนละเท่าๆ กัน
อาจจะด้วยส่วนหนึ่งที่โลก The Gloria นั้นยังไม่ได้เป็นทุนนิยม สังคมนิยมเหมือนอย่างในโลกก่อนของไลท์มากนัก
ผนวกกับร้านอาหารสามเวลาก็ยังเป็นเพียงแค่ร้านอาหารเล็กๆ ดังนั้นการจ่ายค่าแรงให้กับเหล่าพนักงานจึงไม่ได้มีอะไรยุ่งยากมากนัก ทุกคนต่างได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้น้อยหรือมากกว่าคนอื่นๆ ให้เกิดความไม่พอใจ
แต่ถึงกระนั้น นั้นเป็นเพียงแค่ก้าวแรกที่ไลท์เข้ามาจัดการเท่านั้น ในอนาคตหากร้านอาหารสามเวลามีจำนวนพนักงานที่มากขึ้น
การจ่ายเงินค่าแรงอาจจะต้องมีการปรับเพิ่มไปตามประสบการณ์และความสามารถ รวมไปถึงในทุกๆ ไตรมาส (3 เดือน) อาจจะต้องมีการวัดผลประเมินคุณภาพงาน เพื่อให้ไม่เกิดข้อกริ่งเกรงในหมู่พนักงานว่า ฉันทำงานแทบตาย แต่สุดท้ายได้เงินเท่ากับอีกคนที่ขี้เกียจ วันๆ เอาแต่เดินไปมาไม่ยอมทำอะไรเหมือนที่เป็นปัญหาในหมู่พนักงานบริษัทในโลกก่อนของไลท์นั่นเอง
อย่างไรก็ตามในตอนนี้ เหล่าพนักงานต่างไม่มีใครคนใดที่ไม่สบายใจกับการจัดการของไลท์เลยสักคนเดียว
พวกเขาต่างรู้สึกดีเสียด้วยซ้ำ ที่ไลท์มีการปันผล จ่ายเงินเดือนให้กับพวกเขาด้วยความเท่าเทียมกันขนาดนี้
ดั่งเช่นโทมัสและจิม แต่เดิมพวกเขาไม่ได้สนใจในเรื่องของเงินเลยสักนิด พวกเขาขอแค่ได้กินอาหารของไลท์ในทุกๆ วัน ได้มาเรียนรู้การใช้ชีวิตจากไลท์ เพียงเท่านี้ก็มากพอแล้ว...หากแต่ว่าไลท์กลับให้เงินพวกเขาเหมือนกับคนอื่นๆ นั้นยิ่งทำให้โทมัสและจิมยิ่งเคารพและเลื่อมใสในตัวของไลท์มากขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีก
ส่วนสองตายาย เอลล่าและแอล เองก็มีเหตุผลของพวกเขาที่ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องเงินเช่นกัน ทำให้พวกเขามักจะปฏิเสธเงินจากไลท์ไปเสียทุกที รวมถึงยังให้ไลท์นั้นเอาเงินในส่วนของตน นำไปเป็นเงินกองกลางที่ไลท์ จะเอาไปใช้อะไรก็ได้ตามความต้องการ
ด้วยเหตุผลที่ว่า หากพวกเขามีเงินเก็บมากมาย หากวันหนึ่งมาร์คัสผู้เป็นลูกชายกลับมาอ้อนวอนขอยืมเงิน พวกเขาที่เป็นพ่อและแม่ก็อาจจะใจไม่แข็งพอและยกเงินทั้งหมดให้ไปอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้เองจะมีก็แต่ คาห์น แมท เอ็ดดี้และลูกห่าบ เท่านั้นที่ทำงานแลกเงินอย่างแท้จริง
และด้วยพื้นเพเดิมที่พวกเขาเป็นนักผจญภัยกันมาก่อน ทำให้เงินของพวกเขาในแต่ละเดือนนั้น ไมแน่ไม่นอนเอาเสียเลย หากเดือนไหนโชคดีออกล่าสัตว์อสูรได้ตามเป้า ก็จะได้รับเงินมากินมาใช้ได้อย่างไม่ขัดสน
ทว่าหากเดือนไหน โชคร้ายล่าสัตว์อสูรไม่ได้ขึ้นมา ตลอดเดือนนั้นก็แทบจะอดมือกินมือไปตลอดจนกว่าจะล่าสัตว์อสูรได้นั่นเอง
ฉะนั้นแล้วการที่ไลท์ได้จ่ายเงินปันผลให้กับพวกเขาในทุกสัปดาห์หรือภายภาคหน้าอาจจะขยับปรับเปลี่ยนเป็นจ่ายรายเดือน เพียงเท่านี้พวกเขาก็สามารถวางแผนในการใช้เงินของพวกเขากันได้คล่องตัวมากขึ้น
คล่องตัวเสียยิ่งกว่าเป็นลูกจ้างให้กับนายจ้างในหลายแห่งในอาณาจักรลูนาเทีย ที่เลือกจ่ายเงินเดือนกันเป็นรายปี นั่นเอง
“อ่าห์ อิ่มจังเลย…ขอบคุณท่านไวทเคานต์มากนะครับ ที่เลี้ยงอาหารพวกเรา พวกเราขอให้ท่านไวทเคานต์เดินทางกลับอย่างปลอดภัยนะครับและพวกเราก็ขอให้ท่านได้เลื่อนขึ้นเลื่อนตำแหน่งในเร็ววันนะครับ” เหล่านักผจญภัยเมื่อกินกันจนอิ่มท้อง ทุกคนก็ต่างแวะเวียนกันเข้ามาขอบคุณไวทเคานต์นิค พร้อมทั้งอวยพรขอให้ไวทเคานต์นิคเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้ ด้วยความสวัสดิภาพ
“ขอบคุณทุกคนสำหรับคำอวยพร ทางนี้ก็ขอให้ทุกคนออกล่ากลับมาอย่างปลอดภัยเช่นกัน”
ไวทเคานต์นิคอวยพรให้กับเหล่านักผจญภัย จวบจนกระทั่งลูกค้าคนสุดท้ายได้กลับออกไป
ในที่สุดร้านอาหารสามเวลาที่ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา เคยมีลูกค้าแน่นขนัดจนล้นไปนอกร้าน...มาในวันนี้ ก็มาถึงคราวของตัวเองที่ต้องเป็นฝ่ายเดินจากไปเหมือนกับนักผจญภัยคนอื่นๆ ที่ ลาจากไป
ท่านไวทเคานต์มองร้านอาหารเพื่อเก็บความทรงจำอันล้ำค่านี้เอาไว้ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ไม่นานพ่อครัวหนุ่ม ก็พลันเดินออกมาจากห้องครัว เพื่อมาพูดคุยและแจ้งยอดค่าอาหารทั้งหมดให้กับไวทเคานต์นิค
“อาหารถูกปากท่านไวทเคานต์ไหมครับ?” ไลท์เอ่ยถาม พลางปลดผ้ากันเปื้อนสีขาวที่ทุกคนต่างเห็นกันจนชินตา เพื่อความสะดวกในการเดินและนั่ง
“แน่นอนอยู่แล้ว หากเป็นไปได้ฉันกับภรรยาก็อยากที่จะยกร้านอาหารสามเวลากลับไปกับพวกเราด้วยเสียเลย เฮ้อ ท่านไลท์เห็นว่ายังไงบ้าง” ไวทเคานต์นิคหยอกล้อพูดเล่นไปตามประสา
“เมืองหลวงมันวุ่นวาย อีกทั้งมีร้านอาหารเปิดอยู่มากมาย ร้านอาหารเล็กๆ ของผมคงไม่เหมาะกับที่นั่น เอาไว้ท่านไวทเคานต์คิดถึงอาหารของผม ก็แวะเวียนกลับมาบ่อยๆ สิครับ อ้อแล้วก็อย่าลืมพาลูกค้าคนอื่นๆ มาด้วยนะครับ” ไลท์เมื่อได้ยินคำพูดเล่นๆ ของท่านไวทเคานต์ ก็รีบตบมุกกลับไป
ทั้งสองต่างหัวเราะพร้อมกับชำระเงินค่าอาหารกันจนเสร็จสรรพ ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่ไวทเคานต์นิคและภรรยา ได้จ่ายเงินเกินกว่าจำนวนราคาที่ต้องจ่ายไปอีกหลายร้อยเหรียญทองมณี
“วันพรุ่งนี้ฉันก็จะกลับอยู่แล้ว ร้านของท่านไลท์ต้องสูญเสียลูกค้าหลายใหญ่อย่างฉันไปนาน เพราะฉะนั้นห้ามปฏิเสธเงินนี้เป็นอันขาด” เหรียญทองมณีมากกว่าหลายร้อยเหรียญ ส่งเสียงกรุ้งกริ้งอยู่ในถุงเงินเล็กที่ถุกยัดใส่มือของไลท์
ไลท์เมื่อเจอผีจับยัดเข้าไปเช่นนี้ ก็ได้แต่ต้องรับเอาไว้ด้วยความจนใจ แต่ทว่าความใจป้ำของไวทเคานต์นิคไม่ได้มีเพียงแค่นั้น
เพราะหลังจากเงินถูกยัดใส่ในมือของไลท์เป็นที่เรียบร้อย จู่ๆ ก็มีรถม้าคันใหญ่หลังหนึ่ง ถูกขับเข้ามาจอดที่หน้าร้านอาหาร จนไลท์และพนักงานในร้านหลงนึกว่าจะมีลูกค้าจากที่อื่นมาทานอาหารกันเสียอีก
“เดี๋ยวนะ ทำไมรถม้าคันนั้น ถึงได้มีตัวอักษรเขียนเอาไว้ว่า ‘ร้านอาหารสามเวลา’ ได้ล่ะ?” แมทเป็นคนแรกที่เห็นตัวอักษรดังกล่าวเป็นคนแรก
ชายหนุ่มที่มีหน้าที่ต้อนรับลูกค้าหน้าร้านได้รีบวิ่งหน้าตาตื่น เข้ามาแจ้งต่อไลท์ด้วยความแปลกใจ
“ฮ่าฮ่า นั้นคือของขวัญที่สมาคมกิลด์นักผจญภัย ตั้งใจมอบให้เป็นของขวัญให้กับท่านไลท์ ในฐานะที่เป็นคนช่วยปราบสัตว์อสูรหมาป่าสีชาดยังไงล่ะ” ไวทเคาน์นิคพูดออกมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
และไม่นานนัก หัวหน้าหน่วยที่เป็นคนขับรถม้าเข้ามาเทียบท่า ก็พลันก้าวลงมาจากรถ ยืนยิ้มให้กับไลท์ด้วยเช่นกัน
“ของขวัญ? จากการปราบสัตว์อสูร?!” ไลท์งุนงงไปหมดแล้ว
“จะบอกว่าเป็นของขวัญก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก อันที่จริงมันคือรถม้าของร้านกระทะทองที่ทางการเป็นคนยึดมา แต่ฉันมองว่า หากต้องลากรถม้าคันนี้กลับไปเมืองหลวงดูจะสิ้นเปลืองกำลังเกินไปหน่อย จึงได้เสนอกับทางสมาคมกิลด์นักผจญภัยเสนอกลับไปยังทางการ ขอรถคันนี้ให้กับท่านไลท์ ในฐานะพลเมืองที่กล้าหาญเป็นรางวัลไปเสียเลย…เป็นยังไงชอบไหม?”
ไวทเคานต์นิคใช้มือดันแผ่นหลังของไลท์ที่สัมผัสเพียงนิดเดียวก็รู้ว่า ไลท์นั้นแข็งแรงกว่าที่เห็นเป็นอย่างมาก กล้ามเนื้อของไลท์แข็งแรงมาก
ไม่แปลกใจเลยที่ไม่ถึงสัปดาห์จะสามารถทำให้ ภรรยาของตนเอง กลายมาเป็นคนที่มีสุขภาพดีและมีแรงมากพอจะถีบตนเองให้ตกเตียงได้แบบนี้
“ทุกคนมาดูด้วยกันสิ” ไลท์กวักมือเรียก พนักงานทุกคนที่ต่างอยากรู้อยากเห็นให้เข้ามาดูไปพร้อมๆ กัน
เพราะถึงอย่างไรรถม้าคันนี้ก็เป็นรถม้าของร้านอาหารสามเวลา ไม่ใช่รถม้าของตัวเขาเพียงคนเดียว
ทุกคนต่างวิ่งปรี่เมื่อได้ยินไลท์ชักชวน พวกเขาต่างเข้ามาดูรถม้าคันใหญ่ด้วยความตื่นเต้น
ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะได้ชื่อว่ารถม้า แต่ความจริงแล้วนี่คือรถลากเคลื่อนที่ ที่สามารถยกครัวขนาดย่อมๆ เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ได้นั่นเอง
เจ้าของร้านกระทะทอง ทุ่มเงินไปเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อรถม้าคันนี้ จนมันออกมายิ่งใหญ่และกลายเป็นห้องครัวเคลื่อนที่อย่างที่เห็น
ภายในประกอบด้วยเตา ตู้และชั้นอีกมากมาย เปรียบได้ดั่งรถฟู้ดทัลค์ในโลกก่อนของไลท์
แต่กระนั้น ถึงแม้ว่าไวทเคานต์นิคจะยกรถม้าคันดังกล่าวให้กับไลท์ หากแต่มีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ไลท์จำเป็นต้องรู้ “รถลากคันนี้ ท่านไลท์ต้องเป็นคนสืบเสาะหาม้ามาใช้ลากมันเอาเองนะครับ”
ไวทเคานต์นิคหัวเราะแห้งๆ เนื่องด้วยทางการนั้นถึงแม้จะยอมมอบรถม้าให้ตามคำร้องขอของท่านไวทเคานต์ แต่สำหรับม้านั้นไม่อยู่ในข้อตกลงนี้ด้วย
ม้านั้นขนย้ายได้ง่ายมากกว่า อีกทั้งยังเป็นสัตว์พาหนะที่ใช้ในการเดินทาง ดังนั้นทางการยินดีมอบรถลากให้ แต่สำหรับม้าที่ใช้ลากจูงกว่า 6 ตัวนั้น ให้ทางไลท์ไปหาใหม่เอาเอง
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy