“ตึก...ตึก...”หลังจากปิดคอมพิวเตอร์ลงเขาก็เคาะโต๊ะเบาๆ ภายในห้องพลันเงียบสงบลงอย่างเคยสายตาของทุกคนหันมามองเขาด้วยความงุนงง ก่อนจะส่งเสียงซุบซิบดังขึ้นกว่าเดิม
พวกเขาไม่ได้เห็นเด็กเส้นไม่เอาถ่านคนนี้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
“เงียบหน่อย” สวีหยางอี้ประคองถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน
เสียงซุบซิบนินทาพลันเงียบลงเล็กน้อยขณะที่รองหัวหน้าเฉินยังคงกลอกตาใส่อยู่เหมือนเดิม
“คืนนี้ไปจับผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมต่อเนื่องกันจับกุมเรียบร้อยแล้วผมจะไปจากเมืองซานสุ่ย” สวีหยางอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท พลางเป่าน้ำชาให้ก้านใบชาลอยห่างออกไปเล็กน้อย
วินาทีต่อมานั้นเอง ในที่นั้นก็พลันเงียบกริบลง
ต่างคนก็ต่างมองกันไปมา รองหัวหน้าเฉินเบิกตามองเหล่าจูเหล่าจูเองก็เบิกตามองเขากลับไปเช่นกัน
ผีหลอกกลางวันแสกๆ แล้วล่ะมั้ง
ไอ้หน้าละอ่อนบอกว่าจะจับผู้ต้องหางั้นหรือทั้งยังเป็ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมต่อเนื่องอีกด้วย
คุยโม้อะไรของมัน! ขนาดประชุมเมื่อวานมันยังหลับได้ วันนี้จะจับผู้ต้องหาแกคิดว่าตัวเองเป็เชอร์ล็อก โฮมส์ หรือคินดะอิจิหรือไง
“หัวหน้าสวี...” ตำรวจนายหนึ่งอายุสี่สิบกว่าเมื่อพูดเื่งานเขาก็พลันจริงจังขึ้นมา เขานิ่งไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง “การทำคดีเป็งานละเอียดมาก...เรา้าสถานที่ที่ผู้ต้องหาปรากฏตัวกับสิ่งที่ใกล้ชิดกับผู้ต้องหาเพื่อเอาไปสืบ...แต่ไม่มี...”
“ผมละเอียดมากนะ” สวีหยางอี้โบกมือ “แหล่งข่าวเชื่อถือได้แน่นอนผู้นำเมืองก็เห็นชอบแล้ว มีปัญหาผมรับผิดชอบเอง”
“คุณจะรับผิดชอบยังไง!” รองหัวหน้าเฉินโพล่งขึ้นอย่างเดือดดาลเสียงดังลั่นราวฆ้องแตก “คุณทำเสร็จก็ไป! จะรับผิดชอบยังไงก็ทิ้งเื่วุ่นวายไว้ให้ผมอยู่ดีไม่ใช่หรือไง!”
“คุณดู!” เขาชี้ไปยังทุกคนในที่นั้น“พวกเราหน่วยสืบสวนทุกคนหวังว่าคดีใหญ่จะช่วยสร้างชื่อ เหล่าพี่น้องต่างเฝ้าคอยคดีนี้เมื่อก่อนหัวหน้ากงสอนเราทำคดีเองกับมือ ค่อยๆ คิดอย่างรอบคอบไปทีละขั้นละตอนหรือจะให้พูดแบบไม่น่าฟังหน่อยก็คือ คุณเพิ่งมาใหม่ ประสบการณ์คุณมากกว่าเราหรือไงถ้าคุณรับผิดชอบคดีนี้แล้วเกิดปัญหาขึ้นมาจะทำยังไง คุณกลัวผมเกิดขนาดนั้นเลยหรือไง”
“หัวหน้าสวี ทุกคนรู้ดีว่าคุณมาเพื่อทำงานเอาหน้าไปอย่างนั้น ก็ไม่เป็ไรมีหน่วยงานไหนไม่มีคนทำงานเอาหน้าบ้าง”ตำรวจหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีคล้ายว่าจะเคารพนบนอบ“แต่จะทำงานเอาหน้าก็ต้องรู้กฎของการทำงานเอาหน้า อะไรไม่ควรยุ่งก็อย่ายุ่งและเื่สำคัญที่สุดก็คือเอาความดีความชอบไป คุณว่าจริงไหม”
ความนัยก็คือ...ไม่สิ เธอพูดอย่างชัดเจนแล้วแต่น่ารังเกียจที่สุดก็คือคนที่ไม่รู้อะไรสักอย่างแต่ยังดึงดันจะคว้าดาบออกศึกอยู่ได้!
และสวีหยางอี้ในตอนนี้ก็รับบทบาทเป็คนที่น่ารังเกียจที่สุดคนนั้นเองอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าสวีหยางอี้กลับไม่โกรธเลยสักนิด เขากวาดสายตามองทุกคนรอบหนึ่งมันเป็งาน กับเื่งานแล้วเขาไม่เคยทำอะไรลวกๆ
“ผมบอกแหล่งข่าวไม่ได้ และพวกคุณก็ฟังไม่ได้ด้วย...”
“เฮอะๆ...” เหล่าจูหัวเราะแห้งๆ สองคำ“ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าทุกคนจะฟังเื่สายของหัวหน้าหน่วยสืบสวนไม่ได้...คุณกำลังจะบอกว่าในพวกเรามีหนอนบ่อนไส้งั้นเหรอ หนอนบ่อนไส้ของใครล่ะ พวกมาเฟีย? ดูเหมือนในหวาซย่าจะไม่มีนะ พวกค้ายา? เมืองซานเจียงของเราอยู่ริมสุดทางทิศตะวันตกประเทศที่อยู่ติดกันทางด้านขวาแม้แต่ข้าวจะกินให้อิ่มยังไม่มีด้วยซ้ำแต่ไหนแต่ไรพวกยาเสพติดก็มาจากทางตะวันออกเฉียงใต้ หัวหน้าสวีผมคงไม่กล้าจะเห็นด้วยกับคำพูดคุณหรอกนะ”
สวีหยางอี้ยังคงใจเย็น แล้วเอ่ยเรียบๆ “ฟังผมพูดให้จบ”
“ไม่ต้องพูดแล้ว!” รองหัวหน้าเฉินแค่นเสียงเย็นๆ แล้วลุกพรวดขึ้นไม่ต้องพูดถึงการไม่เคารพอะไรทั้งนั้น ทั้งหน่วยสืบสวนนี้ใครจะก่นด่าเขาก็ได้ขอแค่ฟังคำสั่งก็พอ แต่หัวหน้าหน่วยจะด่าไม่ได้! และคนในหน่วยสืบสวนนี้คบค้าสมาคมกับพวกคนเลวทรามทุกวันมีใครบ้างที่ยังใจเย็นอยู่ได้ แต่ละคนแทบอยากจะจับมันมาตีให้ตายล่ะสิไม่ว่า
พวกเขานับถือเพียงความสามารถเท่านั้นไม่มีความสามารถจริงก็อยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ และต่อให้ที่นี่จะเป็กองทัพอวกาศที่มีเด็กเส้นลอยลงมาจากฟ้าอย่างแกก็ไม่มีประโยชน์อย่างดีข้าก็แค่ก็แค่สะบัดก้นลาออกไปเป็นักสืบเอกชนเท่านั้นแหละ!
สวีหยางอี้หลับตาลง
“ผมก็ไม่เห็นด้วยให้หัวหน้าสวีนำทีม! ถ้าคุณจะมานำทีมงั้นผม เหล่าจู เหล่าฉิน ใครก็นำทีมได้ทั้งนั้น! นี่มันเกี่ยวพันถึงฆาตกรบ้าคลั่งแล้วก็ผลงานของพวกเราทุกคน...”
“หุบปากแม่Xให้หมด”
วินาทีต่อมานั้นเอง ฝาครอบถ้วยชาก็พลันปลิวมาหลังจากเสียงวุ่นวายโกลาหลเงียบลง เสียงร้องสะดุ้งโหยงด้วยความใก็ดังขึ้น
“ฉิบหาย!” “เป็อะไรวะ”“เกิดอะไรขึ้น!” “นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย...”
เก้าอี้ของสามสี่คนในที่นั้นหักออกเป็สองท่อน!
“ตึ่ง!”เสียงสะท้อนของอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากับผนังห้องดังลั่น
ภายในห้องเงียบกริบเหมือนกับตอนที่สวีหยางอี้โยนปากกาวันนั้นไม่มีผิด
เหล่าจูเหงื่อแตกพลั่ก เขาหันไปมองยังแหล่งที่มาของเสียงสุดท้ายด้วยอาการสั่นเทิ้มทว่าเพียงหันไปมองแวบหนึ่งสีหน้าก็พลันว่างเปล่าร่างทั้งร่างแข็งทื่อแน่นิ่งอยู่ที่เดิมราวกับก้อนหิน!
มีฝาครอบถ้วยชาอยู่ตรงนั้น
ฝาครอบถ้วยชาเซรามิกธรรมดา งดงามเนื้อบางแต่ตอนนี้กลับเหมือนกระบี่เล่มหนึ่งที่เหลือแค่ครึ่งเล็กๆ อยู่บนผนังส่วนที่เหลือนั้น...
ปักจมลงไปในผนังแล้ว!
ฝาครอบถ้วยชาบางๆ ที่พอััก็เกิดเสียงใสกังวานใบนั้นเมื่อครู่ยังอยู่ในมือสวีหยางอี้อยู่แท้ๆแต่พอวินาทีต่อมากลับเหมือนอาวุธลับตัดขาเก้าอี้ทั้งสามขาหักแล้วพุ่งปักเข้าไปบนผนัง! แต่กลับไม่ได้ทำให้ใครได้รับาเ็สักคน!
คนต่อมาคือเหล่าจู สิ้นเสียง “ฉึก”นั้นเขาก็เบนสายตากลับมาสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าเฮือกหนึ่งจากนั้นก็เงียบกริบลงอีกครั้ง
ถัดจากนั้นก็เป็เหล่าฉิน และต่อมาก็เป็คนอื่นๆ
หนึ่งคน สองคน สามคน...
ทุกคนล้วนเห็นฝาครอบถ้วยชาใบนั้น!
มันไม่เหมือนกับการโยนปากกาครั้งที่แล้วครั้งนั้นปากกาปักลงไปในโต๊ะแผ่นบางๆ เดิมทีมันก็เป็แค่โต๊ะถูกๆ เท่านั้นพวกเขาอาจจะทำไม่ได้ แต่มันก็ยังอยู่ในขอบเขตที่พวกเขาสามารถเข้าใจได้แต่ครั้งนี้มันเกินกว่าที่พวกเขาจะเข้าใจได้แล้ว!
ทุกคนพลันเกิดความรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาที่ลำคอ
“เฮอะๆ...” เหล่าฉินคือหญิงสาววัยกลางคนคนนั้น เธอหัวเราะแห้งๆ สองคำ รอยยิ้มนั้นดูน่าเกลียดยิ่งกว่ายามร้องไห้เสียอีกเธอเอ่ยพลางอึกอัก “นี่...นี่...นี่มันถ้วยชาแบบพิเศษใช่ไหม...”
ไม่มีใครสนใจเธอหรือพูดอีกอย่างก็คือยังไม่มีใครดึงสติกลับมาจากความตื่นตระหนกได้นั่นเอง
“หันมานี่” เสียงสวีหยางอี้ดังขึ้นจากด้านหลังทุกคนจึงหันกลับมามองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า ราวกับไม่รู้จักกันอย่างไรอย่างนั้น
“พูดดีๆ พวกแกไม่ฟัง” สวีหยางอี้ลืมตาขึ้น “ยินดีด้วยพวกแกทำให้ฉันรำคาญถึงขีดสุดแล้ว”
“มีหนึ่งก็มีสอง มีสองแล้วก็มีสาม...เตือนพวกแกกี่ครั้งแล้ว ไม่ฟังเตือนยังไงก็ไม่ฟัง...” “ป้าบ!”เขาพลันตบโต๊ะดังป้าบก่อนจะช้อนสายตาเดือดดาลนั้นขึ้น “ฉันแม่Xไม่ใช่แม่แกสินะ!”
“พวกคณะกรรมการระดับสูงต้องเปลืองแรงเชิญฉันมาแค่ไหน คิดว่าฉันอยากรับหน่วยสืบสวนนี่มากหรือไง!” เขาชี้นิ้วไปที่ประตูใหญ่ คิ้วทรงกระบี่กับแววตาเดือดดาลและสุรเสียงที่คมกริบยิ่งกว่ามีดแตกต่างกับท่าทางไร้อารมณ์ไม่สะทกสะท้านในยามปกติโดยสิ้นเชิง “ไม่อยากทำก็ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
ไม่มีใครขยับเขยื้อน หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ...ไม่มีใครกล้าขยับต่างหาก
ดังที่ใครก็คิดไม่ถึงว่า นี่ต่างหากถึงจะเป็ความเดือดดาลที่แท้จริงของเขา
ปากกาบินครั้งที่แล้วก็เป็แค่การเตือนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นจริงๆ
“ไปซะสิ เห็นข้าขัดหูขัดตานักไม่ใช่หรือไง” สวีหยางอี้ยกชาขึ้นดื่มเขาอดทนเก็บกลั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยมองทุกคนด้วยรอยยิ้มเย็นะเื“กบในกะลามีเหรอจะรู้ว่าแม่น้ำมันกว้างใหญ่แค่ไหน ฉันจะบอกพวกแกให้สองเื่”
เขาชูนิ้วขึ้นสองนิ้ว “เื่แรกคนที่ปกติพวกแกก้มหน้าหน้าโค้งคำนับเรียกว่า ‘หัวหน้าหัวหน้า’ นั่นน่ะแหละเป็คนเชิญฉันมา ฟังให้ดีฉันพูดว่าเชิญ! ทำไมน่ะเหรอ ก็เพื่อคดีนี้ไง”
“ตึก ตึก” เสียงเคาะโต๊ะดังขึ้นเบาๆ ทว่าทุกคนกลับยังพูดอะไรไม่ออก
ฝาครอบถ้วยชายังอยู่ที่ด้านหลังของตน ต่อให้อยากพูด...ก็ต้องทนเอาไว้
เสียงเขากลับมาราบเรียบอีกครั้ง หากก็ยังเย็นเยียบจนชวนสยดสยองเขามอง“เพื่อนร่วมงาน”ที่ถูกตวาดเสียจนนิ่งเงียบไป ก่อนจะแค่นเสียงเฮอะมาคำหนึ่ง“เื่ที่สอง พวกแกเข้าไม่ถึงคดีนี้หรอก”
“ฉันพูดจบแล้ว” เขานั่งลงไขว่ห้างบนเก้าอี้ พลางประคองถ้วยชาไว้ในมือ“ไม่อยากทำ ก็ ไส หัว ไป เดี๋ยว นี้!”
“ไหนคนที่จบจากโรงเรียนตำรวจสักคนสองคนลองบอกฉันหน่อยซิว่าคำว่า“ฟังคำสั่ง” สองคำนี้เขียนยังไง ฉันไว้หน้าพวกแก แต่พวกแกกลับยิ่งได้ใจ หึๆ...ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ใครแม่Xบอกพวกแกว่าฉันเป็เด็กเส้น”
“เตือนครั้งหนึ่งก็ยังฟังไม่รู้เื่ สองครั้งก็ยังฟังไม่รู้เื่พวกแกนี่มันสมควรเป็ตำรวจเล็กๆ ไปทั้งชาติจริงๆ!”
เสียงดังสนั่นก้องไปทั้งห้องจนทำเอาคนแทบหูแตก แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าสบตากับเขาสักคน
นี่คือพลังอำนาจ พลังที่แม้จะเอาของพวกเขาทุกคนมารวมกันก็ยังเทียบกับสวีหยางอี้ในตอนนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
สวีหยางอี้มองทุกคนด้วยอารมณ์สงบเยือกเย็นเดิมทีเขาก็ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับคนพวกนี้อยู่แล้ว คนพวกนี้เป็แค่คนธรรมดาทั้งนั้นไม่เหมือนกับเขา ไม่จำเป็ต้องคิดเล็กคิดน้อยอะไร ทว่า...
คืนนี้ ต้องดำเนินการจับกุม!
ตนยังไม่ได้ใบจบ และยังเป็เพียงนักศึกษาฝึกงานเท่านั้น จะมีกำลังมาจากไหนมากมาย
เพราะฉะนั้นเขาถึงต้องทำเื่ยากให้เป็เื่ง่ายแทนที่จะมาโต้เถียงหรืออธิบายกับพวกเขาไม่สู้ใช้ยุทธวิธีรุนแรงและฉับไวให้คนพวกนี้พูดอะไรไม่ออกเสียยังจะดีกว่า
ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าผลออกมาไม่เลว
“มีใครเห็นต่าง ฉันให้เวลาก้าวออกมาสามวินาที”
ในชั่วขณะนั้นเหล่าฉินรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาราวกับเห็นหัวหน้ากงในตอนแรกอย่างไรอย่างนั้น
ไม่มีใครพูดอะไรออกมา แม้แต่รองหัวหน้าเฉิน เหล่าจู เหล่าฉินคนเก่าแก่ที่สุดสามคนก็ยังเงียบปากอยู่อย่างนั้น
“ในเมื่อไม่มี ถ้าอย่างนั้นฉัน...”
“เดี๋ยวก่อน!”รองหัวหน้าเฉินกัดฟันเอ่ยออกมาในที่สุด “นาย...ไม่สิ หัวหน้าสวีคุณเป็คนที่ผู้นำเมืองเชิญมาจริงๆ น่ะเหรอ”
ถึงกับให้หัวหน้าเชิญมาได้...มันใหญ่โตขนาดไหนกัน
แต่รองหัวหน้าเฉินอย่างเขากลับไม่เคยได้ยินชื่อคนคนนี้มาก่อนเลย!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาอายุแค่ยี่สิบ จะไปรู้อะไรได้สะสมประสบการณ์ยังไม่พอด้วยซ้ำ!
แต่เขาถูกพลังอำนาจของอีกฝ่ายสะกดไว้จนเลือกที่จะเชื่อเสียแล้วทว่าถึงจะเชื่อแต่ก็ยังไม่วายสงสัยอยู่ดี
“ชื่อของบางองค์กรก็ไม่ใช่ชื่อที่พวกนายจะรู้” สวีหยางอี้พูดไปเรื่อยเปื่อยอีกประโยคหนึ่ง“สถานที่ทำภารกิจจะประกาศคืนนี้ก่อนออกเดินทาง ห้ามทุกคนก้าวล้ำเข้าไปในเขตศัตรูให้อยู่รอรับสั่งถัดจากบริเวณนั้นมาห้าร้อยเมตร ไม่ว่าอะไรจะหนีออกมา ให้ทำการวิสามัญสถานเดียวนี่เป็ภารกิจเดียวของพวกนาย”
“คุณหวังให้กองกำลังหลักเป็หน่วยสังหารขนาดย่อมงั้นเหรอ”สวีหยางอี้เงยหน้าขึ้นคล้ายจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “หมดกันถึงฉันจะไม่อยากบอกพวกนายแต่ฉันก็ยังต้องบอก เชื่อฉัน OVER”
กระทั่งตอนที่ออกมาแล้ว ทุกคนก็ยังสับสนงุนงงอยู่
เป็ยังไงล่ะ อยู่ๆ กระต่ายขาวก็กลายร่างเป็หมาป่าไปแล้ว
นั่นคืออารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาในตอนนี้
มิหนำซ้ำ...หมาป่าตัวนี้ยังมีเื้ัลึกลับทีเดียวเพียงนาทีสองนาทีก็ทำลายภาพจำที่พวกเขามีต่อสวีหยางอี้ภายในสองวันจนหมดสิ้นได้ภายในพริบตาเดียว
“รองหัวหน้าเฉิน...” เหล่าจูเข้ามาตบบ่ารองหัวหน้าเฉินจากด้านหลังก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ “พวกเรา...ต้องฟังคำสั่งเขาจริงเหรอ”
รองหัวหน้าเฉินเงียบอยู่นาน ก่อนจะกัดฟัน “ฟัง!”
“เขาพูดถูก! ฟังคำสั่งคือหน้าที่ที่เราพึงกระทำเป็อันดับแรก แต่ว่า...”เขาแค่นเสียงเย็นๆ “แต่ถ้าคืนนี้เกิดอะไรไม่คาดคิดขึ้น ต่อให้ข้าต้องแทงทะลุฟ้าข้าก็จะแทงกระทุ้งไอ้เด็กเส้นนี่ขึ้นไปด้วย!”
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่า โลกนี้มันจะไม่มีกฎหมาย! ถ้ามันแม่Xเป็พวกแสร้งทำเป็เก่ง ดีแต่ชอบอ้างตรรกะความรู้ งานนี้ข้าก็ไม่ทำมันแล้วต่อให้คนหนุนหลังมันจะใหญ่แค่ไหน ข้าก็จะงัดกับมันให้ได้!”