เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 133 ฝ่าฝืนกฎ

            หลินเฟิงเดินเข้าไปในห้อง ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังขึ้นมันเป็นเสียงของประตูหินที่ปิดลง

            หยวนชี่ที่หนาแน่นปกคลุมไปทั่วห้อง ส่งผลให้หลินเฟิงรู้สึกสบายตัวขึ้นมา

            สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว หยวนชี่ฟ้าดินเปรียบเสมือนฝนที่เทลงมาในยามแห้งแล้งมันคือรากฐานของการบ่มเพาะและยังเป็นรากฐานของผู้ฝึกยุทธ์

            หลินเฟิงปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ออกมาและเริ่มนั่งสมาธิ

            จิตวิญญาณแห่งสวรรค์จะช่วยเพิ่มศักยภาพทั้งหมด ซึ่งทำให้การบ่มเพาะของหลินเฟิงเร็วขึ้นนอกจากนี้ความสามารถในการตระหนักรู้ของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งและช่วยให้หลินเฟิงทะลวงสู่ขั้นต่อไปได้เร็วยิ่งขึ้น

            ในตอนนี้หยวนชี่เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของหลินเฟิง เขาดูเหมือนคนที่กระหายน้ำอย่างมากร่างกายของเขาเหมือนเป็นหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้งและพร้อมที่จะกลืนกินหยวนชี่เข้าไปอย่างบ้าคลั่ง

            ความแข็งแกร่งของหลินเฟิงอยู่ที่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาที่จะจัดการกับหยวนชี่ความเร็วในการดูดซับของหลินเฟิงนั้นเร็วมาก แต่ถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะดูดซับไปมากเท่าไรแต่ปริมาณของหยวนชี่ก็ดูจะไม่ลดลงเลยสักนิด ราวกับว่ามันมีจำนวนนับไม่ถ้วน

            หลินเฟิงโคจรลมปราณที่อยู่ในร่างตามเคล็ดวิชาฉุนหยวน ทำให้หยวนชี่ที่หลินเฟิงดูดซับมานั้นไหลมารวมตัวกันจากนั้นก็ควบกลั่นเพื่อทำให้มันบริสุทธิ์มากขึ้น

            หยวนชี่ที่บริสุทธิ์เริ่มเติบโตอยู่ในร่างของหลินเฟิงทำให้หลินเฟิงรู้สึกว่าร่างกายของเขากำลังแข็งแกร่งขึ้น ชีพจรหลักขยายใหญ่ขึ้นทำให้ทุกส่วนของร่างกายดูแข็งแกร่งและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

            เมื่อสมรรถภาพทางกายแข็งแกร่งขึ้น ความเร็วในการบ่มเพาะก็ยิ่งเร็วขึ้นซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้หลินเฟิงสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนท่าโจมตีได้อย่างง่ายดายโดยที่ลมปราณไม่ติดขัด

             เคล็ดวิชาฉุนหยวน เป็นเคล็ดวิชาที่ทำให้รากฐานมั่นคงขึ้น และยังส่งผลให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น

            ถึงแม้ว่าหลินเฟิงอยากจะแข็งแกร่งขึ้นแต่เขาก็เข้าใจเหตุผลดีว่าไม่ควรเร่งรีบมากขนาดนั้น เขาจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงทีละก้าวๆ

            สิ่งที่หลินเฟิงไม่รู้ก็คือ ในขณะที่เขากำลังบ่มเพาะพลังอยู่นั้นด้านนอกของหอฝึกฝน มีคนกลุ่มชั่วร้ายกำลังเดินเข้ามาพวกเขาขึ้นบันไดตรงดิ่งมาที่ชั้น 10 

            “ทางนั้น”

            ชายหนุ่มชุดดำกล่าว เขาคือคนที่พ่ายแพ้ให้กับหลินเฟิงก่อนหน้านี้

            ตอนที่ชายหนุ่มชุดดำกำลังจะจากไป เขาได้ข่มขู่หลินเฟิงไว้แต่ทว่าหลินเฟิงก็ไม่ได้สนใจเขา 

            และตอนนี้เขาได้นำคนจำนวนหนึ่งมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องฝึกซึ่งเป็นห้องฝึกเดียวกันกับที่หลินเฟิงเปิดประตูออกมาแต่ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ได้บ่มเพาะในห้องนั้นก็คือ หลิ่วเฟย

            “ที่นี่”

            ชายหนุ่มชุดดำกล่าวขณะชี้ไปที่ห้องนั้น สีหน้าของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ดูเย็นชาคนคนนี้อายุราวๆ 20 ปี ดวงตาที่ลึกล้ำทำให้คนที่มองรู้สึกเย็นเยือกอยู่ในใจ

            “ชุยถิง เปิดประตู!”

            ชายหนุ่มที่ดูชั่วร้ายกล่าวขึ้นมา ทำให้ชายอีกคนก้าวเท้าออกไปและพุ่งถีบบานประตูหินห้องนั้นอย่างรุนแรงคนคนนี้ไม่สนใจกฎของสำนักเทียนอี้เลยสักนิด

            แม้ว่าประตูจะยังปิดอยู่ แต่มันก็ได้รับผลกระทบจากลูกถีบที่รุนแรง

            หลิ่วเฟยที่กำลังบ่มเพาะอยู่ภายในห้องก็คาดไม่ถึงว่าจะถูกรบกวนในช่วงเวลานี้ภายในห้องฝึกเกิดเสียงดังหึ่งๆ ขึ้นมาจนปลุกหลิ่วเฟยจากการบ่มเพาะ ซึ่งผลของมันก็คือทำให้นางกระอักเลือดออกมา

            “ไสหัวออกมาซะไอ้บัดซบ!”

            เสียงตะโกนที่อยู่นอกห้องทำให้สีหน้าของหลิ่วเฟยพลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธนางเช็ดเลือดที่มุมปากพลางก่นด่าออกมาว่า

            “สารเลว!”

            หลิ่วเฟยลุกขึ้นเพราะต้องการออกไปบดขยี้พวกมัน หนึ่งในสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของผู้ฝึกยุทธ์ก็คือการถูกรบกวนในขณะที่อยู่ในห้วงสมาธิ นอกจากนี้พวกมันยังปลุกนางด้วยวิธีรุนแรงและทำให้นางได้รับบาดเจ็บการตื่นขึ้นระหว่างอยู่ในห้วงสมาธิเป็นเรื่องที่อันตรายมากสำหรับผู้ฝึกยุทธ์หากไม่ได้ตื่นขึ้นมาอย่างถูกวิธีก็อาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงและการรบกวนในขณะที่บ่มเพาะพลังคือความผิดที่ให้อภัยไม่ได้ทางสำนักเทียนอี้ไม่ได้ห้ามการต่อสู้ระหว่างศิษย์ แต่ห้ามไม่ให้พวกเขารบกวนผู้อื่นที่กำลังบ่มเพาะพลัง

            แต่ฝ่ายตรงข้ามได้ละเมิดกฎของสำนักอย่างชัดเจน

            “บ้าเอ้ย ข้าไม่สามารถสู้กับพวกมันได้”

            หลิ่วเฟยที่กำลังจะพุ่งออกนอกห้องพลันหยุดฝีเท้าลงบางทีพวกมันอาจจะไม่ได้มาเพื่อต้องการห้อง แต่มาเพื่อแก้แค้น!

            “ต้องเป็นหมอนั่นแน่ๆ”

            หลิ่วเฟยนึกถึงชายหนุ่มชุดดำก่อนหน้านี้ขึ้นมา ต้องใช่มันแน่ๆก่อนที่มันจะจากไป เขาได้ข่มขู่หลินเฟิงไว้ และตอนนี้เขาได้หวนกลับมาอีกครั้ง

            “ถ้าข้าออกไปตอนนี้ ก็อาจก่อปัญหาให้กับหลินเฟิงได้”

            หลิ่วเฟยคิด นอกจากนี้นางยังไม่รู้ว่าจะเอาชนะฝั่งตรงข้ามได้ไหมในโลกใบนี้ไม่ได้คุยด้วยเหตุผล แต่เป็นพลังต่างหาก

            เมื่อหลิ่วเฟยคิดถึงสถานการณ์ในปัจจุบันนางก็นั่งลงอีกครั้งและพยายามเข้าสู่ห้วงสมาธิ แต่เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเรื่องยากที่นางจะบ่มเพาะพลังต่อ

            “ตูม!!!”

            เสียงสั่นไหวรุนแรงดังก้องอยู่ภายในห้อง ทำให้แก้วหูของหลิ่วเฟยแทบแตก

            “คนที่อยู่ข้างใน ออกมาเดี๋ยวนี้!”

            เสียงดังมาจากข้างนอก หลิ่วเฟยโกรธเป็นอย่างมาก แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจนางยังนั่งต่อ คนคนนั้นอาจตะโกนต่อไปจนเหนื่อยตายหรือไม่ก็จะมีคนเข้ามาขัดขวาง

            นอกจากนี้ประตูห้องฝึกก็ไม่มีทางถูกทำลายอย่างง่ายดายเพราะพวกเขายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะทำลายมัน

            เมื่อพวกเขาเห็นว่าไม่มีการตอบสนอง พวกเขาก็เลือกที่จะยั่วยุแทน

            ชายหนุ่มชุดดำเดินตรงไปยังหน้าประตู และตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว “ไม่ใช่ว่าเจ้าอวดดีหรือไง?! ตอนนี้ทำไมถึงไม่โผล่หัวออกมาไอ้ขี้ขลาด!!!”

            “ขี้ขลาด?”

            เมื่อหลิ่วเฟยได้ยินชายหนุ่มคนนั้นด่าทอออกมาก็อดไม่ได้ที่จะแสยะยิ้มอย่างเหยียดหยาม ตัวเองสู้หลินเฟิงไม่ได้ก็วิ่งไปขอให้คนอื่นช่วยแล้วยังมีหน้ามาด่าหลินเฟิงว่าเป็นไอ้ขี้ขลาด? เหอะเป็นสวะแท้ๆ แต่กล้ากลับมาหาเรื่องอีก ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก

            หลินเฟิงจะทำอย่างไรถ้าหากเขาอยู่ที่นี่?

            ยังคงเกิดเสียงดังที่ประตูหินอย่างไม่รู้จบ แม้หลิ่วเฟยจะไม่ได้ตอบโต้แต่ก็อารมณ์เสียเป็นอย่างมาก

            ในห้องที่เล็กและแคบแบบนี้ ใครๆ ก็ต้องมีโทสะเป็นธรรมดาหากถูกคุกคามโดยคนอื่น

            หลังจากนั้นเสียงก็หยุดลง

            ชายหนุ่มชุดดำสงบลงอีกครั้ง เขาไม่คิดว่าหลินเฟิงจะทนได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูถูก เขารู้สึกหมดแรงและไม่มีทางเลือก

            “ดูเหมือนมันจะรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับมัน”

            ชายหนุ่มกล่าวอย่างเย็นชา ขณะที่ชายอีกคนซึ่งยืนกอดอกอยู่เงียบๆก็เปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงไม่แยแสว่า “มันใช้หินหยวนไปกี่ก้อน?”

            “มันมีหินหยวนระดับกลาง 3 ก้อนซึ่งเพียงพอสำหรับการฝึกฝนใน 3 เดือน” ชายหนุ่มชุดดำตอบ

            “ก็ได้ หลังจากนี้อีก 100 วัน พวกเราจะกลับมาอีกส่วนเจ้าจะมาด้วยกันหรือว่าอยู่ที่นี่ต่อ?”

            ชายหนุ่มชุดดำดูลังเลขึ้นมา

            “เจ้ากลัวว่ามันจะหนีไป เลยอยากอยู่ที่นี่แต่เจ้าก็กลัวว่าจะรับมือมันไม่ได้? ถ้าหากมันออกมาจริงๆ???”

            ชายหนุ่มที่มีใบหน้าชั่วร้ายราวกับจะมองความคิดของอีกฝ่ายออกจึงกล่าวออกมา

            ชายหนุ่มชุดดำประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า ถูกต้อง… นั่นคือสิ่งที่เขากังวล

            “ชุยถิงอยู่ในจุดสูงสุดของขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 ไม่มีใครในระดับเดียวกันสามารถจัดการกับเขาได้ถึงแม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นอัจฉริยะ แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ไม่มีทางที่มันจะเอาชนะชุยถิงได้ ตอนนี้ข้าจะไปบ่มเพาะพลังที่ชั้น 1 ดังนั้นเจ้าต้องถามชุยถิงเองว่ายอมอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเจ้าไหม”

            ชายหนุ่มชุดดำไม่กล้าเรียกร้องอะไรจากอีกฝ่ายถึงแม้ว่าเขาจะมีสายเลือดเดียวกันกับชายตรงหน้าแต่ทว่าพวกเขาก็เป็นพี่น้องต่างมารดากันดังนั้นการที่ชายตรงหน้ายอมมากับเขาด้วยก็ถือว่าเป็นเมตตามากแล้ว 

            ชายหนุ่มชุดดำจ้องมองไปยังชุยถิง ดวงตาของเขาฉายแววอ้อนวอน

            “ถ้าเฮยม่อต้องการให้ข้าอยู่ ข้าก็จะอยู่” ชุยถิงกล่าวอย่างเฉยเมย

            “ถ้าเช่นนั้นก็จงอยู่ที่นี่สักพักหนึ่ง” เฮยม่อกล่าวจากนั้นเขาก็หันหลังและเดินจากไป

            เมื่อเห็นเฮยม่อจากไป ความเศร้าก็ปรากฏบนใบหน้าของชุยถิงเขาหันไปมองที่ห้องนั้น ก่อนจะยกเท้าถีบประตูอีกครั้งจนประตูหินสั่นสะเทือนเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องขึ้นมาจากด้านนอกทำให้หลิ่วเฟยรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก นี่พวกมันจะไม่หยุดรบกวนนางจริงๆ?

            ตอนนี้ใบหน้าของหลิ่วเฟยพลันซีดขาว หากชายหนุ่มชุดดำรบกวนนางทุกวันนางจะต้องเป็นบ้าแน่ๆ

            นอกจากนี้หลินเฟิงยังใช้หินหยวนระดับกลางถึง 3 ก้อน ทำให้ต้องบ่มเพาะอยู่ที่นี่ตั้ง 100 วันแต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากการคุมขังนางตั้ง 100 วัน นางจะผ่านพ้นวันคืนที่เลวร้ายแบบนี้ไปได้อย่างไร???

            ชั้นที่ 6 ของหอฝึกฝน ในห้องฝึกห้องหนึ่งแสงหยวนชี่ที่สว่างเจิดจ้ามาตลอดก็ค่อยๆ จางลงทำให้คนส่วนใหญ่ต่างกุลีกุจอเดินเข้ามาหยุดรอ ในดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง

            ทันใดนั้นบานประตูห้องก็ถูกเปิดออก พร้อมกับเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาดวงตาอันสงบนิ่งกวาดมองไปที่ฝูงชนตรงหน้า แม้จะเป็นเพียงแค่การมองเฉยๆแต่ก็ทำให้ฝูงชนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา

            ดวงตาของชายหนุ่มคนนี้แหลมคมประหนึ่งดาบ และยังมีกลิ่นอายที่น่าเกรงขาม!!!