ครั้นหลินโม่พยักหน้าเหลิงอู่เหยียนจึงยั้งมือลง
หากแต่ ณ เวลานี้ผู้ที่ขวางหน้าหลินโม่นั้นเหลือเพียงชายชราหน้ายาวและผู้อาวุโสอีกแค่ไม่กี่คนของตระกูลหลินสีหน้าพวกเขาซีดเซียว และไม่มั่นใจเช่นกันว่าจะขวางเหลิงอู่เหยียนไว้ได้
“พวกเจ้าถอยไปเสียเถิด” หลินอี้ป๋อถอนหายใจพลางโบกมือ
“ท่านผู้นำตระกูล...”
ชายชราหน้ายาวกำลังคิดจะพูดอะไรบางอย่างทว่าเมื่อเห็นสายตาคมกริบเต็มไปด้วยโทสะของหลินอี้ป๋อที่ส่งมาจึงรีบหุบปากลงอย่างจำใจพลางแบกเหล่าผู้ฝึกตนของตระกูลหลินที่กองกันบนพื้นเร้นกายจากไป
หลังจากคล้อยมองตามกลุ่มคนแล้วหลินอี้ป๋อจึงค่อยๆ หันกลับมา จ้องเหลิงอู่เหยียนทีหนึ่งแล้วก็จ้องหลินโม่ทีหนึ่งพร้อมถอนหายใจยาวเหยียดอย่างอัดอั้น“ท่านลุงของเจ้าทำเช่นนี้ ก็เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกจึงต้องจำใจทำ”
“ข้าเข้าใจ” หลินโม่พยักหน้า
“เจ้าเข้าใจได้ ข้าปลื้มใจยิ่งนัก” จิตใจของหลินอี้ป๋อเต็มไปด้วยความจนปัญญาวินาทีแรกที่เห็นหลินโม่ จู่ๆ เขากลับมีความรู้สึกบางอย่างก่อเกิดขึ้น การกระทำในครานี้ของตระกูลหลินนั้นไม่ถูกต้องหากแต่เป็นการทำผิด เรียกได้ว่าผิดมหันต์เชียวล่ะ
ชายหนุ่มเบื้องหน้านี้มิได้เป็นคนที่พวกเขาเคยรู้จักในตอนแรกอีกต่อไป หลินอี้ป๋อเห็นถึงสิ่งที่แตกต่างไปจากเมื่อก่อนในดวงตาของหลินโม่ เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้วหลินโม่กลับโตเป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น
“แม้นตัวเจ้าจะไม่ใช่สายเลือดของตระกูลหลินโดยตรง แต่อย่างไรเสียเจ้าก็คือคนที่ตระกูลหลินชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่มาเองกับมือข้าหวังว่าเจ้าจะไม่เกลียดพวกเขา” หลินอี้ป๋อเอ่ยขึ้น
“ท่านผู้นำตระกูล ข้าอยากรู้เรื่องราวชีวิตของข้า” แววตาสับสนของชายหนุ่มจดจ้องหลินอี้ป๋อเดิมทีเขาควรเรียกชายตรงหน้าว่าท่านพ่อ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด หลังจากที่รับรู้เรื่องราวชีวิตเบื้องหลังของตนแล้วกลับขานเรียกไม่ออกกัน
“ข้าก็ไม่แน่ใจมากนัก”
หลินอี้ป๋อส่ายหน้าบางเบา“ปีที่เจ้ากำเนิด เป็นช่วงเวลาที่ข้ารีบเร่งมายังเมืองหลินโจวพอดี ยามนั้นเมืองหลินโจวกำลังประสบกับคลื่นขบวนทัพอสูรหายากในรอบสี่ร้อยปี ในเวลานั้นผู้คนมากมายล้วนตายสิ้น ซึ่งตรงกับเหมันตฤดูที่หิมะรอบใหญ่คราสุดท้ายตกลงเสร็จพอดียามนั้นข้ากำลังพาคนตระกูลหลินหนีตาย ทว่ากลับเจอเจ้าอยู่หน้าประตู ตัวเจ้าไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เส้นยาแดงผ่าแปดย่ำแย่ไม่เพียงไม่ถูกแช่แข็งตาย หากแต่ยังมีชีวิตท่ามกลางพายุหิมะได้อย่างดี ครั้นเห็นข้าเจ้ายังยื่นแขนให้ข้าอุ้มเสียด้วยซ้ำ”
“ว่าแล้วก็น่าแปลก ตอนที่ข้าอุ้มเจ้าขึ้นมานั้น คลื่นขบวนทัพอสูรก็หยุดชะงักไปเหล่าอสูรพวกนั้นค่อยๆ ถอยห่าง ชั่วเวลานั้นตระกูลหลินทุกคนต่างคิดว่าเจ้านำพาความโชคดีมาสู่ตระกูลหลินของเราดังนั้นข้าจึงรับเจ้าเข้าเป็นบุตรบุญธรรม”
ครั้นเอ่ยถึงตอนท้ายหลินอี้ป๋อพลันถอนหายใจยาวเหยียด
หลินโม่ไม่ได้เอ่ยอันใดต่อแต่กลับคุกเข่าลงแล้วโขกศีรษะลงพื้นอย่างรุนแรงสามครั้ง
หลินอี้ป๋อไม่ได้ห้ามเอาไว้เขารู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้ของหลินโม่หมายถึงอะไร อันที่จริงเขาเองก็รู้สึกละอายใจต่อหลินโม่เช่นเดียวกันอย่างไรเสียเรื่องที่จับตัวหลินโม่ไปก่อนหน้านี้ แม้นเขาไม่ได้มีส่วนร่วม ทว่าในฐานะผู้นำตระกูลกลับไม่ขัดขวางเรื่องนี้เอาไว้ในสายตาของผู้อื่นก็ถือว่าเป็นการเห็นด้วยกับเรื่องนี้โดยนัยแล้ว แม้หลินโม่ไม่ได้ไต่ถามหากแต่ชะตาของหลินโม่และตระกูลหลินก็มาถึงจุดสิ้นสุดแล้วเช่นกัน
“โม่เอ๋อร์ หวังว่าเจ้าจะไม่โกรธเกลียดตระกูลหลิน...” หลินอี้ป๋อเอ่ยขึ้น
“ตระกูลหลินเลี้ยงข้ามานานหลายปี จากนี้หากมีโอกาส ข้าจะพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อสนับสนุนตระกูลหลิน” หลินโม่มองหลินอี้ป๋ออย่างลึกซึ้ง แล้วพาเหลิงอู่เหยียนเร้นกายจากไปในเวลาต่อมา
เมื่อมองร่างทั้งสองจนลับสายตาหลินอี้ป๋อจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ท่านผู้นำตระกูล เหตุใดถึงไม่ให้พวกข้าอยู่ด้วย...” ชายชราหน้ายาวนำพาคนที่เหลือกลับมาพร้อมทั้งผู้อาวุโสผมสีดอกเลาอีกสองคน ทั้งสองคือผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลหลิน
“เรื่องนี้พวกเราทำผิดพลาดไปแล้ว” หลินอี้ป๋อโบกมือ
“ไม่ว่าจะทำผิดหรือไม่ เราจะชี้แจงและชดใช้ให้ทางตระกูลเลี่ยวอย่างไรกัน?”ผู้อาวุโสคนหนึ่งเปิดปากเอ่ยขึ้น
“ทางตระกูลเลี่ยว ข้าจะไปจัดการเอง หลินโม่ตัดขาดกับตระกูลหลินไปแล้ว ต่อให้เป็นตระกูลเลี่ยวก็ไม่มีทางหาข้ออ้างมาสร้างความวุ่นวายกับตระกูลหลินได้อย่างแน่นอนยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้พวกเจ้าลงมือ พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าจะรั้งพวกเขาทั้งสองไว้ได้?”หลินอี้ป๋อขมวดคิ้วเอ่ยถาม
“แม้นข้าจะไม่รู้ว่าพลังที่แท้จริงของเหลิงอู่เหยียนแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไรอีกทั้งการบำเพ็ญก็บรรลุถึงระดับหลอมปราณ ทว่าอาศัยพวกเราตั้งหลายคน รวมทั้งผู้อาวุโสทั้งสองอีกจะยังมิอาจหยุดเหลิงอู่เหยียนเอาไว้ได้อีกหรือ?” ชายชราหน้ายาวเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“เช่นนั้นหลินโม่ล่ะ? ใครหยุดเขาเอาไว้ได้บ้าง?”หลินอี้ป๋อปราดตามองชายชราหน้ายาว
“หลินโม่?”
หลินฝูแค่นหัวเราะพลางเอ่ย“ท่านผู้นำตระกูล หลินโม่มีฝีมืออันใดกัน หรือว่าท่านไม่รู้? เจ้าเด็กนั่นได้คะแนนเป็นอันดับรั้งท้ายตลอดสองปีที่อยู่สายนอก หากไม่พึ่งพาความช่วยเหลือจากเหลิงอู่เหยียนล่ะก็เขาจะเข้าสายในได้อย่างนั้นหรือ?ข้าได้ยินมาว่าเพราะคะแนนเป็นเหตุ หลินโม่จึงถูกส่งไปยังสาขาเทียนซิงสาขาเทียนซิงคือที่ใด? ที่นั่นก็เป็นแค่สาขาขยะเท่านั้น ถ้าคิดจะจับหลินโม่ให้ใครก็ได้ของพวกเราเพียงคนเดียวจัดการก็เพียงพอแล้วล่ะ”
“ใครก็ได้แค่คนเดียวจะหยุดยั้งเขาได้หรือ?” หลินอี้ป๋อหัวเราะ“เกรงว่าพวกเจ้าคงต้องเปลี่ยนความคิดนี้แล้วล่ะ”
“หืม?” หลินฝูพร้อมคนที่เหลือเผยสีหน้าไม่เข้าใจ
“พวกเจ้าดูเองเถิด นี่คือข่าวที่สหายจากสายในคนหนึ่งของข้าส่งมาเมื่อครู่”หลินอี้ป๋อโยนจดหมายฉบับหนึ่งด้วยสีหน้าราบเรียบเย็นชา
ชายชราหน้ายาวเปิดผนึกจดหมายเมื่อเห็นเนื้อหาในจดหมายนั้นท่าทางของพวกเขาพลันชะงักค้างไป หลินฝูผู้อยู่ข้างๆ ที่เห็นเหตุการณ์ก็ทรุดลงทันทีวินาทีที่เห็นเนื้อหาในนั้น สีหน้าของพวกเขาก็แข็งกร้าวขึ้น
“อันดับหนึ่งในการประเมินของสายนอก ผ่านไปด้วยเวลาเก้าลมหายใจ สร้างสถิติอันดับหนึ่งในรอบห้าร้อยปี”
“บุกเข้าสาขาลัวซาด้วยตัวคนเดียว โจมตีเหล่าศิษย์หน่วยควบคุมกฎบาดเจ็บกว่าร้อยคนทำลายปราณวิญญาณประสานร่วมที่เลี่ยวเจว๋และพรรคพวกทั้งเจ็ดสร้างขึ้น อีกทั้งยังจัดการอันดับสุดท้ายของสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์อย่างสุ่ยหลิวเฟิงจนแพ้พ่ายไป...”
“ในการยึดครองสี่สาขา เขาประลองกับผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แบบเจ็ดต่อหนึ่ง ไม่เพียงเอาชนะหกคนที่เหลือได้แม้แต่อันดับหนึ่งแห่งผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์อย่างเลี่ยวฉ่าวหลงก็ถูกจัดการจนพ่ายไปทั้งสิ้น...”
ข่าวทั้งสามเหมือนกับเสียงฟ้าร้องเขย่าขวัญที่ผ่าปะทุดังขึ้นข้างหูชายชราหน้ายาวพร้อมทุกคนต่อกันไม่ขาดสาย
ตระกูลหลินมีประวัติในเมืองหลินโจวยาวนานถึงสองร้อยปีหลายปีที่ผ่านมาตระกูลหลินในแต่ละรุ่นต่างมีคนสอบเข้าสำนักเทียนซิง ชายชราหน้ายาวและคนอื่นล้วนเคยอยู่สำนักเทียนซิงมาแล้วเช่นกันจึงย่อมรู้ดีว่าแท้จริงแล้วการแข่งขันของสำนักเทียนซิงนั้นสูงแค่ไหน ทว่าในทางกลับกันศิษย์ที่สามารถเข้าเทียนซิงสายในได้ล้วนมีคุณสมบัติยอดเยี่ยมทั้งนั้น หากต้องการล้ำหน้าคนรุ่นเดียวกัน นั่นจำต้องมีคุณสมบัติและพลังที่เหนือกว่า
ในประวัติของตระกูลหลินมีบรรพบุรุษเพียงคนเดียวที่สามารถเอาชนะและยึดอำนาจของสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งที่สุดของสำนักเทียนซิงคุณูปการและแผ่นป้ายของบรรพบุรุษผู้นั้นต่างถูกถวายไว้บูชาที่ตระกูลหลินเพื่อให้ศิษย์รุ่นหลังได้เห็นอีกทั้งบรรพบุรุษผู้นั้นยังเป็นคนเลื่องชื่อระบือนามในประวัติศาสตร์ของตระกูลหลินอีกด้วยนั่นเป็นเพราะเขาเคยสร้างชื่อเสียงให้แก่เมืองหลินโจวไม่น้อย ซึ่งได้วางรากฐานอันมั่นคงแก่ตระกูลหลินให้อยู่คงอยู่ต่อไป
เอาชนะสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ได้...
นี่คือเรื่องที่ตระกูลหลินในแต่ละรุ่นต่างไม่กล้าคาดคิดทว่าหลินโม่กลับทำได้...
สีหน้าของชายรราหน้ายาวและคนอื่นดูสับสนอย่างที่สุดหากข่าวคราวนี้เป็นความจริงล่ะก็ การที่พวกเขาดึงดันจะจับหลินโม่และเหลิงอู่เหยียนนั้นจะสามารถจับได้หรือไม่ยังถือว่าพูดได้ยาก สิ่งสำคัญคือพลังที่แท้จริงของหลินโม่แข็งแกร่งขนาดนี้รวมกับพลังของเหลิงอู่เหยียนแล้ว ไม่แน่ว่าทั้งสองอาจสร้างความวุ่นวายร้ายแรงแก่ตระกูลหลินก็เป็นได้
“ข้ารู้ตั้งแต่แรกแล้ว ข้าควรหยุดยั้งพวกเจ้าให้เร็วกว่านี้...” หลินอี้ป๋อเอ่ยอย่างนึกเสียใจ “พวกเขาทั้งสองอายุยังไม่ถึงสิบเจ็ดเสียด้วยซ้ำอายุน้อยเพียงนี้ก็มีพลังและระดับการบำเพ็ญถึงระดับนี้แล้ว...”
“ท่านผู้นำตระกูล เช่นนั้นเราควรหาวิธีโน้มน้าวหลินโม่ให้กลับมาดีหรือไม่?”อาวุโสคนหนึ่งถามขึ้นอย่างคลุมเครือ
“โน้มน้าว?”
หลินอี้ป๋อพ่นลมอย่างไม่พอใจสีหน้าเผยความไม่ชอบใจ เดิมทีตัวเขาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของชายชราหน้ายาวและคนอื่นแต่จะห้ามความคิดเห็นของผู้คนอย่างไรได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงจำใจเลือกที่จะเพิกเฉยไม่สนใจไยดีเขาทว่ามายามนี้พอรู้ถึงความสำเร็จในอนาคตของหลินโม่ที่ไม่มีขีดจำกัดแล้วถึงได้เปลี่ยนความคิดไป
“นิสัยของหลินโมตั้งแต่เด็กยันโต พวกเจ้าหาได้ไม่รู้เสียหน่อย ในเมื่อเขาตัดสินใจไปแล้วต่อให้เป็นข้าก็ไม่มีทางทำให้เขาเปลี่ยนความคิดไปได้หรอก เอาล่ะ เรื่องเกิดขึ้นแล้วยากที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง”
หลินอี้ป๋อโบกมือเป็นนัยที่รู้กันว่าให้คนอื่นยั้งมือถอยไปเสีย
หลินอี้ป๋อยืนกลางลานบ้านพลางทอดมองท้องฟ้าสายตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเลือนราง ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบหกปีก่อนกลับมาฉายซ้ำอีกคราพายุหิมะรอบนั้น นอกเมืองเต็มไปด้วยเสียงคำรามน่าสะพรึงกลัวของเหล่าอสูรที่รวมตัวกันกระบี่มหึมาสีชาดเล่มหนึ่งลอยพุ่งออกจากส่วนลึกของเทือกเขาซวนโยว เปลวเพลิงร้อนระอุทะยานข้ามขอบฟ้าพายุหิมะถูกแผดเผาจนมลายสิ้นลง
กระบี่มหึมาสีชาดแสนอัศจรรย์เล่มนั้นตกลงสู่บ้านตระกูลหลินตัวกระบี่สลายไป ทว่าร่างของทารกน้อยคนหนึ่งกลับปรากฏแก่สายตา...
เมื่อนึกถึงตรงนี้หลินอี้ป๋อจึงพับเก็บความรู้สึกนึกคิดไว้ พลางถอนหายใจยาวเหยียดอย่างอัดอั้น เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกกับหลินโม่เป็นเพราะเรื่องยามนั้นดูแปลกประหลาดเกินไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาจึงเอาแต่คิดว่านั่นเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้นอีกทั้งเขาก็กังวลเช่นกันว่า หลังจากหลินโม่ทราบเรื่องนี้แล้วจะไม่ยอมถอยหนีและก้าวเข้าสู่ส่วนลึกของเทือกเขาซวนโยวซึ่งไม่แน่ว่าอาจถูกฝังศพสิ้นชีวีอยู่ในนั้นเสียก็เป็นได้...