1.1
เดิมทียุทธภพประกอบไปด้วยดินแดนและอาณาจักรมากมายผู้อยู่อาศัยมีั้แ่ปุถุชนคนธรรมดาไปจนถึงเซียน มาร และสัตว์อสูรเื่บางอย่างที่สมควรเป็เื่ทั่วไปกลับกลายเป็ได้แค่นิทาน
ในปัจจุบันสิ่งที่กล่าวข้างต้นยังคงอยู่แต่สิ่งที่กลายเป็เื่เล่าคือห้าดินแดน ในอดีตกาลผืนโลกถูกแบ่งออกเป็ห้าดินแดนแดนมนุษย์ แดนอสูร แดนมาร แดนบาดาล และแดนมืด
แดนมนุษย์เป็สถานที่เซียนหรือคนทั่วไปอยู่อาศัย
แดนอสูรเป็พื้นที่ของเหล่าอสูร พวกนั้นแบ่งเผ่าพันธุ์ด้วยกำลังและสติปัญญา
แดนมารในปัจจุบันเป็เพียงเื่เล่ามีการร่ำลือว่าเป็สถานที่กักขังิญญาของมารร้ายหรือพื้นที่ลงทัณฑ์ของเซียนอวิชชา
แดนบาดาลเป็เื่เล่าในปัจจุบันเช่นกันเชื่อว่าเป็ที่อาศัยของเหล่าุ์ใต้น้ำมีการกล่าวอ้างเป็ครั้งคราวจากชาวประมงว่าพบเห็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดใต้ท้องเรือ
แดนมืดสถานที่นี้ในปัจจุบันยังคงมีอยู่จริงแต่เป็พื้นที่ไม่น่าเข้าใกล้ภายในเขตอากาศแปรปรวนจนยากจะพยากรณ์ แม้จะร้อนสิ้นชีพแต่หิมะโปรยปรายสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ส่วนใหญ่เป็พวกเดนตายหนีการไล่ล่าเสี่ยงดวงยอมเข้าพื้นที่แม้ไม่รู้ว่าจะฝากชีวิตไว้ด้านในได้หรือไม่เหล่าคนที่ตามจับต่างยุติเมื่ออีกฝ่ายย่ำกรายเข้าแดนพิศวงไม่มีใครคิดส่งคนของตนเข้าไปตาย
การแบ่งแดนในอดีตกลายเป็เม็ดเงินให้นักเล่านิทานทำมาหากินยิ่งเวลาล่วงเลยมามากเท่าไรบางอย่างที่ถูกเลือนหายก่อนห้าดินแดนกลับไม่เป็ที่รู้จักเท่านั้น
จนทุกวันนี้ตัวตนของมันสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครเคยได้ยิน เป็บางสิ่งที่กำลังฟื้นกลับมาอย่างช้าๆในความเงียบที่แสนน่ากลัว
กลับมาที่เื่ห้าดินแดนทำไมแดนอสูรและแดนมนุษย์ดันรวมตัวกันได้ในปัจจุบันไม่รู้ว่าฟ้าลิขิตหรืออย่างไรแต่สองแดนนี้อุบัติมาอย่างแแ่แน่นอนว่าจะต้องเกิดาระหว่างคนและอสูรอย่างที่คาดเดา
ทั้งสองฝ่ายต่างต่อสู้แย่งชิงดินแดนและกล่าวอ้างว่าอีกฝ่ายบุกรุกฝั่งอสูรมีพละกำลังมากกว่าฝั่งมนุษย์ แต่ฝั่งมนุษย์ก็ไม่น้อยหน้ามีเซียนที่สามารถต่อกรทั้งสองต่างคิดวิธีจัดลำดับชั้นพลังเพื่อให้รู้ว่าสถานการณ์เป็ต่อหรือปราชัย
ลำดับเริ่มจากม่วงคราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง ทุกสีมีขั้นต้นขั้นกลางขั้นปลาย ขั้นพลังไม่ได้ตายตัวคนที่มีพลังยุทธสีแดงขั้นปลายอาจโค่นพลังยุทธสีแสดขั้นกลางก็ได้ทุกอย่างแปรเปลี่ยนได้ตาม ฝีมือ อาวุธ ความบริสุทธิ์ของพลัง
ส่วนเหล่าอสูรการจะโค่นลงได้ต้องมีลำดับพลังยุทธมากกว่ามันสองขั้นถึงพอจะไว้วางใจถ้าหากใช้คนพลังยุทธสีแดงขั้นต้นปะทะอสูรสีแดงขั้นต้นเช่นกันมีหวังมนุษย์ผู้นั้นเป็ได้แค่ของเล่นให้มันตะปบยามว่างเท่านั้น
ในปัจจุบันหลังดินแดนมนุษย์และอสูรมากันแทบจะเป็การบังคับให้มนุษย์ทุกคนฝึกพลังยุทธเอาตัวรอดถ้าไม่อย่างนั้นได้กลายเป็มื้ออาหารอันโอชะอย่างแน่นอน
“ให้ตายเถอะ ข้าปวดหลังจะตายอยู่เเล้ว”
เสียงชาวบ้านคนหนึ่งโอดครวญพร้อมทุบหลังเป็จังหวะบ่งบอกว่าเขาปวดที่ตรงไหน เพื่อนข้างกายที่นั่งอยู่เก้าอี้ถัดไป มองมาทางเขาด้วยแววตาล้อเลียนก่อนส่งเสียงขำขัน
“เอาน่า ยังหนุ่มยังแน่น ไยบ่นเป็หมีกินผึ้งเช่นนี้”
แม้จะหยอกเย้าแต่ยังคงห่วงใยเขายกมือเรียกให้เถ้าแก่นำชามาวางให้หมีกินผึ้งตัวเมื่อครู่
“เถ้าแก่ขอชาสักแก้วแก่เ้าคนผู้นี้หน่อย”
“ได้เลย!!!”
เสียงะโตอบรับจากเ้าของร้านน้ำชาแม้จะเป็ร้านเล็กๆ ที่มุงด้วยฟางและมีเก้าอี้เขลอะไว้บริการแต่ผู้คนยังคงหนาแน่นเพราะที่เห็นนี้เป็ร้านน้ำชาเพียงแห่งเดียวของหมู่บ้านข้างป่าที่พวกเขาอาศัยถึงจะสกปรกเท่าใดก็มีเพียงร้านเดียวที่มี อย่างไรก็ต้องจำใจนั่ง
หลังมั่นใจว่าเถ้าแก่ได้ยินตนเองเขาหันหน้ากลับมาหาเพื่อนที่ออดแอดก่อนเจอตาโตทั้งยังแยกเขี้ยวเตรียมขย้ำหัว
“เ้าก็พูดได้น่ะสิ! เ้าไม่มีพลังยุทธนี่ถึงไม่ต้องเข้าร่วมกลุ่มไปจัดการสัตว์อสูร!”
ชายผู้โอดครวญมองไปทางเพื่อนที่ล้อเลียนทว่าเมื่อเห็นท่าทีไร้สำนึกของอีกฝ่ายถึงกับจนปัญญาที่พูดไปคงไม่เข้าหูเป็แน่ฉุนเฉียวต่อไปมีแต่เขาที่เสียเปรียบ
คิดได้แบบนั้นข่มโทสะยกน้ำชาขึ้นจิบก่อนกระแทกกลับลงโต๊ะอย่างรุนแรง
“ฮ้า!”
ท่าทางเจ็บใจของคนเล่นใหญ่โตสร้างความสำราญแก่เพื่อนรักที่ขำเยาะเย้ยเขาหัวเราะอกกระเพื่อมก่อนเผลอพูดออกไปอย่างไม่ทันยั้งคิด
“เอาน่าถือว่าช่วยหมู่บ้านไหนเ้าบอกว่ายามนี้บนเขาดีกว่าเมื่อก่อนเยอะไม่ใช่รึ”
มือข้างที่วางชากระตุกเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบ
“ใช่ ยามนี้ดีกว่าแต่ก่อนมากนักสัตว์อสูรระดับสูงกว่าขั้นสีแดงเริ่มหายากถ้าเทียบกับในตอนนั้น…..”
คำถามเมื่อครู่กระตุ้นความทรงจำบางอย่างเขาเป็ผู้ฝึกยุทธที่มีสีเกิดขึ้น แม้จะเป็สีแดงขั้นต้นก็ยังถูกเกณฑ์ไปเข้ากลุ่มขับไล่อสูรในยามนั้นเมื่อสี่ห้าปีก่อน เขาตามหัวหน้าหมู่บ้านและผู้ใหญ่อีกหลายๆคนที่มีพลังยุทธขึ้นเขาไปจัดการอสูร หนนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากปะทะตัวหนึ่งอีกตัวหนึ่งโผล่เข้ามาการจะต่อกรโดยไม่มีคนเสียชีวิตถือเป็เื่หายาก
ทว่าวันหนึ่งเกิดเหตุแปลกประหลาดอยู่ดีๆ เหล่าอสูรต่างจรลีหนีจากเขาลูกนั้น พากันอพยพอย่างน่าหวาดหวั่นภาพครั้งนั้นยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ
ตอนนั้นเขาลาดตระเวนยามดึกทำให้ยังไม่ได้เข้าพักจู่ๆ เหล่าอสูรต่างพากันลงเขามาเป็โขยงในตอนนั้นคิดว่าชีวิตเขาและหมู่บ้านคงจบสิ้นแต่คาดไม่ถึงอสูรเ่าั้วิ่งผ่านเขาไปอย่างไม่ไยดี
สิ่งที่ติดตรึงในความทรงจำคือใบหน้าของพยัคฆ์ลายสีเขียวขั้นต้นศัตรูที่น่ากลัวที่สุดบนเขา มันวิ่งผ่านไปด้วยแววตาหวาดกลัว ตาดำเบิกกว้างปากกระทบกันอย่างชัดเจนมันกำลังกลัวอะไรบางอย่างที่อยู่บนเขานั่นทิ้งถิ่นที่มันเป็เ้าของอย่างไม่ไยดีจรลีหนีหายอย่างว่องไว
“ห้าปีแล้วสินะ ั้แ่เหตุครานั้น”
คนเอ่ยทวนความทรงจำนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นเช่นกัน
หนนั้นเป็ยามค่ำเกิดเสียงฝีเท้านับพันดังสนั่นเพราะความสงสัยเขาเดินสำรวจหาต้นตอไม่คิดว่าทันทีที่เปิดประตูสิ่งที่พบจะเป็ฝูงอสูรลี้ภัยแม้จะหวาดหวั่นแต่เกรงจะเป็จุดสนใจเขายืนนิ่งมองพวกมันวิ่งผ่านไปหลายตัว
เหล่าสัตว์อสูรต่างพากันอพยพอย่างไม่คิดชีวิตตัวใดบินได้ก็บิน ตัวใดเหาะใดก็เหาะ ตัวที่วิ่งได้ก็วิ่งสีหน้าพวกมันแสดงความหวาดหวั่นชัดเจนกระทั่งเวลาผ่านไปฝุ่นที่ตลบเลิกลอยคลุ้งเขาถึงรับรู้
ว่ายามนี้บนเขาไม่เหลืออสูรแม้แต่ตัวเดียว
ใจที่กระหน่ำเพราะหวนรำลึกเป็หลักฐานชัดเจนว่าเื่นั้นยังคงติดตรึงบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองหมองลงทันตา ไม่ช้าทั้งคู่หันหน้าขึ้นไปมองบนเขาก่อนสงสัยในสิ่งเดียวกัน
อะไรที่ทำให้อสูรหนีไม่คิดชีวิตกัน
สิ่งนั้นยังอยู่บนเขาใช่หรือไม่เหล่าอสูรขั้นสูงถึงไม่เหยียบบริเวณนี้แล้วสิ่งนั้นอันตรายเพียงใดจะทำลายหมู่บ้านหรือไม่ ชาวบ้านต่างคาดเดาตัวตนแปลกประหลาดบนเขาบ้างเดาเป็อสูรขั้นสีม่วงหรือเซียนลึกลับและอื่นๆ อีกมากมาย
แต่สิ่งที่พวกเขาคาดเดาไม่ใกล้ความจริงแม้แต่น้อยตัวตนที่อยู่บนเขาไม่ใช่สิ่งที่ไร้เทียมทานหรือน่าหวาดกลัว แต่สิ่งที่ว่าเป็เพียงเด็กน้อยสี่คน