ขณะที่อาชาเกราะทมิฬส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อหันไปมองยังร่างของจูเยว่ ที่ตอนนี้ร่างเงาของวิหคเพลิงด้านหลังได้หายไป แต่กลับปรากฏหอกโลหะสีทอง 7เล่มขึ้นมาแทนที่ ไม่เพียงเท่านั้น จูเยว่ยังร่ายเวทย์เพลิงผสานเสริมเข้าไปภายในหอกทั้ง 7 กลายเป็นหอกไฟที่แลดูน่าสะพรึงกลัวลอยนิ่งอยู่รอบตัวเสมือนบริวารที่รอรับคำสั่งอย่างเชื่อฟัง!
จูเย่เริ่มวาดนิ้วชี้ขึ้นมาพร้อมจิตสังหารที่มุ่งตรงไปยังบริเวณที่สัตว์อสูรตนนั้นถูกฝัง เพียงชั่วพริบตาหอกไฟทั้งหมดต่างพุ่งแหวกอากาศออกไปด้วยความรวดเร็ว คล้ายกับไม่สามารถอดทนรอได้ที่จะนำพาศัตรูเบื้องหน้าไปยังขุมนรก!
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!!!
ฮี่ๆๆ!!!!!
เสียงกึกก้องเสมือนระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วป่าลมหวน พร้อมเสียงร้องอันน่าเวทนาของอาชาเกราะทมิฬที่ไม่สามารถทราบได้เลยว่า ในตอนนี้มีชะตากรรมเฉกเช่นไร
ใบหน้าของจูเยว่เริ่มซีดขาวราวกระดาษเหงื่อไหลซึมออกจากทั่วร่าง เนื่องจากพลังลมปราณเวทย์ของเขา เทียบได้กับผู้ฝึกยุทธระดับรวมลมปราณขั้นที่ 9 ระดับสูงสุดเพียงเท่านั้น
แต่จูเยว่กลับต้องใช้เวทย์หอกเพลิงสังหาร ออกไป ซึ่งเป็นการผสานกันระหว่างเวทย์ธาตุทอง หอกทะลวงสังหารของระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นกลาง เข้ากับเวทย์ธาตุไฟ เพลิงผสาน ของระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นต่ำที่จูเยว่ได้สร้างผังเวทย์ไว้ในดวงจิตก่อนหน้า
แม้จะทำให้การโจมตีดังกล่าวรุนแรงจนน่าสะพรึงกลัวแต่กลับทำให้เขาเหลือพลังลมปราณเพียง 3 ใน 10 ส่วนเท่านั้นจากการที่ปลดปล่อยทักษะออกไปเพียงสองทักษะ และด้วยการลงมืออย่างเต็มกำลังของตน จูเยว่เชื่อว่าสัตว์อสูรเบื้องหน้าอาจถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส จนไม่สามารถเคลื่อนไหว หรือตกตายไปแล้วก็เป็นได้!
ในขณะที่จูเยว่ยังคงเหนื่อยล้าจากการสูญเสียพลังลมปราณ ที่ลดลงจำนวนมากในคราเดียวได้เกิดเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหน้า!
“อะไรกัน?!!”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดไม่ถึงของจูเยว่ได้ดังขึ้นอันเนื่องจากร่างสีดำทมิฬได้พุ่งตัวออกมา จากกองหินที่ฝังร่างของมันเมื่อครู่ตรงมายังที่ที่เขาอยู่อย่างไม่ทันตั้งตัว
ด้วยสภาพของจูเยว่ที่อ่อนล้าทำให้ตัดสินใจได้ช้าไปชั่วขณะ แต่ก็ยังคงรีบรวบรวมสติเร่งหมุนเวียนลมปราณเพื่อใช้ทักษะเคลื่อนที่ออกมา เบี่ยงหลบไปยังด้านขวาของตนในทันที!
แกร๊ก!!
“อ๊ากกก!!!!”
เสียงกระดูกที่แตกหักได้ดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของจูเยว่
ถึงแม้ตัวเขาจะพยายามเบี่ยงหลบแล้วก็ตามแต่ด้วยความรวดเร็วของสัตว์อสูรเบื้องหน้า ที่จู่โจมเข้ามาอย่างไม่ทันคาดคิดทำให้ไม่สามารถหลบการโจมตีได้ทั้งหมด แขนซ้ายของเขาตอนนี้ได้ห้อยลงมาราวกับไร้กระดูกอยู่ภายใน พร้อมเลือดที่ไหลออกมาชโลมทั่วทั้งแขน
จูเยว่รีบข่มความรู้สึกเจ็บปวดของตนลงและหันกลับไปมองยังร่างที่พึ่งพุ่งผ่านตัวเขาไป
“ดูเหมือนข้า...จะประเมินพลังป้องกัน ของสัตว์อสูรระดับวิญญาณขั้นที่ 4 ตนนี้ต่ำไปสินะ... แต่ตัวมัน..ก็ได้รับบาดเจ็บอยู่ไม่น้อยเช่นกัน!”
เมื่อจูเยว่สังเกตไปยังสภาพสัตว์อสูรตนดั่งกล่าวที่เกราะสีดำทั่วร่างได้ปริแตกออกมา พร้อมกับหอกสีทองที่ปักลงไปตามตัวได้สร้างบาดแผลที่ไหม้เกรียมจากความร้อน อีกทั้งยังมีเลือดที่ไหลออกมาจากปากแผลเรียกได้ว่าอาการของมัน สาหัสกว่าตนอยู่ไม่น้อย
ซึ่งสัตว์อสูรเบื้องหน้าที่เขาคิดว่ามันควรจะตายไปกลับยังมีชีวิตอยู่ เป็นเพราะมีสิ่งหนึ่งที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของจูเยว่นั้นคือสัตว์อสูรตนนี้ เป็นสัตว์อสูรระดับวิญญาณขั้นที่ 4 ระดับสูงสุดขาดเพียงเล็กน้อยจะเข้าถึงขั้นที่ 5 ทำให้มันแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรระดับวิญญาณขั้น 4ทั่วไปอยู่มาก และไม่เพียงมันจะมีความเร็วที่โดดเด่นเท่านั้นด้วยเกราะสีดำทมิฬที่ปกคลุมทั่วตัว ทำให้พลังป้องกันของมันมิได้ด้อยกว่าความเร็วที่มันมีแต่อย่างใดจึงทำให้แม้จะโดนพลังโจมตีของระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 5 เข้าไปอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่สามารถที่จะหยุดมันเอาไว้ได้แต่สามารถทำให้มันได้รับบาดเจ็บหนักอยู่เช่นกัน
อาชาเกราะทมิฬค่อยๆหันกลับมาด้วยนัยน์ตาโกรธแค้นเส้นเลือดปูดโปนภายในลูกนัยน์ตามันเตรียมพร้อมที่จะโจมตีไปยังมนุษย์ผู้นั้นอีกครั้งด้วยทักษะสังหารที่รุนแรงที่สุด!
ตอนนี้เริ่มปรากฏเส้นแสงสีขาวคล้ายประกายไฟเส้นเล็กๆ อยู่บริเวณเบื้องหน้าของอาชาเกราะทมิฬพร้อมกับสียงแหลมเล็กแสบแก้วหูดังไปทั่วทั้งบริเวณ
ภาพอันคุ้นเคยปรากฏขึ้นต่อหน้าของจูเยว่ตัวเขาทราบได้ทันทีว่ามันคือสิ่งใด ความรู้สึกตื่นตกใจได้ผุดขึ้นมา
“บัดซบ!มันสามารถใช้พลังสายฟ้าได้ด้วย?!!”
การใช้เวทย์สายฟ้าถ้าหากเป็นผู้ใช้เวทย์โดยทั่วไปต้องเข้าสู่ระดับจอมเวทย์เสียก่อน จึงจะสามารถเรียกสายฟ้าออกมาได้ซึ่งมันเป็นระดับขั้นที่ 4 ถัดจากผู้ใช้เวทย์ขั้นสูงแต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่สามารถทำได้เพราะต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญในเวทย์ธาตุไฟและธาตุลม ในระดับขั้นที่ 4 พร้อมกันถึงสองธาตุเท่านั้น
ซึ่งพลังสายฟ้าที่ปรากฏด้านหน้าของจูเยว่ได้เกิดจากการสันดาปของธาตุไฟและธาตุลม หลอมรวมทั้งสองธาตุเข้าด้วยกันจูเยว่คาดเดาว่า เมื่อมันปลดปล่อยการโจมตีนี้ออกมา ต่อให้เป็นระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 6 ก็สามารถถูกสังหารลงได้!
เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบใช้ออกด้วยเวทย์เปลวเพลิง ออกไปยังบริเวณด้านหน้าอย่างรวดเร็วแม้มันไม่ได้มีพลังโจมตีเทียบเท่ากับ เวทย์หอกเพลิงสังหารแต่เมื่อลูกไฟดังกล่าวได้พุ่งออกไป ถึงบริเวณเบื้องหน้าของสัตว์อสูรมันกลับระเบิดออกอย่างกะทันหันสร้างเป็นกำแพงเพลิงบดบังสายตาของอาชาเกราะทมิฬเอาไว้
จูเยว่ไม่รอช้ารีบใช้ออกด้วยทักษะมายาชั่วพริบตา เคลื่อนที่ออกไปจากบริเวณที่ตนอยู่อย่างรวดเร็ว
“ไม่คาดคิดเลยว่า...สัตว์อสูรตนนี้ จะมีทักษะเช่นนี้ด้วย!” จูเยว่ตกตะลึงไม่น้อยอยู่ภายในเพราะสัตว์อสูรอาชาเกราะทมิฬกลับมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าที่เขาได้คาดคิดเอาไว้มาก
หากจูเยว่ตัดสินใจช้าไปเพียงชั่วอึดใจและรอให้มันปลดปล่อยทักษะดังกล่าวออกมา คงไม่มีทางรอดชีวิตไปได้เป็นแน่เพราะด้วยความรวดเร็วของสายฟ้ายามเมื่อถูกปลดปล่อย ตัวเขาในยามนี้ย่อมไม่สามารถหลบหลีกได้ทัน!
เมื่ออาชาเกราะทมิฬเห็นลูกไฟกำลังพุ่งเข้ามาตัวมันคิดเคลื่อนตัวเพื่อหลบหลีก แต่จู่ๆลูกไฟกลับระเบิดขึ้นมาสร้างเป็นกำแพงเพลิงอย่างกะทันหัน ทำให้มันมึนงงไปชั่วขณะ แต่ไม่กี่อึดใจต่อมากลิ่นอายของมนุษย์ที่อยู่เบื้องหน้า กลับค่อยๆเคลื่อนที่ไกลออกไป
ฮี่ๆ!!! ฮี่ๆ!!!!
เสียงร้องด้วยความโกรธแค้นได้ดังก้องไกลออกไปคล้ายกับตัวมันต้องการตะโกนกล่าวออกมา
"มนุษย์ผู้นี้ทำให้มันบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้แล้วจะจากไป? มีเรื่องที่ง่ายดายเช่นนี้ที่ไหนกัน!!"
เมื่อมันทราบแล้วว่ามนุษย์เบื้องหน้าต้องการที่จะหลบหนีตัวมันจึงรีบเก็บพลังอำนาจทักษะเมื่อครู่คืนกลับมา พร้อมทั้งเคลื่อนที่ไปยังทิศทางที่มนุษย์ผู้นั้นจากไปด้วยความเร็วเต็มกำลัง!
(***ทักษะเวทย์สามารถใช้ข้ามระดับได้หากมีพลังลมปราณเวทย์เพียงพอ เป็นเพราะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ่งในขั้นถัดไปอยู่ก่อน)