“ใต้เท้า! เมื่อคืนโจรชุดดำลงมืออีกแล้วขอรับ"
ว่านเฟยวางถ้วยชาลงทันทีมู่หยางหันกลับมาถาม
"ที่ใด?"
"จวนของเศรษฐีเฉินขอรับ"
"แต่...มีเื่น่าแปลก"
เ้าหน้าที่มีสีหน้าลังเลที่จะแจ้งว่านเฟยจึงเอ่ยถามขึ้น
“แปลกอย่างไร?”
“ทรัพย์สินมีกว่าพันตำลึงมีทองคำหลายแท่ง สร้อย แหวน เครื่องประดับแต่มันกลับเลือกเอาเงินเพียงห้าร้อยตำลึงเท่านั้น ไม่น่าแปลกหรือขอรับ”
“อย่างนั้นรึ....”
ว่านเฟยกับมู่หยางรีบเดินทางไปยังจวนเฉินทันที
ภายในห้องเก็บทรัพย์ทุกอย่างยังคงสภาพเดิม หีบไม้หลายใบถูกเปิดออก ทองคำและเครื่องประดับยังคงอยู่ครบของล้ำค่าบางชิ้นยังวางอยู่ที่เดิม ราวกับโจรไม่สนใจมัน ว่านเฟยก้มลงตรวจพื้นห้องอย่างละเอียด
ทันใดนั้นเขาก็หยุดนิ่ง ตรงมุมหนึ่งของพื้นห้อง มีรอยเท้าบางๆปรากฎอยู่บนฝุ่นที่หนาเตอะ แม้คนร้ายจะพยายามลบร่องรอยแล้วแต่มุมนี้อาจเป็มุมอับ เขาอาจไม่รู้ตัวว่าเผลอเหยียบกองฝุ่นหนาตรงนี้ ว่านเฟยคุกเข่าลงมู่หยางเดินเข้ามา
"พบอะไรงั้นหรือ?"
ว่านเฟยไม่ได้ตอบในทันที เขาใช้มือฝ่ามือเทียบกับรอยเท้าที่พื้นและตอบออกไปว่า
"ขนาดเท้าน่าจะเล็กกว่าข้าเล็กน้อย"
มู่หยางก้มลงมองเช่นกัน
"......คนร้ายเป็ผู้ชายสินะ”
ว่านเฟยพยักหน้า
"ต่อให้สวมรองเท้าใหญ่ขึ้นเพื่อลวงตาแต่รอยกดทับของเท้าลวงกันไม่ได้"
เขาลุกขึ้นยืน พลางมองไปรอบห้อง
"โจรผู้นี้เป็ชาย ผ่านการฝึกวิชาตัวเบามาเป็อย่างดีและ...เป็พวกมือใหม่"
มู่หยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า
"หากเป็เช่นนั้น...ก็ไม่เกี่ยวกับวังบุปผาล่ะสิที่นั่นมีแต่ผู้หญิงนิขอครับ”
ว่านเฟยเดินออกจากคลังทรัพย์สินอย่างช้าๆ ความคิดเมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในหัว
วังบุปผา... สถานที่ที่มีผู้ชายอาศัยอยู่เพียงไม่กี่คนเ้าของที่ว่าเป็คนของวังหลวง ก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นภายในมีแต่ผู้หญิงและคนสูงวัย แต่....
"ผู้คุม"
มู่หยางหันมามอง
"ท่านหมายถึงผู้คุมของวังบุปผาหรือ"
ว่านเฟยพยักหน้า
"คนพวกนั้นรู้วิธีใช้ดาบและอาวุธเื่วิชาตัวเบาไม่ต้องพูดถึงความสามารถของพวกเขาเรียกได้ว่าต่อกรกับทหารในวังได้สบาย แถมพวกเขายังรู้ว่าแขกคนไหนร่ำรวยและใครที่เพิ่งออกจากวังบุปผาด้วย"
หลังจากนั้นว่านเฟย ก็ส่งกำลังคนพวกทหารนอกเครื่องแบบไปเฝ้ามอง ตามตรอกซอกซอยต่างๆรอบวังบุปผาคอยบันทึกว่าในแต่ละวันผู้คุมคนใดเข้าออกเวลาใด เดินทางไปที่ใด และกลับเมื่อใดผลัดเวรกันทั้งในกลางวันและกลางคืน ส่วนตัวเขากับมู่หยาง ก็แฝงกายเป็ลูกค้าเข้าไปในหอบุปผาเพื่อสืบหาข้อมูล
คืนนั้น ว่านเฟยและมู่หยางกลับไปที่วังบุปผาอีกครั้ง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ลูกค้าที่มีฐานะต่างนั่งสนทนากับหญิงสาวอย่างออกรสแต่สำหรับว่านเฟยกับมู่หยาง สายตาของเขาไม่ได้สนใจสิ่งเ่าั้ ั้แ่ก้าวผ่านประตูเขาก็กวาดตามองเหล่าผู้คุมที่ยืนประจำตามจุดต่าง ๆ คนหนึ่งเดินตรวจระเบียงด้านเหนือ อีกคนยืนอยู่หน้าบันได ใครเป็หัวหน้า ใครเป็ลูกน้อง
ว่านเฟยเห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งเขามักจะยืนอยู่ในตำแหน่งเดิมเสมอ คอยสังเกตแขกทุกคนด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“คนนี้คงเป็หัวหน้าสินะ”
ว่านเฟยพยายามจดจำทุกการเคลื่อนไหว ผู้คุมคนใดหายไปจากตำแหน่ง ผู้คุมคนใดเดินออกนอกวัง หรือผู้ใดมีท่าทีผิดปกติ เขาเฝ้ามองอยู่นาน...นานเสียจนสาวที่กำลังรินชาข้างโต๊ะเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ นางแอบเหลือบมองเพื่อนอีกคน เพื่อนของนางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แขกทั้งสองคนนี้....กำลังมองหาใครกัน”
พวกนางเดินออกนอกห้องและแอบกระซิบบอกคนอื่นๆในหอบุปผา ข่าวคราวเล็ก ๆ ค่อย ๆ ส่งต่อกันอย่างเงียบๆภายในไม่กี่นาทีทุกคนก็รู้กันทั่ว
ไม่นานนัก...หลายคนก็เริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้นประตูห้องปิดสนิททุกครั้งที่เข้าออกหน้าต่างถูกดึงม่านลงเพื่อไม่ให้มองออกไปด้านนอกได้ ผู้คุมเริ่มหันมามองบ่อยครั้ง ว่านเฟยสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นทันที
"พวกนางเริ่มสงสัยเราแล้ว..."
ว่านเฟยคิดว่า...หากยังเอาแต่สอดส่องต่อไป ไม่เพียงแต่จะไม่ได้ข้อมูลเพิ่ม แต่คนในนั้น อาจเริ่มปิดบังตัวเองมากกว่าเดิม เขาจึงยกจอกสุราขึ้นดื่ม ก่อนหันไปหาสาวที่นั่งข้างๆ
"นิ...มีมี่...ั้แ่มาถึงนี้...ข้ายังไม่เห็นหญิงสาวชุดสีฟ้าวันนั้นเลยวันนี้..นางไม่อยู่งั้นหรือ"
หญิงสาวพลันยิ้มออกมานางรู้ว่าคราวก่อน ทั้งคู่พากันจ้องสาวชุดสีฟ้าซึ่งก็คือจื้ออันที่แต่งหญิงมาช่วยงานจนตาไม่กะพริบ
“นางคงอยู่ในครัวคอยส่งอาหารให้ห้องต่างๆเ้าค่ะ”
ว่ายเฟยแกล้งยิ้มอย่างเขินอายราวกับชายที่รู้สึกอยากเจอหญิงสาวคนหนึ่ง
"งั้นข้าสั่งเหล้าอีก 4 ขวด ให้นางมาส่งให้ข้าได้หรือไม่"
มีมี่กับสาวอีกคนมองหน้ากันและยิ้มอย่างสบายใจขึ้นก่อนจะลุกไปด้านหน้าเพื่อสั่งอาหารกับสาวใช้ที่เดินผ่านไปมา
ความแคลงใจค่อยๆหายไปเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ทั้งสองมองหานั้นคือหญิงสาว ไม่ใช่เพื่อสืบหาบางอย่าง
มีมี่เดินกลับเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ
"ขออภัยด้วยนะเ้าคะ วันนี้นางไม่ได้ออกมารับรองแขก"
ว่านเฟยแสดงสีหน้าผิดหวัง ก้มลงเล็กน้อยราวกับรู้สึกเสียดายจริงๆ
"เช่นนั้นหรือ....น่าเสียดาย"
เขายกจอกสุราขึ้นดื่มอีกครั้งใบหน้านั้นแม้แต่มู่หยางเองยังรู้สึกว่าเขากำลังผิดหวังจริงๆ หลังอาหารมาส่ง่ที่สาวทั้งสองกำลังวุ่นกับการจัดวาง มู่หยางก็ขยับเข้ามาใกล้ๆและกระซิบถามเบาๆ
"ท่านคงไม่ได้กำลังมองหานางจริง ๆ ใช่หรือไม่"
ว่านเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเหล้ามาดื่มเพื่อกลบเกลื่อน และส่ายหัวเป็การปฏิเสธ
"หมายความว่าอย่างไรที่ส่ายหัว"
ว่ายเฟยหันหนีไม่ตอบ แต่หางตาเหลือบมองไปยังตำแหน่งของหวังฮุยที่กำลังจ้องมาที่พวกเขาอย่างไม่ละสายตา
“ไม่ได้หมายความว่าอะไรทั้งนั้น อย่าเซ้าซี้ข้ามากนักเลย”
มู่หยางหัวเราะในลำคอ
"แปลว่าท่านไม่ได้อยากเจอนางจริงๆใช่มั้ย?”
ว่านเฟยนิ่งไปครู่หนึ่ง ภาพหญิงรับใช้ในชุดสีฟ้าอ่อนผู้มีดวงตาสงบนิ่งผุดขึ้นในความคิดอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะยกสุราขึ้นดื่มจนหมดจอก โดยไม่ตอบคำถามนั้น