ข่าวลือที่เกิดขึ้นระหว่างสตรีตระกูลเฉินทั้งสามนั้นช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กระนั้นเฉินฟางซินก็มิได้สนใจ วันนี้เป็นวันกลับบ้านของหญิงสาวนางและชิวจิ้นอันได้ขึ้นรถม้ากลับไปด้วยกัน
“อาอิง”
หญิงสาวเอ่ยเรียกชายหนุ่มเบา ๆ ขณะนั่งในรถม้านั่นทำให้ชายผู้เป็นสามีมีประกายตาวิบวับขึ้นทันที
“ข้าแค่เรียกท่าน เหตุใดท่านต้องทำตาเช่นนี้กัน”
“เพราะเมื่อใดที่เจ้าเรียกข้าเช่นนี้….เจ้ามีแต่จะหาเรื่องแกล้งข้า”
ยังมิทันที่ชิวจิ้นอันจะพูดจบร่างเล็กได้ขึ้นควบบนตักชายหนุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“เจ้า…หายเจ็บแล้วหรือ”
ชายหนุ่มที่เคยรุนแรงกับหญิงสาวในคืนแต่งงานพยายามอดกลั้นตัวเองมาตลอดสองสามวันด้วยเพราะกลัวจะทำให้นางเจ็บอีก แต่กระนั้นหญิงสาวก็มักจะยั่วเขาอยู่บ่อย ๆ เช่นนี้
“ท่านคิดว่าอย่างไรล่ะ”
“ข้า….”
“เช่นนั้นคืนนี้ลองตรวจดูดีหรือไม่ว่าข้าหายดีหรือยัง”
“เถียนเถียน”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงดุแต่กระนั้นมือของเขาก็ได้โอบกอดรอบเอวหญิงสาวก่อนจะซบหน้าลงตรงไหล่นางและสูดกลิ่นนางแรง ๆ
“อย่าแกล้งข้าเช่นนี้…เพราะข้ากลัวจะทำเจ้าเจ็บ”
เมื่อเห็นบุรุษตรงหน้าแสดงท่าทีห่วงใยและอ่อนแอต่อหน้านาง เฉินฟางซินจึงมิได้แกล้งเขาอีกแต่กลับกอดเขาไว้จนถึงจวนตระกูลเฉิน
ทุกคนในครอบครัวได้ออกมาต้อนรับหญิงสาว ชิวจิ้นอันได้ลงมารับหญิงสาวด้านล่างก่อนจะคำนับทักทายพ่อตาแม่ยายและพี่น้องของภรรยา
“เข้าไปคุยกันด้านในเถอะ”
ทั้งหมดเข้าไปคุยกันด้านใน มีเพียงฮุ่ยเหอและฮุ่ยเจียงที่มองไปรอบ ๆ จวนอย่างสงสัย
“พวกเจ้ามองอะไร”
หลิวหลงถามสององครักษ์ สองหนุ่มมองไปมาก่อนจะหันไปถามบ่าวรับใช้คนสนิทของเฉินฟางซิน
“ทำไมวันนี้จวนตระกูลเฉินถึงดูเงียบ ๆ ไป”
“อ่อ…นายท่านรองกับนายท่านสามได้ย้ายไปจวนใหม่แล้ว”
“งั้นหรือ ข้าก็นึกว่าจะย้ายออกหลังคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองออกเรือนเสียอีก”
“ตอนแรกก็เป็นเช่นนั้น….แต่ข่าวซุบซิบที่เกิดหลังงานแต่งงานได้ทำให้คนหน้าหนาไม่กล้าสู้หน้าคุณหนูของข้าอย่างไรล่ะ”
“อ่อ ๆ เช่นนี้นี่เอง”
“ห้าวเออร์ดูเมียรองของเจ้าสิ นี่ก็ตะวันสายโด่งแล้วยังไม่รู้จักออกมาคำนับแม่สามีอีก”
สตรีมีอายุเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นบุตรชายของตน แม้นางจะมิพอใจสะใภ้คนนี้เท่าใดนักแต่สินเดิมที่นางนำมาก็พอจะทำให้หลับหูหลับตาไปได้บ้าง
“ท่านแม่…เมื่อวานนางเพิ่งกลับมาจากการช่วยที่บ้านย้ายจวน…นางจึง”
“แล้วอย่างไร ใครบอกให้พวกมันโง่แยกจวนเอง มีของดีอยู่กับตัวไม่รู้คุณค่า”
“ท่านแม่”
“วันนี้พวกเจ้าต้องไปเยี่ยมบ้านเจ้าสาวใช่หรือไม่”
“ขอรับ”
“เช่นนั้นก็รีบไปรีบกลับ”
“ขอรับ”
ทุกคำพูดของแม่สามีเฉินเจียวอวี่ได้ยินทุกคำ แต่นางกลับไม่สามารถโต้เถียงได้สักคำ ด้วยเดิมทีนั้นนางคิดว่าบิดาและอาสามของนางนั้นพอจะมีเส้นสายและความสามารถอยู่บ้างแต่ความจริงแล้วเป็นพวกนางที่เพิ่งท่านลุงเสียมากกว่า
“ตอนนั้นหากข้ากับท่านแม่ไม่ขอแยกบ้าน…พวกเราก็คงไม่ต้องเป็นเช่นนี้”
หญิงสาวคิดแต่ตอนนี้กลับไม่สามารถแก้ไขอันใดได้อีกแล้ว ฝูเหวินห้าวที่มารอภรรยาอยู่ในเรือนได้กลิ่นโจ๊กจึงหันไปมองทางสตรีที่กำลังเดินเข้ามา
“ข้าตื่นไปต้มโจ๊กให้ท่านกับท่านแม่ จึงทำให้มิได้ไปคำนับท่าน”
“อื่ม…”
ชายหนุ่มพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะมองโจ๊กเบื้องหน้าตนเอง รูปร่างหน้าตาของมันเหมือนโจ๊กที่เขาเคยได้กินในชาติที่แล้ว โจ๊กอุ่น ๆ ได้ถูกตักเข้าปากเพียงสัมผัสเข้าไป
“เคล้ง”
ช้อนโจ๊กที่เพิ่งตักโจ๊กก็ได้ตกลงมาในทันที
“ท่านพี่”
ชายหนุ่มมิได้ตอบแต่กลับมองลงในไปถ้วยโจ๊กนั่น แม้ว่าหน้าตาโจ๊กจะเหมือนกันแต่รสชาติกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“เมื่อก่อนเป็นเจ้าที่ทำโจ๊กให้ข้ากินมิใช่หรือ ข้าจำได้ว่ารสชาติมันมิใช่เช่นนี้”
เฉินเจียวอวี่ก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะพูดตอบด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“ครั้งนั้นน้องสามทำโจ๊กข้าเห็นว่าน่ากินข้าจึงไปขอแบ่งจากนางและให้นางสอนให้ข้าทำ แต่ข้าก็พยายามทำมาตลอด…แต่กลับไม่สามารถทำรสชาติเดียวกับนางได้”
ฝูเหวินห้าวนิ่งไปก่อนจะมองโจ๊กตรงหน้า เมื่อก่อนข้าเข้าใจว่าเป็นอวี่เออร์ที่ทำอาหารให้ข้ากิน ข้าเข้าใจว่าเป็นนางที่ปักผ้าให้ข้า แต่ความจริงแล้วกลับเป็นซินเออร์ที่ทำมันให้แก่ข้าแล้วอวี่เออร์กลับนำของเหล่านั้นไปรับความชอบจากข้า ชายหนุ่มคิดก่อนจะยืนขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
“กลับบ้านครั้งนี้…เจ้าช่วยให้ท่านพ่อไปคุยกับท่านลุงของเจ้าเรื่องตำแหน่งของข้าทีนะ”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นแม้เขาจะรู้แล้วว่า…ตำแหน่งที่ชาติก่อนเขาได้เลื่อนขั้นนอย่างรวดเร็วนั้นเป็นเพราะใคร..ทุกอย่างคือความเข้าใจผิดของเขา คือเขาที่ดวงตามืดบอดและมองไม่ออกเสียเอง
“เจ้าค่ะ”
“หากเจ้าทำไม่ได้….ตำแหน่งภรรยาเอกข้าคงต้องหาคนที่ช่วยข้าได้”
คำข่มขู่นี้ได้ทำให้เฉินเจียวอวี่ถึงกับข่มความไม่พอใจของตน ตอนนี้ทั้งนางและเฉินลี่หมิงเองก็มีชะตาไม่ต่างกันและคนที่มีความสุขที่สุดก็คงจะเป็นเฉินฟางซิน